ฉันหลุดเส้นความจนกี่โมง!

(ระบบทะเบียน ‘ปัดตก!’ 9.3 ล.คน พ้นบัตรสวัสดิการฯ – จับตา…ภาคต่อ ‘รัฐถอยแก้เกณฑ์’ เหตุความจนในฐานข้อมูลไม่ตรงกับชีวิตจริง)

วัดใจ “นายกฯอนุทิน” กลางโต๊ะ ครม. รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร เมื่อประชาชน 9.3 ล้านรายไม่ผ่านการคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ขณะที่รถเก่าหมดสภาพ ชื่อในทะเบียน และสถานะนักศึกษานอกระบบ กลับกลายเป็นหลักฐานตัดสินว่าใคร “ไม่จน” จนคลังต้องเร่งทบทวนเกณฑ์ ขยายเวลายื่นทบทวนสิทธิ และตั้งศูนย์บริการทั่วประเทศ คำถามคือ รัฐกำลังแก้ระบบ หรือเพียงย้ายผู้หลุดสิทธิไปพักไว้ในมาตรการ 60:40?

เช้าวันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) สายตาของคนไทยจำนวนไม่น้อย อาจเฝ้าจับจ้องไปยังโต๊ะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นั่งเป็นประธาน

หนึ่งในโจทย์ร้อนที่รัฐบาลไม่อาจมองข้าม นั่นคือ…ผลการคัดกรองผู้ลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งปรากฏว่า…จากผู้ลงทะเบียนประมาณ 18.82 ล้านราย มีผู้ผ่านเกณฑ์ประมาณ 9.51 ล้านราย ขณะที่อีกประมาณ 9.31 ล้านรายไม่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ

ตัวเลขนี้ ไม่ใช่เพียงสถิติบนหน้ากระดาษ แต่หมายถึง…ประชาชนหลายล้านชีวิตที่กำลังตั้งคำถามแรงๆ ไปถึงรัฐบาล กับความสงสัยที่ว่า….

สภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาดีขึ้นแล้วจริงหรือ?

หรือเพียงเพราะ ถูก “ระบบราชการ” กระชากความจนไปจากพวกเขา ด้วยการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้มีรายได้น้อย” ให้กลายเป็น “ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์” ในชั่วข้ามคืน!!??

คำถามที่อาจดังก้องอยู่ในใจของคนกลุ่มนี้จึงมีอยู่ว่า..

“ฉันหลุดเส้นความจนกี่โมง?”

ไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ได้แปลว่าไม่จน :

รัฐบาลต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอธิบายตัวเลข 9.3 ล้านราย เพราะคำว่า “ไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ไม่ได้มีความหมายเท่ากับ “พ้นจากความยากจน” โดยอัตโนมัติ

ในจำนวน “ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์” ย่อมมีทั้ง…ผู้มีรายได้หรือทรัพย์สินเกินกว่าที่โครงการกำหนด, ผู้มีลักษณะต้องห้าม ตลอดจน ผู้ที่ข้อมูลในฐานทะเบียนไม่ตรงกับสภาพความเป็นจริง

ปัญหาสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ผ่านหรือไม่ผ่าน แต่คือ…รัฐบาลสามารถแยกคนแต่ละกลุ่มได้แม่นยำเพียงใด? และ มีประชาชนกี่รายที่ถูกตัดสิทธิเพราะความคลาดเคลื่อนทางข้อมูล?

มากกว่า…ฐานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริง!!!

ตัวอย่างที่ปรากฏชัด ก็คือ…กรณีประชาชนมีชื่อถือครองรถยนต์อายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ทั้งที่…รถบางคันหมดสภาพ ไม่ได้ใช้งาน หรือแทบไม่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจแล้ว แต่ชื่อผู้ครอบครองยังคงอยู่ในทะเบียนของทางราชการ

ทรัพย์สินบนกระดาษ จึงอาจไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ช่วยให้เจ้าของมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น!

ตรงกันข้าม! รถเก่าบางคันอาจเป็นเพียงเครื่องมือทำมาหากิน, เป็นพาหนะรับส่งบุตรหลาน หรือเป็นซากทรัพย์สินที่เจ้าของไม่มีเงินแม้แต่จะซ่อมแซม

แต่เมื่อ ระบบอ่านเพียงข้อมูลกรรมสิทธิ์ โดยไม่เห็นสภาพการใช้งานจริง ชื่อในทะเบียนก็อาจกลายเป็นคำตัดสิน ที่ว่า…เจ้าของรถ “ไม่จนพอ” ที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ

ความจนในฐานข้อมูล กับความจนในชีวิตจริง :

อีกกรณีหนึ่ง คือ ผู้มีสถานะเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. ซึ่งเป็นการศึกษานอกระบบที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนหลากหลายช่วงวัย

คนกลุ่มนี้ไม่ได้มีสถานะทางเศรษฐกิจเหมือนนักศึกษาในระบบทั้งหมด บางคนต้องทำงานรับจ้างไปพร้อมกับเรียนหนังสือ, บางคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสประกอบอาชีพ แต่กลับอาจติดเงื่อนไขเพียงเพราะคำว่า “นักศึกษา” ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล

นี่คือ “ข้อจำกัด” ของการใช้ข้อมูลแบบแยกส่วน มา “ตัดสิน” ชีวิตประชาชนทั้งคน!!??

