หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน

(ไทย–เวียดนาม ‘ยกระดับ’ ความสัมพันธ์ ดัน ‘เศรษฐกิจ – ความมั่นคง – บทบาทอาเซียน)

นายกฯ อนุทิน นำทีม “ครม.+กองทัพไทย” เยือนคืนอย่างเป็นทางการถึงเวียดนาม มุ่งหารือความร่วมมือรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และบทบาทอาเซียน พร้อมตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าร่วมทะลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความสัมพันธ์ที่ก้าวสู่ระดับหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านอย่างเป็นรูปธรรม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีและผู้บัญชาการเหล่าทัพเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ณ กรุงฮานอย เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยได้รับการต้อนรับจาก ผู้นำเวียดนาม อย่าง…นายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr. Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรี อย่างอบอุ่น

ก่อนเข้าร่วมการหารือเต็มคณะร่วมกับคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานด้านความมั่นคงของทั้ง 2 ประเทศ

การเยือนครั้งนี้ มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นการเยือนเวียดนามครั้งแรกในฐานะ นายกรัฐมนตรี และอยู่ในช่วงการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ครบรอบ 50 ปี อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดผลสำเร็จจากการแลกเปลี่ยนการเยือนของ “ผู้นำ” ทั้ง 2 ประเทศในช่วงที่ผ่านมา

โดยก่อนหน้านี้ เป็น นายโต เลิม (To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ซึ่งถือเป็น “ผู้นำสูงสุด” เพิ่งเดินทางมาเยือนไทย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ทั้ง 2 ประเทศได้เตรียมการฉลองครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2026 นี้ โดยถือเป็นการ “แลกเปลี่ยนการเยือนระดับผู้นำ” ต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติทางการทูต

นั่นหมายความว่า…เวียดนามกำลังให้ความสำคัญกับไทยในระดับยุทธศาสตร์พิเศษ

นายกรัฐมนตรีไทย ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน ระหว่างไทยและเวียดนามให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการผสานศักยภาพทางเศรษฐกิจของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

หนึ่งในประเด็นสำคัญของการหารือ คือ การยกระดับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยทั้ง 2 ฝ่าย ตั้งเป้าผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกันให้ทะลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อม เดินหน้ายุทธศาสตร์ “Three Connects” ซึ่งประกอบด้วย…

การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน การเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้ง 2 ประเทศท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ไทยยังเสนอให้จัดตั้ง คณะกรรมการร่วมด้านการค้าในระดับ รมว.พาณิชย์ เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขณะที่ รัฐบาลเวียดนามยืนยันพร้อมอำนวยความสะดวกและแก้ไขอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนที่ภาคเอกชนไทยได้สะท้อนผ่านรัฐบาล

ในด้านความสัมพันธ์ระดับประชาชน ทั้ง 2 ฝ่ายเห็นพ้องที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และความร่วมมือด้านต่าง ๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในอนาคต

ด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องที่จะ ยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล โดยมีการใช้กลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับ ความร่วมมือในระดับภูมิภาค ทั้ง 2 ประเทศได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในอาเซียนและภูมิภาค โดยฝ่ายเวียดนามแสดงความชื่นชมบทบาทของไทยในการส่งเสริมกระบวนการสันติภาพในเมียนมา และสนับสนุนแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขความขัดแย้ง พร้อมเห็นพ้องในการผลักดันความเชื่อมโยงด้านคมนาคม ความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียนให้มีเอกภาพและมีบทบาทมากขึ้นบนเวทีโลก

การหารือครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับความร่วมมือในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาภูมิภาค ภายใต้เป้าหมายร่วมกันในการสร้างเสถียรภาพ ความเจริญเติบโต และความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศและภูมิภาคอาเซียนโดยรวม

ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองว่า…แม้การเยือนเวียดนามครั้งนี้ จะอยู่ภายใต้กรอบการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ 50 ปี แต่สาระสำคัญไม่ได้อยู่ที่ พิธีการทางการทูต หากอยู่ที่การวางรากฐานความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่าง 2 ประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของภูมิภาคแผ่นดินใหญ่อาเซียน

การตั้งเป้ามูลค่าการค้าร่วม 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และการผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects สะท้อนความพยายามสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจร่วมเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต

อีกประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ การที่ไทยนำ ผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 เหล่าทัพร่วมคณะเดินทาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่า…การหารือไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่ยังครอบคลุมประเด็นด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาค

ไม่ว่าจะเป็น…อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางทะเล และภัยคุกคามรูปแบบใหม่จากเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเป็นความท้าทายร่วมกันของประเทศในอาเซียน

ในมิติทางการเมืองระหว่างประเทศ เวียดนามที่กำลังมีบทบาททางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยยังคงมีศักยภาพด้านอุตสาหกรรม การเงิน และการท่องเที่ยว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศมีลักษณะ “คู่แข่งที่ต้องร่วมมือ” มากกว่าจะเป็นการแข่งขันโดยตรง การจับมือกันในเวลานี้จึงเป็นการสร้างความได้เปรียบร่วมกันท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจโลก

ขณะเดียวกัน การที่เวียดนามแสดงท่าทีสนับสนุนบทบาทของไทยในประเด็นเมียนมา และเห็นพ้องในการเสริมสร้างความเป็นเอกภาพของอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่า…ทั้ง 2 ประเทศกำลังมองบทบาทของตนเองในฐานะแกนนำสำคัญของภูมิภาค

หากความร่วมมือดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมได้ ไทยและเวียดนาม อาจกลายเป็น หนึ่งในแกนหลักของอาเซียน ในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของภูมิภาคในอนาคต อย่างแน่นนอน!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password