คัดเกณฑ์จน ต้องเข้าใจคนจน

(ภาพสะท้อน ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ หลังพบความแม่นยำของ ‘ฐานข้อมูล’ อย่างเดียว อาจไม่เพียงพอแล้ว)

รัฐควรได้รับคำชม จากแผน “รื้อ” ฐานบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ไม่ได้ทบทวนมาหลายปี หลังช่วยคัดกรอง “ผู้ไม่สมควรได้รับสิทธิ” ออกไป และพา “คนตกหล่น” กว่า 2.3 ล้านรายเข้าสู่ระบบ ทว่า “คำขอทบทวนสิทธิ” 2.9 ล้านราย สะท้อนว่า…การเป็นเจ้าของรถ-มอเตอร์ไซค์ และการมีชื่อในทะเบียนบริษัท ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้น “มีฐานะ” เสมอไป การ “คัดคนจน” จึงต้องแม่นยำ ทั้งข้อมูลและเข้าใจชีวิตจริงของคนไทย

ผลการตรวจสอบ “คุณสมบัติ” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านราย มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านราย และไม่ผ่านประมาณ 9.31 ล้านราย ตัวเลขเกือบครึ่งได้สร้างแรงกระเพื่อมทันที! เพราะ “ผู้ไม่ผ่าน” มีจำนวนไม่น้อยเป็น “ผู้ถือบัตรเดิม” ซึ่งเคยใช้สิทธิดังกล่าวประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

ในมุมของรัฐบาล การนำฐาน “ผู้ถือบัตรเดิม” มาตรวจสอบใหม่…มีเหตุผลที่ดีรองรับ เนื่องจากข้อมูลไม่ได้รับการทบทวนครั้งใหญ่มานาน 4–5 ปี ช่วงเวลาดังกล่าว ย่อมมีทั้ง…ผู้ที่ฐานะดีขึ้น คุณสมบัติเปลี่ยนแปลง หรือไม่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายแล้ว

ขณะเดียวกันก็ มี “คนเดือดร้อนรายใหม่” ที่ไม่เคยได้รับการสำรวจรวมอยู่ด้วย

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง อธิบายว่า เป้าหมายของการคัดกรองคือทำให้งบประมาณไปถึงผู้ที่เดือดร้อนที่สุด และการลงพื้นที่เชิงรุกช่วยนำคนตกสำรวจเข้าสู่ระบบเพิ่มกว่า 2.3 ล้านราย

นี่คือ…สิ่งที่รัฐบาลควรได้รับเครดิต เพราะ “ระบบสวัสดิการที่ดี” ต้องทำ 2 อย่างพร้อมกัน นั่นคือ..ปิดช่องไม่ให้ “ผู้ที่ไม่สมควรได้รับสิทธิ” เข้ามาเบียดบังงบประมาณ และ เปิดประตูให้ “ผู้เดือดร้อนจริงที่เคยตกหล่น” ได้เข้าสู่ระบบ

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในยามนี้ ก็คือ ประตูคัดกรองรอบแรก “ปิดเร็วเกินไป” สำหรับคนบางกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงโอกาสนี้

แค่เพียงไม่กี่วันหลังประกาศผล พบว่า…มีคนไทย “ยื่นขอทบทวนสิทธิ” สูงถึงราว 2.9 ล้านราย หรือเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด โดย กว่าร้อยละ 40 เกี่ยวข้องกับ…ข้อมูลยานพาหนะ ทั้ง…รถที่ขายแบบโอนลอย รถเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน หรือ รถที่ชื่อเจ้าของเดิมยังค้างอยู่ในทะเบียน

ตัวเลขนี้ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง…ภาระงานอุทธรณ์ แต่ควรอ่านเป็น “สัญญาณเตือน” ถึงข้อจำกัดของฐานข้อมูล!!??

ทะเบียนรถ อาจตอบได้ว่า…ใครมีชื่อเป็นเจ้าของ แต่ไม่อาจตอบทันทีว่า…รถยังอยู่กับบุคคลนั้นหรือไม่? ยังใช้งานได้ หรือกลายเป็นเศษเหล็กไปแล้ว? และ รถคันนั้นมีไว้แสดงฐานะ หรือเป็นเครื่องมือหาเลี้ยงชีพ

ฐานข้อมูลนิติบุคคล บอกได้ว่า…ใครเป็นกรรมการ หุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้น แต่ไม่ได้แปลว่า…บุคคลนั้นมีรายได้จากบริษัทเสมอไป บางคนมีชื่ออยู่ในวิสาหกิจชุมชน บางบริษัทหยุดกิจการไปนานแล้ว ขณะที่ บางคนอาจถูกนำชื่อไปใช้โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด

