‘บัตรคนจน’ สาวต่อ…บริษัทสวมชื่อ?

(‘เอกนิติ’ ยืนยันพร้อมคืนสิทธิผู้เสียหาย จับตาปมขยายผล หลังรัฐจ่อ ‘สาวถึง’ นายทุนเบื้องหลัง!)

การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้พบเพียง…คนจนที่หลุดจากระบบ แต่ยังเปิดร่องรอยประชาชนถูกนำชื่อไปเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นโดยไม่รู้ตัว โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล จึงไม่ใช่แค่การคืนสิทธิคนจน หากแต่ยังจะต้องสาวไปให้ถึง “ตัวการ” ผู้จัดตั้งและผู้รับประโยชน์ตัวจริงของกระบวนการสวมชื่อจัดตั้งบริษัท

คำยืนยันของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ว่า รัฐบาลจะ “คืนสิทธิ” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้กับประชาชนที่พิสูจน์ได้ว่า…ตัวเองถูกนำชื่อไปใช้เป็น “กรรมการหรือผู้ถือหุ้นบริษัท” สิ่งนี้ มีความหมายมากกว่าการแก้ปัญหาคัดกรองผู้มีรายได้น้อยผิดพลาดเป็นรายคน

นั่นเพราะ…การลงทะเบียนรอบใหม่ กำลังทำให้ภาครัฐได้มองเห็น “อีกด้านหนึ่ง” ของระบบนิติบุคคลไทย นั่นก็คือ…อาจมีชื่อของประชาชนที่ไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าของกิจการจริง ถูกใช้เป็น “ฉากหน้า” ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนจำนวนหนึ่ง

รองนายกฯเอกนิติ อธิบายแทนรัฐบาล ว่า…ประเทศไทยไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมานานกว่า 5 ปี “การสำรวจใหม่” จึงดึง “ผู้ที่ไม่เคยได้รับสิทธิ” เข้าสู่ระบบประมาณ 2.3 ล้านคน ขณะเดียวกัน กลับพบ “ผู้เคยได้รับสิทธิ” บางส่วนไม่ผ่านเกณฑ์

เพราะฐานข้อมูลระบุว่า…มีทรัพย์สิน ถือหุ้น เป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการนิติบุคคล

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่เฉพาะความเข้มงวดของหลักเกณฑ์ หากอยู่ที่ความถูกต้องและความทันสมัยของข้อมูลที่รัฐนำมาใช้ตัดสินสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน

คืนสิทธิ – หยุดลงโทษเหยื่อซ้ำ :

“การคืนสิทธิ” ให้กับผู้ที่ถูกสวมชื่อ ถือเป็นมาตรการจำเป็น เพราะ…บุคคลเหล่านี้ อาจรับผลกระทบ 2 ชั้น กล่าวคือ…ชั้นแรก คือ ถูก “ตัดออก” จากสวัสดิการทั้งที่ฐานะทางเศรษฐกิจยังเข้าเกณฑ์ และ “ชั้นที่สอง” พวกเขาอาจต้องกลายเป็น กลุ่มคนที่มี “ชื่อพัวพัน” อยู่กับนิติบุคคลที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือไม่ได้ควบคุม

หากบริษัทดังกล่าวมีภาระภาษี หนี้สิน หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด “ผู้ถูกสวมชื่อ” ยังอาจต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ตนเองเพิ่มเติม

จากท่าทีของ รองนายกฯและรมว.คลัง ที่ยืนยันว่า “หากพิสูจน์ได้ว่าถูกหลอก รัฐต้องช่วยเหลือและคืนสิทธิ” จึงเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่ภาครัฐเดินมาถูกทางแล้ว แต่ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นจริงได้ ก็ต่อเมื่อ…กระบวนการพิสูจน์หลักฐาน ไม่เป็นการ “ผลักภาระ” ทั้งหมดไปยังประชาชน

ในเมื่อภาครัฐ เป็น “ผู้เชื่อม” ฐานข้อมูลและใช้ข้อมูลนั้น “ตัดสิทธิ” ภาครัฐจึงควรเป็นฝ่ายประสาน…กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หน่วยงานภาษี ธนาคาร และตำรวจ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เสร็จใน “ระบบเดียว” ไม่ใช่ให้ผู้มีรายได้น้อยเดินทางถือเอกสารจากหน่วยงานหนึ่งไปอีกหน่วยงานหนึ่ง

ข้อมูลของ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า ในกลุ่มผู้สมัครบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 มีผู้ปรากฏชื่อเป็นหุ้นส่วน กรรมการ หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนและบริษัท 139,804 ราย แบ่งเป็นผู้มีชื่อในห้างหุ้นส่วน 41,007 ราย และผู้มีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ถือหุ้นบริษัทจำกัด 98,797 ราย

ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนถูกสวมชื่อ และไม่ควรเหมารวมว่าทุกนิติบุคคลกระทำผิด แต่มีขนาดใหญ่พอที่จะทำให้การตรวจสอบไม่อาจหยุดอยู่เพียงการพิจารณาคำร้องเฉพาะราย

จากทะเบียนสวัสดิการสู่แผนที่เครือข่าย :

ความสำคัญของการอุทธรณ์ครั้งนี้ อยู่ที่ข้อมูลจากผู้ร้องแต่ละคนสามารถนำมาเชื่อมย้อนกลับได้ทันที ว่า…ชื่อของเขาปรากฏอยู่ในนิติบุคคลใด? ใครเป็นกรรมการร่วม? ใครถือหุ้นรายอื่น? บริษัทตั้งอยู่ที่ใด? ใครเป็นผู้ทำบัญชีหรือยื่นจดทะเบียน? และมีนิติบุคคลอื่นใช้ชุดบุคคลหรือที่อยู่เดียวกันหรือไม่?

