แกนเศรษฐกิจคู่!

(จาก ‘คู่แข่ง’ สู่ ‘คู่ขับเคลื่อน’ : ไทย–เวียดนาม…ก่อรูป ‘ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่’ แห่งอาเซียน)
ท่ามกลางโลกที่กำลังแบ่งขั้วและแข่งขันกันจัดระเบียบเศรษฐกิจใหม่ การเยือนเวียดนามของนายกฯอนุทินและคณะ ดูเหมือนจะมีความหมายมากกว่าแค่การกระชับความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ นั่นเพราะกำลังสร้างสัญญาณการก่อรูป “แกนเศรษฐกิจคู่” ไทย–เวียดนาม จาก “คู่แข่ง” ในอดีต สู่ “คู่ขับเคลื่อนอนาคต” ของภูมิภาคอาเซียน
การเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมคณะทีมเศรษฐกิจไทย เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา อาจถูกมองว่า…เป็นเพียงภารกิจทางการทูตและการส่งเสริมการลงทุนตามปกติ
ถ้าเพียงพิจารณาแค่จาก…ภาพข่าวการพบปะระหว่าง “ผู้นำ” 2 ประเทศ รวมถึง การหารือกับนักธุรกิจเวียดนาม และนักธุรกิจไทยในเวียดนาม และ การแลกเปลี่ยนเอกสารความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของทั้ง 2 ประเทศ
แต่หาก “มองผ่านเลนส์” แห่งยุทธศาสตร์แล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น! อาจมีความสำคัญมากกว่านั้น? เพราะนี่…ไม่ใช่เพียงเรื่อง…การเพิ่มมูลค่าการค้า การดึงดูดการลงทุน หรือการขยายตลาดระหว่างไทยกับเวียดนาม
หากแต่เป็น “สัญญาณของการเปลี่ยนผ่าน” จากความสัมพันธ์แบบ “คู่แข่งขันทางเศรษฐกิจ” ไปสู่ “คู่ขับเคลื่อนทางยุทธศาสตร์” ที่กำลังร่วมกันวางตำแหน่งใหม่ให้กับอาเซียนในห่วงโซ่อุปทานโลก ในท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 21 กันเลยทีเดียว!!!
จาก “คู่แข่ง” สู่ “คู่ขับเคลื่อน” :
ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ไทยและเวียดนาม…มักถูกนำมาเปรียบเทียบในฐานะ “คู่แข่งทางเศรษฐกิจ!!??”
นักลงทุนต่างชาติ ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ ว่า…ควรจะพิจารณา “เลือกไทยหรือเวียดนาม” เพื่อใช้เป็นฐานการผลิต
บริษัทข้ามชาติเกือบทุแห่ง มักใช้กลวิธีในการเปรียบเทียบระหว่าง 2 ประเทศ ตั้งแต่เรื่อง…ต้นทุน แรงงาน สิทธิประโยชน์ และศักยภาพการเติบโต
ขณะที่ รัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายเอง ต่างแข่งขันกัน “ดึงดูด” เม็ดเงินจการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กันอย่างเข้มข้นและรุนแรง!!!
ประเทศไทย มีความ “ได้เปรียบ” ทางด้าน โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และภาคบริการ ขณะที่ เวียดนาม เอง ก็ “โดดเด่น” ทางด้าน แรงงานวัยหนุ่มสาว ความสามารถในการดึงดูดการลงทุน และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมส่งออก
แต่โลกเศรษฐกิจยุคใหม่กำลังเปลี่ยนกติกาแล้ว การแข่งขันระหว่างประเทศกำลัง “ถูกแทนที่” ด้วยการสร้างเครือข่ายความร่วมมือและห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค!!!
ประเทศที่ประสบความสำเร็จในอนาคต? อาจไม่ใช่ประเทศที่แข็งแกร่งเพียงลำพัง! แต่จะเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงพันธมิตรและสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจร่วมกันได้
การหารือระหว่าง…ผู้นำไทยและเวียดนาม ในครั้งนี้ จึงสะท้อน “การเปลี่ยนผ่าน” จาก “การแข่งขัน” ไปสู่ “การร่วมขับเคลื่อน”
ไทยกำลังเปลี่ยนจาก Hub สู่ Network :
ในอดีต ไทยมักวางยุทธศาสตร์ตนเองในฐานะ “ศูนย์กลาง” หรือ Hub ของภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็น…ศูนย์กลางการบิน ศูนย์กลางโลจิสติกส์ ศูนย์กลางอุตสาหกรรม หรือศูนย์กลางการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม โลกเศรษฐกิจปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย Hub เพียงแห่งเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายหรือ Network ที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบ
การเข้าร่วมประชุม ASEAN Future Forum 2026 และ Thailand–Viet Nam Investment and Business Networking 2026 ในประเทศเวียดนาม มันสะท้อนชัดเจนว่า…ไทยกำลังปรับบทบาทจากการเป็น “ศูนย์กลาง” เพียงฝ่ายเดียว ไปสู่การเป็น “ผู้เชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาค”
คำกล่าวของ นายกรัฐมนตรีไทย ที่ย้ำถึงการ “ยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างไทยและเวียดนาม” บนเวทีดังกล่าว อาจไม่ได้เป็นเพียง…ถ้อยคำทางการทูต? แต่เป็นสัญญาณ ว่า…
ทั้ง 2 ประเทศกำลังมองอนาคตร่วมกันในระยะยาว!!!