การมีบัญชีหลักทรัพย์ก็ไม่เท่ากับมีทรัพย์สินจำนวนมาก เพราะบัญชีอาจไม่เคยซื้อขาย ไม่มีหลักทรัพย์คงเหลือ หรือมีมูลค่าเพียงเล็กน้อย

ดังนั้น ข้อมูลที่ภาครัฐได้มา จึงอาจถูกต้องตามทะเบียน แต่อาจจะคลาดเคลื่อนจากชีวิตจริงก็เป็นไปได้

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” รับรู้และสัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริง และความยากลำบากในการทำงานของ “เจ้าภาพหลัก” อย่าง…กระทรวงการคลัง กระนั้น ก็ต้องสะกิดเตือนกันตรงๆ ว่า…ในเมื่อพวกคุณสามารถทำการเชื่อมโยงข้อมูลกว่า 50 หน่วยงานรัฐ เพื่อตรวจสอบประชาชน แต่เมื่อข้อมูลไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง แล้วเหตุใดจึงต้องให้คนไทย ราว 2.9 ล้านราย เป็นฝ่ายเดินถือเอกสารไปแก้ไขกับหลายหน่วยงานเอง

แบบนี้พูดได้ไหมว่า…“รัฐดิจิทัล” ที่ รัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ภาคภูมิใจนั้น เอาเข้าจริง…มัน “ทันสมัย” เฉพาะตอนตรวจสิทธิ แต่ดู “โลวเท็ค” ทันที! ที่ต้อง “คืนสิทธิ” ให้กับคนไทยเหล่านั้น

ยังนับว่า…ไม่สายเกินแก้ไข เพราะทันทีที่มีเสียงร้องเรียนขยายวงกว้างออกไป ก็เป็น นายกฯยอนุทิน ที่ได้สั่งการให้ กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่รองรับการยื่นทบทวนสิทธิ พร้อมกับ ขยายเวลาถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 และให้ เจ้าหน้าที่ออกสำรวจผู้ที่ไม่สามารถเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเอง  

สิ่งนี้ ถือว่า…รัฐบาลเดินมาถูกทาง เพราะ “กลุ่มเป้าหมาย” ของโครงการนี้ ประกอบด้วย…ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดบ้าน และ คนไทยในพื้นที่ห่างไกลอีกจำนวนมาก แน่นอนว่า…ต่อให้มีเว็บไซต์และแอปพลิเคชันหลายช่องทาง ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเข้าถึงได้เหมือนๆ กัน

โดยเฉพาะกับ “ผู้มีรายได้รายวัน” ที่การเดินทางไป…อำเภอ ธนาคาร หรือหน่วยงานเจ้าของข้อมูล จะไม่ได้ “เสีย” เพียงแค่ค่าเดินทาง แต่ยังจะ “เสียรายได้” จากการหยุดงาน และ หากต้องเดินทางหลายครั้ง “ต้นทุน” ในการพิสูจน์สิทธิ ก็อาจจะ “สูงกว่า” เงินที่ได้รับจากสวัสดิการในบางเดือนด้วยซ้ำไป!!??

ดังนั้น นโยบายที่รัฐบาลกำชับให้เจ้าหน้าที่ “ลงพื้นที่” จึงเป็นมากกว่าแค่การ “ดับปัญหาเฉพาะหน้า” แต่มันควรได้รับการพัฒนาให้เป็น “ระบบค้นหาและช่วยเหลือ” กลุ่มคนเปราะบางอย่างถาวร!!!

อย่างไรก็ตาม “คำสั่งจากส่วนกลาง” จะมีความหมายและทรงพลังได้ ก็ต่อเมื่อในพื้นที่นั้นๆ มี…เจ้าหน้าที่ เครื่องมือ และแนวปฏิบัติเดียวกัน มิฉะนั้น…ต่อให้อยู่ภายใต้โครงการเดียวกัน ประชาชนในแต่ละจังหวัด ก็อาจได้รับคำตอบที่แตกต่างกัน

รองนายกฯเอกนิติ ยืนยันว่า…การทบทวนฐานผู้ถือบัตรมีความจำเป็น เพราะมีทั้ง “ผู้เดือดร้อนจริง” และ “ผู้แอบแฝงเข้ามาใช้สิทธิ” อีกทั้งยังมีกรณีที่ ประชาชนถูกนำชื่อไปใช้ในนิติบุคคล หรือใช้สิทธิทางภาษีโดยไม่ตรงกับการดูแลที่เกิดขึ้นจริง!

หลักคิดนี้…ไม่ผิด! และถือเป็นหลักคิดที่ทุกรัฐบาล จะต้องนำมาใช้แกนหลักของทุกๆ นโยบายรัฐ นั่นเพราะ…เงินภาษีควรไปถึง “คนที่จำเป็น” ที่จะต้องได้รับก่อน และ “ผู้มีฐานะเกินเกณฑ์” ก็ไม่ควร “เบียดบังสิทธิ” ของคนจนจริงๆ

กระนั้น ความเข้มงวด! ก็จะต้อง “เดินคู่” ไปกับความยืดหยุ่น?