หากผู้เสียหายหลายราย ชี้ไปยัง…บริษัท นายหน้า ผู้ทำบัญชี หรือสถานที่แห่งเดียวกัน สิ่งที่เริ่มจากคำร้องรายบุคคลย่อมเปลี่ยนเป็นภาพของเครือข่ายได้

ตรงนี้ทำให้ประเด็น “การคืนบัตรคนจน” เชื่อมโยงเข้ากับ…นโยบายปราบปรามนอมินี บริษัทผี และบัญชีม้านิติบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลประกาศยกระดับการตรวจสอบนอมินี และเตรียมใช้มาตรการจดทะเบียนรูปแบบใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 ขณะที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลระหว่างหน่วยงานแบบเรียลไทม์ ฐานข้อมูลจากการทบทวนบัตรสวัสดิการจึงอาจกลายเป็นแหล่งเบาะแสชุดใหม่ที่รัฐไม่เคยได้จากการตรวจทะเบียนธุรกิจตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การมีรายชื่อบริษัทและบุคคลในฐานทะเบียน ยังไม่เท่ากับ รัฐมีหลักฐานระบุตัวผู้บงการครบถ้วน ชื่อผู้ถือหุ้นหรือกรรมการอาจเป็นเพียงบุคคลหน้าฉาก ส่วนผู้ควบคุมเงินทุน บัญชีธนาคารและ การตัดสินใจอาจเป็นบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง การขยายผลจึงต้องตามต่อถึงแหล่งเงินค่าหุ้น ผู้ควบคุมธุรกรรม ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง รวมถึง ผู้ประกอบวิชาชีพหรือนายหน้าที่ช่วยจัดเตรียมเอกสาร หากหยุดเพียงแก้ชื่อในทะเบียน รัฐจะช่วยเหยื่อได้ แต่ยังไม่ตัดวงจรผู้กระทำ

แยกเหยื่อออกจากนอมินี :

กระบวนการตรวจสอบ จำเป็นจะต้อง จำแนกบุคคลอย่างน้อย 3 กลุ่มให้ชัดเจน กลุ่มแรกคือ ผู้ถูกนำข้อมูลส่วนตัวหรือปลอมเอกสารไปใช้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งควรได้รับการรับรองสถานะ …ผู้เสียหาย คืนสิทธิ และแก้ไขข้อมูลโดยเร็ว

กลุ่มที่สอง คือ ผู้เคยลงชื่อหรือมอบเอกสารเพราะถูกหลอก ไม่เข้าใจผลตามกฎหมาย หรือเชื่อว่าเป็นเพียงขั้นตอนสมัครงานและกู้ยืม

ส่วน กลุ่มที่สาม คือ ผู้รู้ข้อเท็จจริงและยินยอมให้ใช้ชื่อแลกค่าตอบแทนเพื่ออำพรางเจ้าของกิจการที่แท้จริง ซึ่งอาจต้องถูกตรวจสอบในฐานะผู้ร่วมขบวนการ

การแยก 3 กลุ่มนี้ ไม่ใช่รายละเอียดเล็กน้อย เพราะหาก รัฐ “เหมารวม” ทุกคน ว่า…เป็นผู้กระทำผิด คนจนที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือจะถูกลงโทษซ้ำ แต่หากรัฐถือว่า…ทุกคนเป็นผู้เสียหายโดยไม่ตรวจสอบ ผู้ที่รับจ้างถือหุ้นหรือยอมเป็นกรรมการแทน ก็อาจใช้ช่องทางอุทธรณ์หลุดพ้นจากความรับผิด

เกณฑ์สำคัญจึงไม่ควรพิจารณาเพียงจำนวนหุ้นหรือชื่อในทะเบียน แต่ต้องดูความยินยอม แหล่งเงิน อำนาจควบคุม การได้รับค่าตอบแทน และประโยชน์ที่บุคคลนั้นได้รับจากนิติบุคคล

ในด้าน นิติบุคคล รัฐต้องตรวจรูปแบบความผิดปกติ เช่น บริษัทหนึ่งใช้ชื่อผู้มีรายได้น้อยหลายคน บุคคลชุดเดียวกันมีชื่ออยู่ในหลายบริษัท ใช้ที่อยู่หรือผู้ทำบัญชีร่วมกัน หรือมีการจดทะเบียนต่อเนื่องในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน หากนิติบุคคลหลายแห่งมีจุดเชื่อมเดียวกัน การตรวจสอบควรขยายจากบริษัทเป็นรายแห่งไปสู่เครือข่ายผู้จัดตั้ง รวมทั้ง ส่งข้อมูลต่อหน่วยงานภาษี ตำรวจ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือหน่วยงานที่มีอำนาจตามลักษณะความผิด