ระบบราชการ อาจมองเห็นว่า…บุคคลหนึ่งมีรถ, มีชื่อเป็นนักศึกษา, มีชื่อเป็นกรรมการบริษัท หรือมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางอย่าง แต่ ระบบอาจไม่เห็น ว่า…รถคันนั้นวิ่งไม่ได้, บริษัทหยุดกิจการไปนานแล้ว, ที่ดินถูกถือครองแทนครอบครัว หรือรายได้ที่เคยปรากฏในฐานข้อมูลไม่ได้เกิดขึ้นอีกต่อไป

เมื่อฐานข้อมูลไม่สามารถอธิบายบริบทเหล่านี้ การใช้เกณฑ์แบบ “ผ่านหรือไม่ผ่าน” จึง “เสี่ยง!” เปลี่ยนเครื่องมือคัดกรองผู้มีรายได้น้อย ให้กลายเป็น “กำแพงกั้นขวาง” คนที่เดือดร้อนจริงๆ

การประกาศผลครั้งนี้ จึงมิใช่บทพิสูจน์ว่า…ประเทศไทยมีคนจนน้อยลง หากแต่เป็นบททดสอบที่ว่า…รัฐไทยเข้าใจความยากจนของประชาชนลึกซึ้งเพียงใด???

คลังถอยทบทวนเกณฑ์ – ยอมรับปัญหาโดยปริยาย? :

กระทรวงการคลัง โดย “โฆษกกระทรวงการคลัง” นายวินิจ เศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง  เริ่มส่งสัญญาณทบทวนความเหมาะสมของเกณฑ์ตรวจสอบคุณสมบัติ โดยเฉพาะ…

เรื่องรถยนต์อายุเกิน 20 ปี, รถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปี ซึ่งไม่มีสภาพใช้งาน ตลอดจนสถานะผู้เรียนในระบบการศึกษานอกโรงเรียน

แนวทางดังกล่าว เป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ เพราะ…หลักเกณฑ์ของรัฐ จะต้อง “สะท้อน” สภาพเศรษฐกิจและชีวิตจริงของประชาชน ไม่ใช่เอาแต่จะยึดถือเพียง…ข้อมูลทางทะเบียนแบบแข็งตัว!!!

อย่างไรก็ตาม การถอยกลับมาทบทวนเงื่อนไขภายหลังประกาศผล ก็เท่ากับ “ยอมรับ” โดยปริยายว่า…เกณฑ์เดิมยังมีช่องโหว่ หรืออย่างน้อยยังไม่สามารถรองรับความซับซ้อนของข้อมูลประชาชนได้อย่างเพียงพอ ดังนั้น คำถามจึงย้อนกลับไปยังขั้นตอนออกแบบโครงการ ว่า…

ก่อนนำเกณฑ์มาใช้กับประชาชนเกือบ 19 ล้านราย รัฐได้ทดลองตรวจสอบความแม่นยำของข้อมูลแล้วหรือไม่???

ได้ประเมินหรือไม่ว่า…จะมีคนถูกตัดออกเพราะรถเก่า ข้อมูลค้าง หรือสถานะทางทะเบียนที่ไม่เป็นปัจจุบันจำนวนเท่าใด?

หากตรวจพบปัญหาเหล่านี้ ก่อนประกาศผล ประชาชนก็คงไม่ต้องแตกตื่น! และไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปติดต่อหลายหน่วยงาน รวมถึงไม่ต้องแบกรับความกังวลว่าสวัสดิการซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตจะหายไปหรือไม่?

ทำไมประชาชนต้องวิ่งพิสูจน์ความจนอีกครั้ง? :

กระทรวงการคลังประกาศจัดตั้ง “ศูนย์บริการแบบ One Stop Service” กระจายทุกพื้นที่ เพื่อให้…คำแนะนำ ตรวจสอบข้อมูล ช่วยยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และประสานการแก้ไขข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตั้งศูนย์ดังกล่าว ย่อมดีกว่าปล่อยให้ประชาชนหาทางแก้ปัญหากันเอง แต่ต้องไม่ลืมว่า…One Stop Service เป็นการแก้ปัญหาหลังจากประชาชนถูกคัดออกไปแล้ว

หากความผิดพลาด! เกิดจากฐานข้อมูลของรัฐ คำถามสำคัญที่จะมีตามมา นั่นก็คือ…แล้วเหตุใดประชาชนจึงต้องเป็นฝ่ายเดินทาง, เสียค่าใช้จ่าย, เตรียมเอกสาร และพิสูจน์ซ้ำว่าตนเองยังเดือดร้อนจริง!!??