เวียดนาม : ประตูสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก :
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ “ซ่อนอยู่เบื้องหลัง” ของการเยือนครั้งนี้ นั่นคือ…การที่ไทยกำลังมองเวียดนามในฐานะประตูเชื่อมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลกยุคใหม่
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวียดนามกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแส China Plus One และการย้ายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติออกจากจีน!
อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี และการผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก
ในมุมยุทธศาสตร์ นี่อาจไม่ใช่เรื่องที่ไทยควรแข่งขันเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “โอกาส” ที่ไทยจะเข้าไปเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานดังกล่าวผ่านความร่วมมือเชิงลึกกับเวียดนาม
ในเมื่อ ไทยมีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน โลจิสติกส์ การเงิน การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอาหาร ขณะที่ เวียดนาม ก็มีความแข็งแกร่งด้านการผลิต เทคโนโลยี และการส่งออก
ดังนั้น การเชื่อมจุดแข็ง! ของทั้ง 2 ประเทศเข้าด้วยกัน มันย่อมสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ได้มากกว่าการแข่งขันกันเองอย่างไม่ต้องสงสัย???
เศรษฐกิจอนาคต มากกว่าการค้าสินค้า :
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นก็คือ…สาระสำคัญของการหารือในครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าเกษตรหรือการค้าระหว่างประเทศในรูปแบบเดิม
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้เสนอ กรอบความร่วมมือ “Three Connects” ซึ่งมุ่ง…เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบการ และการเติบโตสีเขียว พร้อมผลักดันความร่วมมือในสาขาศักยภาพแห่งอนาคต ได้แก่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาหาร การท่องเที่ยว และนิคมอุตสาหกรรม
สาระสำคัญของกรอบดังกล่าว คือ…การมองข้ามการค้าสินค้าแบบเดิม ไปสู่การสร้างระบบเศรษฐกิจแห่งอนาคตร่วมกัน
เช่นกัน ในการหารือกับผู้บริหาร FPT Corporation บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเวียดนาม มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า…ความร่วมมือครั้งนี้กำลังขยายไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะเป็น หัวใจสำคัญของการแข่งขันในอนาคต
เวียดนาม…หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของไทยในอาเซียน :
หากพิจารณาในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจ เวียดนามอาจกำลังก้าวขึ้นมาเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” ที่สำคัญที่สุดของไทยในอาเซียน เหตุผลสำคัญ นั่นก็คือ…
ทั้ง 2 ประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถเกื้อหนุนกันได้อย่างมีนัยสำคัญ!!??
ไทย…มีทุน มีเทคโนโลยีบางส่วน มีเครือข่ายธุรกิจระดับภูมิภาค และมีความเชี่ยวชาญในภาคบริการ
เวียดนาม…มีตลาดที่กำลังเติบโต มีแรงงานคุณภาพ มีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน และกำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตแห่งใหม่ของโลก
เมื่อรวมศักยภาพเข้าด้วยกัน ไทยและเวียดนามสามารถกลายเป็น “แกนเศรษฐกิจคู่” ที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจของอาเซียนได้ในอนาคต
ก่อรูปแกนเศรษฐกิจคู่แห่งอาเซียน :
คำถามสำคัญในวันนี้ จึงไม่ใช่ว่า…ไทยและเวียดนามจะค้าขายกันเพิ่มขึ้นเท่าใด? แต่คือ…ไทยและเวียดนามจะสามารถร่วมกันสร้างแกนเศรษฐกิจใหม่ของอาเซียนได้หรือไม่? อย่างไร?
ในโลกที่กำลังเผชิญการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
ชาติอาเซียน…จึงจำเป็นต้อง “สร้างอำนาจต่อรอง” ของตนเองมากขึ้น!!??
และหาก ไทยกับเวียดนามสามารถเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี พลังงานสะอาด และเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม!
สิ่งที่กำลัง “ก่อตัวขึ้น” ตามมา จึงอาจไม่ใช่เพียงแค่…ความร่วมมือทวิภาคีระหว่าง 2 ประเทศ
แต่จะป็น…จุดเริ่มต้น! ของ “แกนเศรษฐกิจคู่แห่งอาเซียน” ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อภูมิภาคและต่อโลกในทศวรรษข้างหน้า
ดังนั้น การเยือนเวียดนามครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง…ข่าวการทูต หรือเป็นเพียงแค่ข่าวเศรษฐกิจรายวัน?
หากแต่เป็น…อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่! ที่อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ไทย–เวียดนามจาก “คู่แข่ง” ในอดีต ให้กลายเป็น “คู่ขับเคลื่อน” อนาคตของอาเซียนในศตวรรษที่ 21 กันเลยทีเดียว!!!.