บททดสอบเจตจำนงรัฐบาล :

ในทางการเมือง การประกาศคืนสิทธิสร้างภาพ ว่า…รัฐบาลรับฟังเสียงร้องเรียนและพร้อมแก้ความผิดพลาด แต่ความน่าเชื่อถือจะวัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น หากคืนสิทธิแล้วปิดเรื่อง นโยบายนี้จะถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้แรงกดดันเฉพาะหน้า

ตรงกันข้าม! หาก รัฐบาลเปิดผลตรวจสอบ ว่า…พบนิติบุคคลต้องสงสัยกี่แห่ง ส่งดำเนินคดีกี่ราย และสามารถสาวถึงผู้จัดหาเอกสารหรือผู้รับผลประโยชน์ได้เพียงใด เรื่องนี้จะกลายเป็นผลงานปราบทุนสีเทาที่จับต้องได้

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรประกาศกรอบดำเนินงาน 2 ทางพร้อมกัน ทางแรก คือ กรอบเยียวยา กำหนดระยะเวลาคืนสิทธิ แก้ไขข้อมูล และคุ้มครองผู้เสียหายให้ชัดเจน ทางที่สอง คือ กรอบบังคับใช้กฎหมาย รายงานจำนวนบริษัทที่ถูกตรวจสอบ รูปแบบการสวมชื่อที่ค้นพบ การส่งต่อคดี และผลการติดตามผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง โดยเปิดเผยเท่าที่ไม่กระทบต่อการสอบสวน

การมีตัวเลขและกำหนดเวลาจะทำให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่ารัฐบาลจริงจังเพียงใด!!??

ส่วน…แนวคิดเพิ่มทักษะและจัดหางานให้ผู้ถือบัตรวัย 20–60 ปีมากกว่า 5 ล้านคน ถือเป็น…นโยบายระยะยาวที่มีความสำคัญ แต่ไม่ควรถูกใช้กลบปัญหาการคัดกรองและการสวมชื่อ การยกระดับรายได้ตอบโจทย์การลดความยากจนในอนาคต ขณะที่ การคืนสิทธิและเอาผิดผู้สวมชื่อคือหน้าที่เร่งด่วนในปัจจุบัน รัฐบาลต้องทำทั้ง 2 เรื่องโดยไม่ทำให้ความผิดพลาดของฐานข้อมูลและความรับผิดของขบวนการเลือนหายไป

การคืนสิทธิ ไม่ใช่จุดจบของปัญหาใหญ่ :

ท้ายที่สุด! การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ อาจให้ผลที่รัฐบาลไม่ได้คาดไว้ นอกจากทำให้เห็นจำนวนคนจนและคนวัยทำงานที่ต้องการความช่วยเหลือแล้ว ยังเปิดช่องให้ผู้มีรายได้น้อยจำนวนหนึ่งเพิ่งรู้ว่า ชื่อของตนถูกผูกไว้กับกิจการที่ไม่เคยรับรู้ การคืนสิทธิจึงเป็นเพียงการรักษาบาดแผลเบื้องต้น ส่วนการแกะรอยบริษัทและบุคคลที่อยู่เบื้องหลังคือการจัดการต้นเหตุ

คำถามสำคัญจากนี้ จึงไม่ใช่แค่เพียงว่า…รัฐบาลจะคืนบัตรให้ได้กี่ราย? แต่คือ…จะเปิดเผยได้หรือไม่ว่า มีบริษัทใดใช้ชื่อประชาชน? ใครเป็นผู้ยื่นจดทะเบียน? ใครเป็นผู้จัดหาเอกสาร? ใครออกเงินค่าหุ้น? และใครเป็นผู้ควบคุมหรือรับประโยชน์จากกิจการจริง?

หากภาครัฐใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่สาวไปถึงต้นทาง บัตรคนจนจะไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสวัสดิการ แต่จะกลายเป็นประตูเปิดโปงโครงสร้างบริษัทอำพรางครั้งสำคัญเลยทีเดียว!!!

นี่จึงเป็น “บททดสอบ” 2 ด้านของรัฐบาล ด้านหนึ่ง…ต้องคืนความเป็นธรรมให้ผู้ถูกตัดสิทธิอย่างรวดเร็ว อีกด้าน…ก็ต้องพิสูจน์ว่า เสียงประกาศปราบนอมินีและทุนสีเทาจะไปไกลกว่าการประชาสัมพันธ์

เพราะเมื่อภาครัฐพบความผิดปกติและมีข้อมูลอยู่ในมือแล้ว การไม่ขยายผลต่อไปยังต้นทางความผิดปกติ ก็ย่อมเป็น “คำถามทางการเมือง” ที่รัฐบาลคงยากจะหลีกเลี่ยงได้ง่ายๆ เช่นกัน!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password