หากเกณฑ์สามารถคัด “ผู้มีรถหรู” ออกไปได้ ก็ควร “แยกให้ออก” เช่นกันว่า…ใครมีเพียงรถเก่าอายุหลายสิบปี

หากระบบพบ “ชื่อในบริษัท” ก็ควรตรวจต่อไปว่า…บริษัทนั้นมีรายได้หรือไม่? และ “เจ้าของชื่อ” ได้รับผลประโยชน์จริง หรือเป็นเพียงชื่อที่ถูกนำไปใช้???

ล่าสุดวานนี้ (23 กรกฎาคม) คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ซึ่งมี รองนายกฯเอกนิติ เป็นประธานฯ มีข้อสรุปเบื้องต้นให้ปรับเกณฑ์ทบทวนหลายกรณี ได้แก่ รถยนต์อายุเกิน 20 ปี รถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี รถที่ขายแบบโอนลอย ผู้เรียนการศึกษานอกระบบและอาชีวศึกษาบางประเภท ผู้มีชื่อในวิสาหกิจชุมชน ตลอดจนบัญชีหลักทรัพย์ที่ไม่มีการซื้อขายหรือมีมูลค่าต่ำ

แนวทางดังกล่าวยังต้องผ่าน “กระบวนการอนุมัติ” ที่เกี่ยวข้อง สิ่งนี้…จึงควรเรียกว่าเป็น “การเปิดทาง” เพื่อคืนความเป็นธรรม ยังมิอาจประกาศได้ว่า…ทุกรายได้รับสิทธิแล้ว

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว มองการยอม “ปรับเกณฑ์” ครั้งนี้ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้ของรัฐบาล?

ตรงกันข้าม! มันจะเป็น “โอกาส” ที่พิสูจน์ว่า…รัฐรับฟังปัญหาของประชาชนและพร้อมจะดำเนินการแก้ไขทันที เมื่อข้อเท็จจริงที่ปรากฏชี้ว่า…สูตรเดิมยังไม่ครอบคลุมอย่างแท้จริง!

“คนมีอันจะกิน” อาจสงสัย? กะอีแค่…วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อเดือน ทำไมคนไทยกว่า 18 ล้านคน ถึงอยากจะได้สิทธินี้ ก็ต้องพูดกันตรงๆ ว่า…นอกจากสิทธิดังกล่าวแล้ว “คนที่จนจริงๆ” ยังจะได้รับส่วนลดก๊าซหุงต้ม ค่าเดินทางสาธารณะ และมาตรการช่วยค่าน้ำค่าไฟ

สำหรับ ครัวเรือนรายได้น้อย แล้ว เงินหลักร้อยอาจดูไม่มาก แต่ก็ช่วยลดรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้พวกเขาพอจะมีเงินเหลือสำหรับใช้จ่าย เป็น…ค่าอาหาร ยา ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายของบุตรหลาน

“เงินสวัสดิการ” ก้อนเดียวกัน ยังจะหมุนกลับเข้าสู่…ร้านธงฟ้า ร้านค้า และเศรษฐกิจชุมชน มาตรการดังกล่าว จึงเป็นทั้ง…ความช่วยเหลือทางสังคม และเครื่องมือพยุงกำลังซื้อฐานราก ในคราวเดียวกัน!!!

อย่างไรก็ตาม วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อเดือน ในภาวะค่าครองชีพปัจจุบัน แม้จะช่วยแบ่งเบาได้บ้าง แต่มันยังห่างไกลจากคำว่า…เพียงพอ ดังนั้น รัฐบาล จึงควร “ประเมินมูลค่าสวัสดิการ” อ้างอิงราคาสินค้าจำเป็นตามสภาพความเป็นจริง

ไม่ปล่อยให้ “ภาวะเงินเฟ้อ” ค่อยๆ ทำลาย “กำลังซื้อ” ของคนเหล่านี้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณาใช้ “ไทยช่วยไทยพลัส” มารองรับ “ผู้ถือบัตรเดิม” บางส่วนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ แม้แนวทางนี้ อาจลดแรงกระแทกในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ต้องสื่อสารให้ชัด! ว่า…“มาตรการร่วมจ่าย” ไม่ใช่สิทธิทดแทน “บัตรสวัสดิการ” โดยสมบูรณ์

“บัตรสวัสดิการ” คือ…ความช่วยเหลือสำหรับรายจ่ายพื้นฐาน ส่วน “ไทยช่วยไทยพลัส” ต้องให้ประชาชนมีเงินของตนเองเข้าร่วมจ่าย แน่นอนว่า…“คนที่มีกำลังซื้อ” ย่อมใช้สิทธิได้มากกว่า ขณะที่ “คนจนที่สุด!” อาจไม่มีเงินพอใช้สิทธิเต็มวงเงิน

