ฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ แต่อย่ากลบ! คดีฮั้ว ส.ว.

(2 เรื่องต้องแยกกัน! สิทธิฟ้องต้องได้รับความคุ้มครอง แต่ข้อสงสัย ‘ที่มาของ สว.’ ต้องถูกตรวจสอบต่อไป)
ข่าวการเตรียมฟ้อง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” กำลังเบียดบังคำถามใหญ่เรื่องคดีฮั้ว ส.ว.
สังคมไทยจะต้องไม่ปล่อยให้ข้อพิพาทระหว่างบุคคล กลบการตรวจสอบโครงสร้างอำนาจของประเทศ “กกต. – DSI – อัยการ” จะต้องเร่งทำความจริงให้ปรากฏอย่างเข้มข้น เป็นกลาง โปร่งใส และเป็นธรรม
ความเคลื่อนไหวของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และอีก 8 บุคคลที่ถูกนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ พาดพิงว่า อาจเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา กำลังเปลี่ยนทิศทางความสนใจของสังคมไทยอย่างน่าจับตามอง
จากเดิมที่ สังคมไทย ควรถกเถียงกันว่า…กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่? มีขบวนการจัดตั้งผู้สมัคร การทำโพย การประสานคะแนน หรือเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงบุคคลใดหรือเปล่า?
ทว่าวันนี้ พื้นที่ข่าวจำนวนมากกลับถูกแทนที่ด้วยคำถาม ที่ว่า…ใครจะฟ้องนายยิ่งชีพ? ฟ้องกี่คดี? ฟ้องที่จังหวัดใด? และไอลอว์มีความใกล้ชิดกับพรรคประชาชนหรือไม่?
คำถามเหล่านี้ อาจมีความสำคัญในตัวเอง แต่ต้องไม่ปล่อยให้ดังจนกลบคำถามหลักเกี่ยวกับความสุจริตของกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา
2 คดี 2 คำถาม ต้องไม่ปะปนกัน :
สิ่งที่ สังคมไทยจะต้องแยกแยะให้ชัด! ก็คือ “คดีฟ้องนายยิ่งชีพ” กับ “คดีฮั้ว ส.ว.” เป็นคนละเรื่อง มีประเด็นพิสูจน์ต่างกัน และผลของคดีหนึ่งไม่สามารถใช้ตัดสินอีกคดีหนึ่งโดยอัตโนมัติ
คดีฟ้องนายยิ่งชีพ มีคำถามว่า…การเปิดเผยข้อมูลและการกล่าวพาดพิงบุคคลทั้ง 9 มีพยานหลักฐานรองรับเพียงใด? ใช้ถ้อยคำอย่างระมัดระวังหรือไม่? เป็นการติชมโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ? หรือเป็นการกล่าวหาเกินกว่าข้อเท็จจริงจนทำให้บุคคลอื่นเสียชื่อเสียง?
ส่วน คดีฮั้ว ส.ว. มีคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ…การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ มีบุคคลหรือกลุ่มบุคคลร่วมกันจัดตั้ง วางแผน จ่ายเงิน ทำโพย หรือควบคุมทิศทางการลงคะแนนหรือไม่ และพยานหลักฐานสามารถเชื่อมโยงความรับผิดไปถึงใครได้บ้าง
ฃดังนั้น แม้ศาลจะวินิจฉัยในอนาคตว่านายยิ่งชีพกล่าวเกินหลักฐาน ก็ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าไม่มีการฮั้วเลือก ส.ว. ในทางกลับกัน หากคดีฟ้องนายยิ่งชีพถูกยกฟ้อง ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงทั้งหมดมีความผิด
ความจริงของแต่ละคดีต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานของคดีนั้นเอง
การฟ้องเป็นสิทธิ แต่ต้องไม่เป็นม่านบังข่าว :
นายอนุทิน พรรคภูมิใจไทย และบุคคลที่ถูกพาดพิง ย่อมมีสิทธิปกป้องชื่อเสียงและดำเนินคดี หากเห็นว่าตนได้รับความเสียหายจากการกล่าวหาที่ไม่มีมูล การใช้สิทธิทางศาลจึงไม่ควรถูกตีตราตั้งแต่ต้นว่าเป็นการฟ้องปิดปากทุกกรณี
ขณะเดียวกัน การใช้สิทธินั้นก็ต้องถูกตรวจสอบถึงความเหมาะสมและความได้สัดส่วน โดยเฉพาะเมื่อผู้ฟ้องเป็นนายกรัฐมนตรี นักการเมืองระดับสูง หรือบุคคลที่มีอำนาจและทรัพยากรมากกว่าผู้ถูกฟ้องอย่างชัดเจน