สำหรับ ประชาชนในชนบท, ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ไม่มีความชำนาญด้านเทคโนโลยี แม้ “รัฐบาลอนุทิน” จะเปิดช่องทางผ่านเว็บไซต์, แอปพลิเคชันเป๋าตัง, แอปพลิเคชันทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน

แต่การเข้าถึงช่องทางเหล่านี้…มันไม่ได้ง่ายนักสำหรับประชาชนทุกคน!

รัฐบาลจึงต้องทำให้คำว่า…One Stop Service หมายถึง การจบปัญหาได้ในจุดเดียวจริงๆ ไม่ใช่เพียงจุดรับเรื่องที่ส่งประชาชนต่อไปยัง…กรมขนส่งทางบก, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, ธนาคาร หรือหน่วยงานอื่น จนสุดท้ายยังต้องวิ่งแก้ข้อมูลเหมือนเดิม

ที่สำคัญ! การขยายเวลายื่นทบทวนสิทธิ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อประกาศกำหนดวันและขั้นตอนให้ชัดเจนเป็นทางการ ไม่ปล่อยให้เกิด “ข้อมูล 2 ชุด” ระหว่างกำหนดเดิมวันที่ 31 กรกฎาคม กับแนวทางขยายเวลาที่รัฐบาลกำลังพิจารณา

60:40 ไม่ใช่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ :

อีกมาตรการที่ถูกจับตามอง นั่นคือ…ข้อเสนอให้ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม” ที่ไม่ผ่านเกณฑ์รอบใหม่ หรือผู้ที่ไม่ได้ลงทะเบียนใหม่ รวมประมาณ 6 ล้านคน เข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60:40”

รัฐบาลอาจมองว่า…นี่คือช่องทางช่วยเหลือกลุ่มที่หลุดจากระบบ แต่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ต้องขอย้ำว่า…6 ล้านคนไม่ใช่ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด 9.3 ล้านคน และโครงการร่วมจ่าย 60:40 ก็ไม่อาจถือเป็น “สิ่งทดแทน” บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้อย่างสมบูรณ์

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นกลไกช่วยเหลือค่าครองชีพขั้นพื้นฐานแก่ผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ มาตรการร่วมจ่ายกำหนดให้ประชาชนต้องมีเงินของตนเองออกมาก่อนจึงจะใช้สิทธิได้

สำหรับ “คนที่ยังพอมีรายได้” มาตรการร่วมจ่ายอาจช่วยลดค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการบริโภค แต่สำหรับ “คนจนที่สุด” ปัญหาอาจไม่ใช่ว่ารัฐช่วยจ่ายน้อยเกินไป หากเป็นเพราะพวกเขาไม่มีเงินตั้งต้นสำหรับนำไปร่วมจ่ายเลย

การย้ายผู้หลุดสิทธิไปอยู่ในโครงการ 60:40 จึงอาจช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เพียงบางส่วน แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นคำตอบแทนการแก้ความผิดพลาดของระบบคัดกรอง

มิเช่นนั้น มาตรการดังกล่าวอาจกลายเป็นเพียง “ห้องพักรอ” ทางการเมือง สำหรับรองรับประชาชนที่ถูกผลักออกจากระบบเดิม

ขณะที่คำถามที่ว่า…คนเหล่านั้นสมควรได้รับบัตรสวัสดิการหรือไม่? สิ่งนี้…ยังไม่ได้รับคำตอบจากปากของนายกฯอนุทิน และรัฐบาลชุดปัจจุบัน!!!

รัฐต้องเปิดตัวเลข ไม่ใช่ให้ประชาชนเดา :

สิ่งที่รัฐบาลควรดำเนินการโดยเร็ว นั่นคือ…เร่งเปิดเผยรายละเอียดของ “ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์” ทั้ง 9.3 ล้านรายในรูปแบบจำนวนแยกตามสาเหตุ โดยไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

รัฐบาลควรบอกให้สังคมไทยได้รับรู้ ว่า…มีผู้ไม่ผ่าน

เพราะรายได้เกินเกณฑ์กี่ราย?

เพราะเงินฝากหรือทรัพย์สินทางการเงินกี่ราย?