ดังนั้น รัฐจึงไม่ควรใช้ “มาตรการร่วมจ่าย” เป็นคำตอบระยะยาวสำหรับทุกคนที่ “หลุด” จาก…“บัตรสวัสดิการ”

หลังจบ…กระบวนการทบทวน รัฐบาลและกระทรวงการคลัง ก็ควรเปิดเผยข้อมูลที่ว่า…ผู้ที่ไม่ผ่าน พวกเขา “ตกเกณฑ์” ด้วยเหตุผลใดบ้าง? มีผู้ยื่นทบทวนทั้งหมดกี่ราย? ได้รับคืนสิทธิกี่ราย? และ ความคลาดเคลื่อนสำคัญเกิดจาก “ฐานข้อมูล” ของหน่วยงานใด? โดยจะต้อง ไม่นำ “ข้อมูลส่วนบุคคล” เปิดเผย

กรณีที่มี ความเสี่ยงคลาดเคลื่อน เช่น รถเก่า บัญชีหลักทรัพย์ว่าง หรือนิติบุคคลที่ไม่ดำเนินกิจการ ก็ควรใช้เป็น สัญญาณ” ให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติม ไม่ควรเป็นเหตุให้ “ตัดสิทธิอัตโนมัติ”

กล่าวอย่างง่ายๆ ก็คือ…ฐานข้อมูลควรทำหน้าที่ “ชี้เป้าให้ตรวจ” ไม่ใช่ “พิพากษาให้ตก”ไปตามกัน

รัฐควรจัด “บริการจุดเดียว (One Stop Service)” อย่างแท้จริง! เพื่อให้ประชาชนได้ยื่นหลักฐานที่อำเภอหรือธนาคารเพียงแห่งเดียว แล้ว “หน่วยงานรัฐ” ก็ทำการส่งต่อข้อมูลกันเอง เพราะหากรัฐ “เชื่อมข้อมูล” กันได้เมื่อตอนตรวจสิทธิ ก็ควรเชื่อมกันได้ในตอนแก้ไขความผิดพลาด ด้วยเช่นกัน

ในระยะยาว รัฐควรพิจารณา “สวัสดิการแบบลดหลั่น?” กล่าวคือ…ผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินเกินเกณฑ์เพียงเล็กน้อย ไม่ควรถูกตัดสิทธิทุกด้านพร้อมกัน แต่ควรได้รับความช่วยเหลือตามรายได้ ภาระครัวเรือน อายุ สุขภาพ และค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่

รัฐบาลควรได้รับ “เครดิต” ในฐานะ ที่หาญกล้าทบทวนฐาน “ผู้ถือบัตรเดิม” ควบคู่ไปกับการ เชื่อมข้อมูลหลายหน่วยงาน และ ลงพื้นที่ค้นหา “คนตกหล่น” กว่า 2.3 ล้านราย

ขณะเดียวกัน นายกฯอนุทิน และรองนายกฯเอกนิติ เอง ก็แสดงท่าทีที่พร้อมจะ…ขยายเวลา เปิดช่องทางช่วยเหลือ และปรับเกณฑ์ให้ตรงกับข้อเท็จจริงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องขอชื่นชมด้วยใจจริง

อย่างไรก็ตาม คำขอทบทวน 2.9 ล้านราย ถือเป็น “บทเรียนสำคัญ” ที่คอยย้ำเตือนรัฐบาล ว่า…ความแม่นยำทางเทคนิค มันยังไม่เท่ากับ…ความเป็นธรรมโดยอัตโนมัติ ที่คนไทยควรจะได้รับอย่างเท่าเทียม เป็นธรรม และรับไปพร้อมๆ กัน

การคัดกรองไม่ใช่เรื่องผิด! แต่การปล่อยให้ “คนไม่สมควรได้รับสิทธิ” มันก็สร้างไม่เป็นธรรมต่อสังคม ดังนั้น หากรัฐจะ “คัด…คนจน” ก็ต้อง “เข้าใจ…คนจน” ด้วย

นั่นเพราะ…เป้าหมายของ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ไม่ควรเป็นการทำให้…จำนวน “ผู้ได้รับสิทธิ” มีน้อยที่สุด! หากแต่ต้องเป็นการทำให้ “ความช่วยเหลือ” จากภาครัฐ มีไปถึง “คนเดือดร้อนจริง!” โดยไม่ปล่อยให้ใครต้อง “หลุด” ออกจากระบบ!

เพียงเพราะ “ฐานข้อมูล” ของภาครัฐ…รู้จักเพียงชื่อของเขา แต่ไม่รู้จักชีวิตของพวกเขาอย่างแท้จริง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password