หากมีการ…แยกฟ้องหลายคดีจากการแถลง หรือข้อมูลชุดเดียวกัน เลือกฟ้องในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่มีเหตุเกี่ยวข้องอย่างสมควร เรียกค่าเสียหายเกินสัดส่วน หรือใช้ตำรวจและกลไกของรัฐสร้างภาระให้ผู้ถูกฟ้อง
การดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ ย่อมทำให้ สังคมไทย ตั้งคำถามตามมาได้ว่า…เป้าหมายแท้จริงคือการพิสูจน์ความเสียหาย หรือการเพิ่มต้นทุนจนผู้ตรวจสอบและผู้มีข้อมูลรายอื่นไม่กล้าออกมาพูด
อย่างไรก็ตาม ก่อนปรากฏรายละเอียดคำฟ้องและวิธีดำเนินคดีอย่างชัดเจน สังคมไทย จึงยังไม่ควรด่วนสรุปว่า…ผู้ฟ้องมีเจตนาปิดปากหรือกลบข่าว!!??? อย่างที่มีการตั้งข้อสังสัยกัน
สิ่งที่กล่าวได้ในขณะนี้ ก็คือ…กระแสข่าวการฟ้องร้องกำลังมี “ผล” เบียดบังความสนใจจากคดีฮั้ว ส.ว. แล้ว แม้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าการเบี่ยงเบนดังกล่าวเป็น “เจตนา” ของฝ่ายใด
ไอลอว์ก็ต้องตอบด้วยหลักฐาน :
การเป็น องค์กรภาคประชาชนไม่ได้ทำให้ข้อมูลของไอลอว์ถูกต้องโดยอัตโนมัติ ดังนั้น นายยิ่งชีพจึงมีหน้าที่ต่อสังคมที่จะต้องอธิบาย ว่า…ข้อมูลแต่ละส่วนได้มาจากแหล่งใด ผ่านการตรวจสอบอย่างไร? และมีน้ำหนักเพียงพอที่จะเปิดเผยชื่อบุคคลต่อสาธารณะหรือไม่?
ดังนั้น จงต้อง “แยกให้ออก!” ระหว่าง…ข้อมูลเบื้องต้น คำให้การของพยาน ข้อสันนิษฐาน และหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบยืนยันแล้ว เพราะการกล่าวถึง บุคคลสาธารณะในเรื่องที่มีความสำคัญระดับประเทศย่อมทำได้ แต่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ ความแม่นยำ และความเป็นธรรมต่อ “ผู้ถูกพาดพิงถึง”
ในทำนองเดียวกัน ข้อกล่าวหาว่า…ไอลอว์ “เลือกข้าง” หรือเป็น เครื่องมือของพรรคการเมือง ก็ไม่ควรถูกใช้แทนการตอบข้อเท็จจริง หากฝ่ายใดเห็นว่า…ข้อมูลไม่ถูกต้อง ก็ควรชี้ให้ชัดว่า…หลักฐานชิ้นใดผิด ข้อเชื่อมโยงส่วนใดไม่มีมูล? และข้อเท็จจริงที่ถูกต้องคืออะไร?
การโจมตีความน่าเชื่อถือของ “ผู้เปิดข้อมูล” โดยไม่ตอบสาระของข้อมูล ไม่อาจทำให้ “ข้อสงสัย” ใน…คดีหลักหมดไปได้!
หน่วยงานรัฐต้องไม่ปล่อยให้คดีหลักเงียบหาย :
คดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ว. ไม่ได้เกิดจากคำกล่าวของ นายยิ่งชีพ เพียงคนเดียว แต่มีการสอบสวนของหน่วยงานรัฐ มีการตรวจสอบพยานบุคคล ข้อมูลการติดต่อ และเส้นทางการเงินจำนวนมาก โดย DSI เคยรายงานการตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้องประมาณ 1,200 ราย ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมในหลายประเด็น
ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนว่า…คดีนี้มีเนื้อหาที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง แต่ยังไม่มีข้อยุติว่าบุคคลใดกระทำความผิด ทุกฝ่ายจึงต้องได้รับการสันนิษฐานว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” และ “มีสิทธิ” ที่จะชี้แจงหรือนำเสนอพยานหลักฐานของตนอย่างเต็มที่
ภาระสำคัญขณะนี้ จึงตกอยู่กับ กกต. DSI พนักงานอัยการ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องทำให้สังคมไทย ได้เห็นว่า การสอบสวนไม่ได้หยุดชะงักตามกระแสการเมือง ไม่เลือกปฏิบัติตามสถานะของผู้ถูกกล่าวหา และไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปจนพยานหลักฐานเสื่อมสภาพหรือคดีสูญเสียความหมาย
สิ่งที่ประชาชนคนไทยมีสิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่การบังคับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบชี้ว่า…ใครผิด!!!
