จี้ ‘อนุทิน’ ยกเครื่อง กม.สถานบริการ

(วงถกปมโรงเบียร์ ชี้! โศกนาฏกรรมซ้ำสะท้อนความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย)

โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าวไม่ได้เพียงทิ้งความสูญเสียครั้งใหญ่ไว้กับสังคมไทย แต่ยังจุดคำถามถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและระบบกำกับดูแลสถานบริการ เมื่อเวทีเสวนาระดมความเห็นจากผู้แทนภาครัฐ ผู้ประกอบการ นักวิชาการ ฝ่ายนิติบัญญัติ และภาคประชาชน เห็นตรงกันว่าถึงเวลาปฏิรูประบบความปลอดภัย ตั้งแต่กฎหมาย มาตรฐานสถานประกอบการ จนถึงการเปิดข้อมูลผลตรวจสู่สาธารณะ ก่อนเกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต

วันนี้ (23 กรกฎคม 2569) ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี-รังสิต มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ เครือข่ายสื่อมวลชนขับเคลื่อนสุขภาวะเพื่อสังคมไทยยั่งยืน  เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง  เครือข่ายสื่อสร้างสรรค์เพื่อการขับเคลื่อนสังคมและเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน สนับสนุนโดย กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานเสวนาเรื่อง “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า-ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก” กรณีศึกษาเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 34 ราย และบาดเจ็บจำนวนมากที่ยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ล่าสุด พบผู้เสียชีวิตรายที่ 35 คือ น.ส. ฐิติชญา ครุฑวิชิต อายุ 23 ปี

โดยก่อนหน้านั้น ได้มีการยืนไว้อาลัยกับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ จากนั้น ผู้ร่วมเสวนาได้เดินไปวางดอกไม้สีขาวเพื่อไว้อาลัยแก่ดวงวิญญาณของผู้เสียชีวิตทั้ง 35 คน

บทเรียน 3 เหตุร้าย สะท้อนปัญหาเชิงระบบ :

นายวิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ จากเหตุไฟไหม้ซานติก้าผับเมื่อปี 2552 และ เมาน์เทน บี จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2565 ซึ่งล้วนสร้างความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

นายวิเชษฐ์ เห็นว่า หากประเทศไทยยังคงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหลังเกิดเหตุ โดยไม่ปรับปรุงกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย และระบบกำกับดูแลอย่างจริงจัง ความสูญเสียลักษณะเดียวกันก็มีโอกาสเกิดขึ้นอีก

เขายังยกตัวอย่างหลายประเทศที่สามารถลดความสูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ในสถานบริการได้ ผ่านการปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคาร การติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย การกำหนดจำนวนผู้ใช้บริการที่เหมาะสม และการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศได้

“การถอดบทเรียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากบทเรียนเหล่านั้นไม่ถูกนำไปสู่การปฏิรูประบบ” คือสาระสำคัญที่ นายวิเชษฐ์ ต้องการสะท้อน พร้อมย้ำว่า ความปลอดภัยควรเป็นมาตรฐานพื้นฐานของทุกสถานประกอบการ ไม่ใช่มาตรการที่เข้มงวดเฉพาะหลังเกิดเหตุเท่านั้น

ผปก.เสนอรัฐเป็น ‘พาร์ตเนอร์’ ยกระดับความปลอดภัย :

น.ส.ณัฐกมล นาคะพรหม ตัวแทนผู้ประกอบการร้านอาหาร กล่าวว่า ไม่มีผู้ประกอบการคนใดต้องการให้เกิดความสูญเสียกับลูกค้าหรือพนักงาน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และย้ำว่า ความปลอดภัยต้องเริ่มต้นจากความรับผิดชอบของผู้ประกอบการเอง ทั้งการตรวจสอบระบบไฟฟ้า โครงสร้างอาคาร อุปกรณ์ป้องกันอัคคีภัย และการจัดทำรายการตรวจสอบ (Safety Checklist) อย่างต่อเนื่อง

เธอเสนอว่า ภาครัฐควรปรับบทบาทจากการเป็นเพียง “ผู้ตรวจสอบ” มาเป็น “ผู้ให้คำปรึกษา” โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าแนะนำการปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้ประกอบการ เพื่อให้สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ตั้งแต่ต้นทาง มากกว่ารอการดำเนินการหลังเกิดเหตุ

อีกข้อเสนอสำคัญ คือ การจัดทำฐานข้อมูลกลางเชื่อมโยงผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าสถานประกอบการใดผ่านการรับรองมาตรฐาน มีการตรวจสอบล่าสุดเมื่อใด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค และเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการรักษามาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

นักวิชาการชี้ปัญหาอยู่ที่ “กฎหมาย-การบังคับใช้-ทัศนคติ” :

ผศ.ดร.เจริญ เจริญชัย นักวิชาการด้านกฎหมาย กล่าวว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความปลอดภัยของสถานบริการในประเทศไทยไม่ได้เกิดจากการขาดกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งกฎหมายที่ล้าสมัย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ และทัศนคติของสังคมที่ยังให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ มากกว่าการป้องกันล่วงหน้า

ผศ.ดร.เจริญ ระบุว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการสถานบริการและการควบคุมอาคารหลายฉบับ แต่การบังคับใช้ยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทำให้เกิดช่องว่างในการกำกับดูแล และเปิดโอกาสให้สถานประกอบการบางแห่งดำเนินกิจการโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย

เขาเสนอให้มีการทบทวนกฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย พร้อมกำหนดความรับผิดชอบของทุกฝ่ายให้ชัดเจน ทั้งผู้ประกอบการ เจ้าหน้าที่ผู้อนุญาต และหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล เพื่อสร้างระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพมากกว่าการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ส.ส.ปชน. จี้รัฐยกเครื่อง พ.ร.บ.สถานบริการ :

นายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน กล่าวว่า โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ากฎหมายสถานบริการในปัจจุบันไม่สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ร้านอาหารจำนวนมากมีลักษณะการให้บริการไม่ต่างจากสถานบริการ แต่กลับอยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับดูแลที่แตกต่างกัน ส่งผลให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย

นายภัณฑิลเสนอให้เร่งผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ โดยกำหนดนิยามสถานบริการให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจจริง พร้อมจัดตั้งระบบ One Stop Service ลดความซ้ำซ้อนของการขออนุญาต และกำหนดมาตรฐานการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยงของสถานประกอบการ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เปิดเผยข้อมูลผลการตรวจสอบสถานบริการ (Open Data) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างโปร่งใส และลดโอกาสการใช้ดุลพินิจหรือการทุจริตของเจ้าหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าจะผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเปิดประชุมสมัยหน้า

ภาคประชาชนเสนอเปิดข้อมูล สร้างการมีส่วนร่วม :

นายธีระ วัชรปราณี ผู้แทนภาคประชาชน กล่าวว่า การป้องกันโศกนาฏกรรมในอนาคตไม่ควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ ผ่านการเปิดเผยข้อมูลด้านการอนุญาตและผลการตรวจสอบสถานบริการต่อสาธารณะ

เขาเห็นว่า ระบบ Open Data จะช่วยให้ทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และภาคประชาชนร่วมกันตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยของสถานบริการได้ พร้อมลดช่องว่างของการใช้ดุลพินิจและการทุจริตในกระบวนการอนุญาต ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพของระบบกำกับดูแลในระยะยาว

เวทีเสวนาเสนอ 5 แนวทางปฏิรูป :

แม้วิทยากรแต่ละฝ่ายจะนำเสนอในมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ข้อเสนอจากเวที กลับมี เป้าหมายร่วมกันในการยกระดับความปลอดภัยของสถานบริการ โดย สามารถสรุปเป็น 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่…

1.ปรับปรุงพระราชบัญญัติสถานบริการให้สอดคล้องกับสภาพธุรกิจในปัจจุบัน

2.ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการดำเนินการเชิงป้องกัน

3.ปรับระบบอนุญาตและการกำกับดูแลให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และใช้ระบบ One Stop Service

4.เปิดเผยข้อมูลผลการตรวจสอบและข้อมูลการอนุญาตต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น

และ 5.ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐ

โดยข้อเสนอทั้งหมดสะท้อนว่า การป้องกันเหตุซ้ำไม่อาจอาศัยเพียงการเข้มงวดตรวจสอบหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการปฏิรูประบบกฎหมาย การบริหารจัดการ และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยร่วมกันของทุกภาคส่วน

บทเรียนจะไร้ความหมาย หากไม่ถูกเปลี่ยนเป็นการปฏิรูป  :

ตลอดการเสวนา ผู้ร่วมเวทีต่างเห็นตรงกัน ว่า โศกนาฏกรรมซานติก้า เมาน์เทน บี และโรงเบียร์ลาดพร้าว ไม่ควรถูกจดจำเพียงในฐานะเหตุการณ์ความสูญเสีย แต่ต้องเป็นบทเรียนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

หากประเทศไทยยังปล่อยให้การแก้ไขกฎหมายล่าช้า การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ และการกำกับดูแลยังคงมีช่องว่าง ความสูญเสียในลักษณะเดียวกันย่อมมีโอกาสเกิดขึ้นอีก

โจทย์สำคัญที่ เวทีเสวนาส่งถึงรัฐบาล จึงไม่ใช่เพียงการสั่งเข้มงวดตรวจสอบหลังเกิดเหตุ แต่คือ การเร่งปฏิรูประบบกฎหมายสถานบริการ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และสร้างกลไกตรวจสอบที่โปร่งใส เพื่อให้ความปลอดภัยของประชาชนกลายเป็นมาตรฐานของสังคมไทย มากกว่าจะเป็นมาตรการเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นทุกครั้งหลังโศกนาฏกรรม

ถึงเวลาปฏิรูประบบ :

เหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก จึงควรกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการทบทวนมาตรการความปลอดภัยของสถานบริการอีกครั้ง โดยในเวทีเสวนา “ความปลอดภัยในสถานบริการร้านเหล้า–ผับบาร์ : ปัญหาและทางออก” ซึ่งมี ผู้แทนจากหลายภาคส่วนได้ร่วมกันถอดบทเรียน พร้อม เสนอแนวทางปฏิรูปกฎหมายและระบบกำกับดูแล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

แม้เวทีจะมุ่งเสนอแนวทางเชิงนโยบาย แต่ประเด็นที่ได้รับความสนใจ คือ ข้อเรียกร้องของ ส.ส.พรรคประชาชน ที่เตรียมผลักดันการ แก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พร้อมเรียกร้องให้ รัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เร่งยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบและทำจริงจัง หลังเกิดเหตุร้ายซ้ำหลายครั้งในช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมา เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นมาอีกในอนาคต!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password