ท้าทาย! ‘พลังงาน’ เขย่ารัฐบาลใหม่!!??

รัฐสภาเตรียมเปิดประชุมครั้งแรก 14 มี.ค.นี้ ก่อนเข้าสู่กระบวนการเลือกประธานสภา และจัดตั้งกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ ท่ามกลางความสนใจในการจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่ – อนุทิน 2” ที่กำลังส่งสัญญาณ “เร่งรับมือ” วิกฤตพลังงานโลก ผ่านมาตรการประหยัดพลังงานและตรึงราคาน้ำมันในประเทศ ที่สุด! พวกเขาโชว์กึ๋น คลายความกังวลใจให้คนไทยได้แค่ไหน?

ชัด! 14 มีนาคม 2569 รัฐสภาเตรียมพร้อมจัด “รัฐพิธี” เปิดประชุมฯนัดแรก ตามพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ทั้งนี้ นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันความพร้อมของสถานที่และการจัดพิธี ณ อาคารรัฐสภา พร้อมเชิญสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ตลอดจนผู้แทนองค์กรสำคัญเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

ตามกำหนดการ หลังรัฐพิธีเปิดประชุมแล้ว สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมในวันที่ 15 มีนาคม เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวปฏิญาณตนก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ และดำเนินการเลือกประธานสภาและรองประธานสภา ซึ่งถือเป็น ขั้นตอนสำคัญของการจัดตั้งกลไกฝ่ายนิติบัญญัติ ก่อนที่จะเข้าสู่ กระบวนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

แม้การเปิดประชุมรัฐสภาจะเป็นภาพสะท้อนของการเริ่มต้นบทใหม่ทางการเมือง แต่ในอีกด้านหนึ่ง  “รัฐบาลอนุทิน 2” ก็กำลังเผชิญความท้าทายเร่งด่วน! ที่ไม่อาจรอได้ นั่นคือ…

ความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก จากสถานการณ์สู้รบของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งกำลังกลายเป็น “ปัจจัยกดดัน” ต่อเศรษฐกิจโลก ราคาคาน้ำมันในตลาดโลก และค่าครองชีพของพลเมืองโลก รวมถึง ประชาชนคนไทยทั้ง 70 ล้านคน

ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอนุทิน ได้ “เร่ง” ออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ และมาตรการรองรับด้านน้ำมัน เป้าหมายก็เพื่อสร้างความมั่นใจ ว่า…

ประเทศไทยจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลกได้

มาตรการที่ประกาศใช้ทันที คือ…การลดการใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐ โดยให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจดำเนินมาตรการ Work From Home ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 20–30 เพื่อลดการเดินทางและลดการใช้พลังงานในอาคารสำนักงาน

พร้อมทั้ง ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้อยู่ที่ 26–27 องศาเซลเซียส รณรงค์ให้สวมเสื้อแขนสั้นแทนสูทหรือผูกไทในวันทำงาน และส่งเสริมการใช้บันไดแทนลิฟต์ในระยะใกล้ รวมถึง ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน

แม้มาตรการเหล่านี้ จะดูเป็นเพียง…แนวทางประหยัดพลังงานทั่วไป แต่ในเชิงนโยบายถือเป็นการส่งสัญญาณสำคัญ ว่า…

รัฐบาลต้องการให้ภาครัฐเป็นตัวอย่างแก่สังคมไทย ในการลดการใช้พลังงานในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกกำลังเผชิญความเสี่ยง!

พร้อมกันนั้น รัฐบาลยังได้ออกมาตรการด้านน้ำมันเพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อ ราคาน้ำมันในตลาดโลก

โดยมีการ “สั่งเพิ่ม” สัดส่วนการสำรองน้ำมันตามกฎหมายจากร้อยละ 1 เป็นร้อยละ 3 เพื่อให้ประเทศมีน้ำมันสำรองใช้ได้ยาวนานขึ้นถึงประมาณ 95 วัน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเป็นการชั่วคราว ยกเว้น! การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านบางแห่ง พร้อมทั้ง ยืนยันการตรึงราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG) ต่อไปอย่างน้อย 15 วัน เพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

มาตรการดังกล่าว สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและป้องกันความตื่นตระหนกของตลาด โดยเฉพาะในช่วงที่ ข่าวความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานทั่วโลก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังประกาศเดินหน้านโยบายพลังงานสะอาดในระยะยาว โดย ผลักดันโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เหมาะสม และมีส่วนร่วมในการผลิตพลังงาน

อีกทั้งยังมี การส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรและระบบประปาหมู่บ้าน เพื่อลดต้นทุนพลังงานในภาคเกษตรกรรมและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำในชนบท

ใน มุมมองเชิงนโยบาย มาตรการเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการประหยัดพลังงานในระยะสั้น หากยังสะท้อนแนวคิดการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศให้พึ่งพาพลังงานสะอาดและกระจายแหล่งผลิตมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่า…ปัจจุบันประเทศไทยยังมีน้ำมันเพียงพอและไม่มีภาวะขาดแคลน พร้อมขอความร่วมมือประชาชนไม่ให้กักตุนน้ำมัน เนื่องจากการกักตุนอาจก่อให้เกิดอันตรายและสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น

ท่ามกลาง…ภาพการเมืองในอีก 3 วันข้างหน้า กับการ เปิดประชุมรัฐสภา และการจัดวางกลไกทางการเมืองในสภา นั้น ความท้าทายด้านพลังงาน..ได้กลายเป็น “หนึ่งในโจทย์สำคัญ” ของรัฐบาลใหม่ ว่า…

ในช่วงเวลาที่สถานการณ์โลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ที่สุดแล้ว! จะสามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและค่าครองชีพของประชาชนได้เพียงใด!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password