ชะลอส่งแรงงาน ตอ.กลาง เร่งอพยพคนไทย หนีไฟสงคราม

“รัฐบาลไทย” เร่งยกระดับมาตรการดูแลแรงงานไทยและคนไทยในพื้นที่เสี่ยง หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียดสุดๆ เผย! กระทรวงแรงงานและกระทรวงการต่างประเทศ เร่งเปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ สั่งชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภูมิภาคนี้ ย้ำ! เร่งแผนเตรียมอพยพคนไทยจากพื้นที่เสี่ยง ระบุ! ที่อิหร่านเริ่มเปิดลงทะเบียนกลับไทยแล้ว
นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยผ่าน ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง ว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่แจ้งการทำงานผ่านกรมการจัดหางานและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางกว่า 61,396 คน ภายหลังเกิดสถานการณ์สู้รบเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานจึงได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือและประสานงานเพื่อติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด
พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานได้กำหนดมาตรการสำคัญหลายประการ โดยเฉพาะ การชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศที่มีความเสี่ยงในภูมิภาคตะวันออกกลาง เช่น อิสราเอล อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้ง จนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนมากขึ้น
นายสันติ กล่าวอีกว่า กระทรวงแรงงานยังได้ส่งเสริมให้แรงงานไทยใช้แอปพลิเคชัน Smart TOEA ซึ่งเป็นระบบติดตามข้อมูลแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยระบบดังกล่าวจะบันทึกพิกัดสถานที่ทำงานและที่พักของแรงงานไทย เพื่อให้กระทรวงแรงงาน สถานเอกอัครราชทูต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยได้อย่างรวดเร็วในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
“แอปพลิเคชันดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามตำแหน่งของแรงงานไทยในต่างประเทศได้ชัดเจนมากขึ้น และเป็นช่องทางสื่อสารข้อมูลสำคัญระหว่างหน่วยงานรัฐกับแรงงานไทยในพื้นที่ หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินจะสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที” นายสันติ ระบุ
นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้สั่งการให้สำนักงานแรงงานในทุกจังหวัดลงพื้นที่เยี่ยมครอบครัวของแรงงานไทย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ รวมถึง ขอให้ครอบครัวช่วยประสานให้แรงงานไทยในต่างประเทศลงทะเบียนข้อมูลและเปิดใช้งานระบบดังกล่าว เพื่อให้สามารถติดตามและให้ความช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดย นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสาระนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความอ่อนไหว เนื่องจากการปะทะกันระหว่างหลายฝ่ายในภูมิภาคยังคงดำเนินต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลกระทบไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง
สำหรับประเทศไทย ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศได้เรียกร้องให้คนไทยในพื้นที่เสี่ยงพิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด และขอให้ลงทะเบียนข้อมูลกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบ เพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที
ในกรณีของ ประเทศอิหร่าน ขณะนี้มีคนไทยลงทะเบียนขอเดินทางกลับประเทศไทยแล้วจำนวน 117 คน โดยกำหนดการอพยพรอบแรกในวันที่ 7 มีนาคม จำนวน 68 คน และรอบที่สองในวันที่ 10 มีนาคม จำนวน 49 คน เนื่องจากบางส่วนยังอยู่ระหว่างดำเนินการด้านเอกสารการเดินทาง ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กรมการกงสุลได้เดินทางไปยังประเทศตุรกี เพื่อเตรียมการรับคนไทยที่อพยพออกจากอิหร่านทางบก ก่อนเดินทางต่อเครื่องบินกลับประเทศไทย
ส่วนสถานการณ์ใน ประเทศเลบานอน ปัจจุบันมีคนไทยพำนักอยู่ประมาณ 118 คน โดยสถานเอกอัครราชทูตไทยได้ออกประกาศแนะนำให้คนไทยเดินทางออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด ขณะที่เครื่องบินพาณิชย์ยังเปิดให้บริการ และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยงภัย
สำหรับ ประเทศบาห์เรน มีคนไทยแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยแล้ว 917 คน โดยสถานเอกอัครราชทูตได้เริ่มทยอยช่วยเหลือคนไทยกลุ่มแรกเดินทางข้ามไปยังเมืองดัมมัม ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อขึ้นเครื่องบินเดินทางกลับประเทศไทย และยังมีคนไทยอีกหลายกลุ่มที่เตรียมเดินทางกลับในช่วงวันต่อไป
ขณะเดียวกัน ในบางประเทศ เช่น คูเวตและกาตาร์ ยังคงมีข้อจำกัดด้านการเดินทางจากการปิดน่านฟ้า ทำให้สถานเอกอัครราชทูตต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมเส้นทางอพยพทางเลือกหากมีความจำเป็น
นายปาณิดล ยังกล่าวด้วยว่า นายสีหศักดิ์ พ่วงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ได้แสดงความไม่สบายใจต่อสถานการณ์ที่ยังคงมีความเปราะบาง โดยย้ำว่า…การดำเนินการของไทยต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมดุล เหมาะสมกับสถานการณ์ และยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่
“ในช่วงเวลาที่สถานการณ์มีความท้าทายเช่นนี้ ทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีความรู้ด้านการต่างประเทศ สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แต่ควรอยู่บนพื้นฐานของความรับผิดชอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่เป็นสำคัญ” นายปาณิดล ย้ำ
ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการดูแลคนไทยในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งเตรียมมาตรการรองรับในกรณีที่ต้องมีการอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง
เช่นกัน เป็น น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ที่ได้สั่งการให้ตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศต่าง ๆ พร้อมเตรียมมาตรการรองรับหากจำเป็นต้องอพยพแรงงานไทยออกจากพื้นที่ความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม การชะลอการส่งแรงงานไทยไปทำงานในตะวันออกกลางในช่วงเวลานี้ สะท้อนให้เห็นถึงการปรับนโยบายเชิงป้องกันของรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงในการเพิ่มจำนวนแรงงานไทยในพื้นที่ที่อาจเกิดความไม่ปลอดภัย ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ภาครัฐสามารถทุ่มทรัพยากรไปกับการดูแลแรงงานและคนไทยที่พำนักอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงาน มองว่า มาตรการชะลอการส่งแรงงานอาจส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยบางส่วนที่กำลังเตรียมเดินทางไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลาง เนื่องจากแรงงานจำนวนหนึ่งได้ลงทุนเตรียมตัวและกู้ยืมเงินเพื่อเดินทางไปทำงานต่างประเทศแล้ว
ขณะเดียวกัน ความท้าทายสำคัญอีกประการหนึ่งคือแรงงานไทยบางส่วนที่ไม่ได้แจ้งข้อมูลการทำงานผ่านระบบของรัฐ ซึ่งอาจทำให้การติดตามและการช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉินทำได้ยากขึ้น ดังนั้นการส่งเสริมให้แรงงานไทยลงทะเบียนข้อมูลและใช้ระบบติดตามของรัฐจึงถือเป็นมาตรการสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองแรงงานไทยในต่างประเทศ
ทั้งนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังคงไม่แน่นอน ทำให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินมาตรการทั้งในด้านการป้องกัน การติดตาม และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สามารถดูแลความปลอดภัยของแรงงานไทยและประชาชนไทยในต่างประเทศได้อย่างทันท่วงที หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะต่อไป.