เพราะที่ดินและที่อยู่อาศัยกี่ราย? เพราะรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์กี่ราย?

และ เพราะข้อมูลสถานะบุคคลหรือคุณสมบัติต้องห้ามกี่ราย?

ข้อมูลดังกล่าว จะช่วยให้สังคมไทยประเมิน ได้ว่า…ปัญหาเกิดจากการกำหนดนโยบายผิดพลาด การเชื่อมโยงข้อมูลไม่มีประสิทธิภาพ หรือประชาชนส่วนใหญ่ไม่ผ่านคุณสมบัติจริง

หากรัฐบาลไม่เปิดเผยตัวเลขจำแนก แต่เลือกกล่าวเพียงว่าผู้ผ่านเกณฑ์มีจำนวนใกล้เคียงกับสัดส่วนคนจนตามตัวชี้วัดบางประเภท ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่ากระบวนการคัดกรองรายบุคคลมีความถูกต้อง

เพราะการที่ “จำนวนรวมใกล้เคียงกัน” ไม่ได้หมายความว่า “คนที่ระบบเลือกเป็นคนที่ถูกต้องทั้งหมด”

วัดใจอนุทิน – แก้ระบบหรือแค่ลดแรงกระแทก? :

การประชุม ครม.ในวันนี้ (21 กรกฎาคม 2569) จึงเป็นมากกว่า…การพิจารณามาตรการช่วยค่าครองชีพ แต่เป็นการ “วัดใจ” นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่ว่า…

พวกเขาจะกล้ายอมรับปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสวัสดิการหรือไม่? อย่างไร?

รัฐบาลต้องตอบให้ชัด ว่า…จะปรับเกณฑ์ใด? จะใช้กับใครบ้าง? จะทบทวนผู้ถูกตัดสิทธิย้อนหลังอย่างไร? และผู้ที่อุทธรณ์ผ่านจะได้รับการชดเชยสิทธิในช่วงเวลาที่เสียไปหรือไม่?

นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะต้องชี้แจงให้ชัดๆ ว่า…โครงการ 60:40 สำหรับประชาชนประมาณ 6 ล้านคนจะใช้งบประมาณเท่าใด? เงินมาจากแหล่งใด? มีระยะเวลาเพียงใด? และจะช่วยเหลือคนที่ไม่มีเงินร่วมจ่ายอย่างไร?

เหนือสิ่งอื่นใด! รัฐบาลจะต้องไม่ทำให้ “ความยากจน” กลายเป็น “ภาระ” ที่ประชาชนคนไทยจะต้องคอย “วิ่งพิสูจน์ – ความจนของตัวเอง” ครั้งแล้วครั้งเล่า

ขณะที่หน่วยงานของรัฐ…ไม่ต้องรับผิดชอบต่อข้อมูลที่ล้าสมัยหรือไม่ตรงกัน!!??

คนจนไม่ได้หายไปพร้อมผลคัดกรอง :

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ควรเป็นเครื่องมือค้นหาและช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ไม่ใช่…เครื่องมือทำให้จำนวนคนจนลดลง ด้วยการ “เปลี่ยนนิยาม” หรือ “ใช้เส้นแบ่ง” ที่แข็งกระด้าง เช่นที่ทำกันอยู่ในเวลานี้!

รถเก่าหนึ่งคัน ไม่ได้รับประกันว่า…ครอบครัวนั้นมีกินตลอดเดือน

ชื่อในบริษัท ไม่ได้แปลว่า…ยังมีรายได้

ที่ดินที่ปรากฏในทะเบียน ไม่ได้หมายความว่า…จะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ทันที

และ สถานะนักศึกษานอกระบบ ก็ไม่ได้ทำให้…ภาระค่าครองชีพหายไป

ประชาชน 9.3 ล้านราย ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ อาจไม่ใช่คนจนทั้งหมด แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีสิทธิถือว่า…พวกเขาทั้งหมดไม่เดือดร้อน จนกว่าจะสามารถอธิบายด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ว่า…แต่ละคนถูกตัดออกเพราะอะไร!!??

มติ ครม.วันนี้ จึงต้องไม่จบเพียงการขยายเวลา, ตั้งศูนย์รับเรื่อง หรือโยกคนบางส่วนเข้าสู่มาตรการร่วมจ่าย แต่ต้องนำไปสู่การ “ปรับระบบคัดกรอง” เพื่อให้เกิดการมองเห็น “ชีวิตจริง” ที่อยู่หลังฐานข้อมูลที่แท้จริง!!!

เพราะ ความยากจน ไม่ใช่เพียง…ตัวเลขในทะเบียน และคนจน ก็ไม่ได้พ้นจากความจนในวินาทีที่หน้าจอของรัฐ แสดงคำว่า…

ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติ!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password