แต่คือ…การกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสม เปิดเผยความคืบหน้าเท่าที่กฎหมายอนุญาต อธิบายเหตุแห่งความล่าช้า และใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกฝ่าย
ความเข้มข้น! ต้องไม่กลายเป็น…การกลั่นแกล้ง ความเป็นกลาง ต้องไม่ถูกใช้เป็นข้ออ้างของความเฉื่อยชา และความเป็นธรรมต้องมีทั้งต่อผู้ถูกกล่าวหา พยาน ผู้เปิดข้อมูล และประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
เพราะนี่ไม่ใช่เพียงคดีของ ส.ว. บางคน :
เหตุที่คดีนี้ ต้องได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพราะสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้มีอำนาจเพียงการเข้าประชุมหรือออกเสียงในสภา แต่ยังมีบทบาทต่อการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งจะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรสำคัญของประเทศ รวมถึงมีส่วนในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หาก กระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว. มีปัญหาตั้งแต่ต้น คำถามเรื่อง…ความชอบธรรมย่อม ส่งผลต่อเนื่องไปถึงการใช้อำนาจและการลงมติที่สำคัญ แม้ในทางกฎหมายจะต้องรอคำวินิจฉัยว่าผลกระทบดังกล่าวมีขอบเขตเพียงใด และไม่อาจสรุปเองว่าการแต่งตั้งหรือมติทุกเรื่องเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ
แต่ในทางการเมืองและความไว้วางใจของประชาชน คำถามนี้ไม่อาจถูกปล่อยให้ค้างคาเป็นเวลานาน เพราะยิ่งหน่วยงานรัฐล่าช้า ความสงสัยก็ยิ่งขยายตัว และอาจทำลายความน่าเชื่อถือของทั้งวุฒิสภา องค์กรอิสระ และระบบตรวจสอบอำนาจรัฐโดยรวม
สื่ออย่ารายงานเพียงศึกตอบโต้รายวัน :
สื่อมวลชน…มีบทบาทสำคัญในการป้องกันไม่ให้ “คดีฟ้องนายยิ่งชีพ” กลบ “คดีฮั้ว ส.ว.” ดังนั้น ในทุกครั้งที่รายงานว่า…ใครประกาศฟ้อง ใครท้าสู้ หรือใครตอบโต้ใคร สื่อควรรายงานควบคู่กันด้วยว่า…คดีหลักอยู่ในขั้นตอนใด หน่วยงานใดรับผิดชอบ และมีคำถามใดที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
หากสื่อรายงานเฉพาะ วาทกรรม เช่น “ฟ้องแน่” “ไม่ยอมความ” “ไอลอว์เลือกข้าง” หรือ “อย่าใช้กลไกรัฐ” ข่าวก็จะถูก “ลดทอน” ให้เหลือเพียง…การแข่งขันทางการเมืองระหว่างบุคคล ขณะที่ เนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับพยานหลักฐานและความชอบธรรมของวุฒิสภากลับหายไปจากสายตาสังคมไทย
ประชาชนคนไทยเอง ก็ควรอ่านข่าว โดยแยก “คำกล่าวหา” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบแล้ว”
แยก “การฟ้องคดี” ออกจาก “คำพิพากษา”
และ ไม่ใช้ความชอบหรือความไม่ชอบทางการเมือง ตัดสินความผิดของบุคคลล่วงหน้า
ฟ้องกันได้ แต่ “คดีฮั้ว ส.ว.” ต้องเดินหน้าต่อ :
ท้ายที่สุด นายอนุทิน พรรคภูมิใจไทย และบุคคลที่ถูกพาดพิง มีสิทธิฟ้องร้องและพิสูจน์ความเสียหายตามกระบวนการยุติธรรม เช่นกัน นายยิ่งชีพ ก็มีสิทธิต่อสู้คดี นำพยานหลักฐานเข้าสู่ศาล และขอให้กระบวนการดำเนินไปโดยไม่สร้างภาระเกินสมควร
แต่ไม่ว่า…คดีฟ้องนายยิ่งชีพจะลงเอยอย่างไร? หน้าที่ของ กกต. DSI อัยการ และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว ส.ว. ยังคงอยู่ครบถ้วน
ไม่มีหน่วยงานใด? ควรนำข้อพิพาทเรื่องหมิ่นประมาทมาเป็น…เหตุชะลอ ลดระดับ หรือหลีกเลี่ยงการตรวจสอบคดีหลัก!!!
สังคมไทย…จึงต้องไม่เลือกติดตามเพียงคดีใดคดีหนึ่ง แต่ต้อง “แยก 2 คดี” ออกจากกัน และติดตามทั้งคู่ด้วยมาตรฐานเดียวกัน
คุ้มครองสิทธิของผู้ถูกพาดพิง ตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้เปิดข้อมูล และกดดันให้หน่วยงานรัฐทำความจริงเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง ส.ว. ให้ปรากฏ
ฟ้องนายยิ่งชีพ ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่คดีฮั้ว ส.ว. เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจและประโยชน์สาธารณะ จึงต้องไม่ถูกพัก ไม่ถูกเบี่ยงเบน และไม่ถูกกลบด้วยเสียงตอบโต้ทางการเมือง
คำตอบสุดท้าย! ต้องมาจากหลักฐานและกระบวนการที่เป็นธรรม ไม่ใช่อำนาจของผู้ใด? และไม่ใช่ความเงียบของหน่วยงานรัฐ!!!.






