‘อนุทิน’ ประกาศสงครามไซเบอร์ สกัดบัญชีม้านิติบุคคล ล่าถึง ‘ผู้บงการ’ ยึดทรัพย์คืนคนไทย

รัฐบาลอนุทิน “ยกระดับ” ปราบปรามบัญชีม้าและเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ หลังตัวเลขบัญชีม้านิติบุคคลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเดินหน้าตัดวงจรฟอกเงิน สาวถึงผู้บงการ และสร้างภูมิคุ้มกันประชาชน “รับมือ” ภัยไซเบอร์ ยุค AI แนะรัฐบาลมุ่งสร้างผลงานเชิงประจักษ์ ในวันที่คนไทยถามหาปลอดภัยทางเศรษฐกิจ
ประกาศสงคราม, ตัดวงจรอาชญากรรมข้ามชาติ :
รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ประกาศเดินหน้า “ยกระดับ” การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และบัญชีม้านิติบุคคลอย่างเข้มข้น
ดังนั้น การที่รัฐบาลออกมาประกาศผลสำเร็จในการลดจำนวนบัญชีม้านิติบุคคลจาก 549 รายในปี 2568 เหลือเพียง 19 รายในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติที่ใช้รายงานผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ เท่านั้น
หากแต่ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ยุทธศาสตร์ใหม่” ของรัฐบาลในการจัดการปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประเทศ
คำกล่าวของ นายกฯอนุทิน ที่ระบุก่อนหน้านี้ ว่า “รัฐบาลมีความจำเป็นและมุ่งมั่นอย่างที่สุดที่จะทำให้ขบวนการสแกมเมอร์เหล่านี้สูญสิ้นไปจากประเทศไทย”
ประโยคข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า…ปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และการฟอกเงินผ่านระบบการเงิน ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมทั่วไปอีกต่อไป แต่ถูกยกระดับให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ต้องอาศัยการบูรณาการกำลังจากทุกหน่วยงาน
ในอดีต การแก้ไขปัญหามักมุ่งไปที่การจับกุมผู้รับจ้างเปิดบัญชีหรือผู้ที่อยู่ปลายทางของเครือข่าย แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันพยายามเปลี่ยนแนวคิดสู่การทำลายโครงสร้างทางการเงินของขบวนการทั้งหมด ผ่านมาตรการสืบสวนเส้นทางการเงิน การยึดทรัพย์ และการขยายผลไปยังผู้บงการที่อยู่เบื้องหลัง
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับคำย้ำของ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “การจับกุมอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องติดตามทรัพย์สินและยึดคืนให้กับประชาชนผู้เสียหาย”
นับเป็นการ “เปลี่ยนจุดเน้น” จากการดำเนินคดีทางอาญาเพียงอย่างเดียว ไปสู่การทำลายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครือข่ายอาชญากรรม
ปิดช่องฟอกเงินผ่านนิติบุคคล :
สิ่งที่น่าสนใจในรอบนี้ นั่นก็คือ…รัฐบาลไม่ได้มุ่งเฉพาะบัญชีม้าของบุคคลธรรมดา แต่เริ่มขยายผลไปยัง “บัญชีม้านิติบุคคล” ซึ่งถือเป็นพัฒนาการใหม่ของเครือข่ายอาชญากรรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
กลุ่มมิจฉาชีพจำนวนไม่น้อยหันมาใช้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนที่จัดตั้งขึ้นเพียงในนาม ไม่มีการประกอบกิจการจริง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรับโอนเงิน ฟอกเงิน และปกปิดเส้นทางทางการเงิน เนื่องจากนิติบุคคลมีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือกว่าบัญชีส่วนบุคคล และยากต่อการตรวจสอบในเบื้องต้น
การที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันตรวจสอบ “หัวนิติบุคคล” หรือผู้ที่ยินยอมให้ใช้ชื่อเป็นกรรมการ ผู้ถือหุ้น หรือหุ้นส่วนโดยไม่มีบทบาททางธุรกิจจริง จึงถือเป็นการปิดช่องว่างสำคัญที่เครือข่ายอาชญากรรมเคยใช้ประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง
ในทางการเมือง รัฐบาลกำลังพยายามสื่อสารว่าการปราบปรามครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจับผู้กระทำผิดรายย่อย แต่เป็นการ “รื้อถอน” กลไกทางธุรกิจสีเทาที่เอื้อให้เกิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
สร้างภาพลักษณ์ “รัฐบาลลงมือทำ” :
หากพิจารณาถ้อยคำที่ถูกใช้ในการสื่อสารของรัฐบาล จะพบว่า…มีการเลือกใช้คำที่สะท้อนภาพความเด็ดขาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “ตัดวงจร” “ยึดทรัพย์” “สาวถึงผู้บงการ” หรือ “ไม่มีข้อยกเว้น”
คำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงถ้อยคำทางกฎหมาย แต่เป็นภาษาทางการเมืองที่มุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคนไทย ว่า…รัฐบาลกำลังดำเนินการเชิงรุก ไม่ใช่เพียงรอรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น!
โดยเฉพาะใน ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยทางการเงินและความน่าเชื่อถือของระบบธุรกิจ จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
การลดจำนวนบัญชีม้าจึงไม่ได้มีความหมายเพียงในเชิงอาชญากรรม แต่ยังถูกนำเสนอในฐานะตัวชี้วัดประสิทธิภาพของรัฐบาลในการดูแลสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจของประเทศ
ศึกไซเบอร์ยุคใหม่ โจทย์ใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน” :
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะสามารถแสดงตัวเลขความสำเร็จในการลดบัญชีม้าได้อย่างชัดเจน แต่ “ความท้าทายใหม่” กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังเคยกล่าวถึงการใช้เทคโนโลยี AI และ Deepfake ของขบวนการมิจฉาชีพ ซึ่งกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการหลอกลวงประชาชน โดยเฉพาะการปลอมเสียง ปลอมภาพ และสร้างข้อมูลเท็จที่มีความสมจริงมากขึ้น
รัฐบาลจึงพยายาม ผลักดันแนวคิด “สร้างภูมิคุ้มกันประชาชน” ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย ผ่านการรณรงค์ให้ประชาชนยึดหลัก “ไม่กดลิงก์ ไม่เชื่อ ไม่รีบ ไม่โอน”
ในมุมมองของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เห็นว่า…ความสำเร็จในระยะยาว จะไม่ได้วัดเพียงจำนวนบัญชีม้าที่ลดลง แต่จะวัดจากความสามารถของรัฐในการปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีของอาชญากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว!!??
เพราะในท้ายที่สุด! การต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้านกฎหมาย แต่เป็นการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร และความเชื่อมั่นของประชาชนด้วยเช่นกัน
และนี่คือ…โจทย์สำคัญที่ “รัฐบาลอนุทิน” จะต้องพิสูจน์ เพื่อให้เห็นว่า…การประกาศสงครามกับสแกมเมอร์ในวันนี้ จะสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนได้จริงในอนาคต!!!.






