ทุนจีน 7 หมื่นล. เดิมพัน ‘สมดุล’ ฐานผลิตไทย

(‘อนุทิน–เอกนิติ’ เปิด FastPass รับเทคโนโลยีใหม่ ท่ามกลางโจทย์รักษาทุนญี่ปุ่น – ยกระดับซัพพลายเชนไทย)

รัฐบาลประกาศผลสำเร็จการเยือนจีน ดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่เตรียมลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท วางไทยเป็นฐาน EV อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีรองรับ AI แต่เบื้องหลังตัวเลขคือบททดสอบใหญ่—ไทยจะใช้ทุนจีนยกระดับอุตสาหกรรม หรือกำลังเปลี่ยนจากฐานผลิตญี่ปุ่นไปสู่การพึ่งพาระบบนิเวศจีน

เจ็ดหมื่นล้าน—ชัยชนะระยะแรกของทีมไทยแลนด์ :

ข่าวนี้…จะจัดให้อยู่ในหมวด “เศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ” ดีหรือไม่? เพราะมันสัมพันธ์กันทั้ง 3 ส่วน กระนั้น ก็ต้องถือเป็น…ความสำเร็จอย่างมาก! จากการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ คณะ “ทีมไทยแลนด์” ที่เริ่มปรากฏให้เห็นเป็นรูปธรรม?

ล่าสุด เป็น “รัฐบาลอนุทิน” ที่ออกมาเปิดเผยว่า…บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน 4 แห่งมีแผนลงทุนในประเทศไทยรวมกว่า 70,000 ล้านบาทภายในปีนี้

อุตสาหกรรมที่อยู่ในกรอบการลงทุนครอบคลุม ไล่ตั้งแต่…ยานยนต์ไฟฟ้า อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสงสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ ไมโครชิปสำหรับการสื่อสารความเร็วสูง ไปจนถึง เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบ Internet of Things หรือ IoT

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เงินลงทุนดังกล่าวแบ่งเป็นการต่อยอดฐานลงทุนเดิมประมาณ 50,000 ล้านบาท และเงินลงทุนใหม่มากกว่า 20,000 ล้านบาท โดยรัฐบาลได้เปิดการเจรจาแบบตัวต่อตัวกับบริษัทจีน 4 แห่ง ได้แก่ Changan Automobile, Innolight Technology, Eoptolink Technology และ Xiaomi Corporation

ในจำนวนนี้ Changan เตรียมขยายกำลังผลิตรถยนต์ในประเทศไทยเป็น 200,000 คันต่อปี ขณะที่ Innolight และ Eoptolink ซึ่งเป็น ผู้ผลิตอุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสงสำหรับโครงข่ายความเร็วสูงและดาต้าเซ็นเตอร์ มีแผนขยายการผลิตในไทย ส่วน Xiaomi ยังอยู่ในกรอบการเจรจาดึงดูดให้ใช้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อัจฉริยะ

นับเป็น…ผลงานที่รัฐบาลสามารถนำกลับมาแสดงต่อสาธารณชน ได้ว่า…การเดินทางเยือนจีนไม่ได้มีเพียงพิธีการทางการทูต แต่มีผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจรองรับ โดยเฉพาะใน ช่วงที่ไทยต้องการเม็ดเงินลงทุนใหม่เพื่อชดเชยการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 70,000 ล้านบาท นั้น ยังมีสถานะเป็นเพียงแค่ “แผนและคำยืนยันการลงทุน” แต่ยังไม่ใช่เงินที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยครบถ้วนแล้ว

ความสำเร็จที่แท้จริง! จึงต้องติดตามต่อว่าแต่ละโครงการจะยื่นขอรับการส่งเสริม ลงนามสัญญา ซื้อที่ดิน ก่อสร้างโรงงาน และติดตั้งเครื่องจักรตามแผนมากน้อยเพียงใด?

จีนเลือกไทย—ไม่ใช่เพราะมิตรภาพเพียงอย่างเดียว :

การที่ บริษัทจีนเลือกประเทศไทยเป็นฐานผลิตไม่ได้เกิดจากความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศเพียงด้านเดียว แต่เป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์โลก

การแข่งขันระหว่าง…จีนกับสหรัฐอเมริกา ตลอดจน มาตรการควบคุมเทคโนโลยี กำแพงภาษี และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของประเทศตะวันตก กำลังผลักดันให้ บริษัทจีนต้องกระจายฐานการผลิตออกนอกประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาฐานการผลิตภายในจีนเพียงแห่งเดียว

ประเทศไทยจึงอยู่ใน กลุ่มเป้าหมายของยุทธศาสตร์ China+1 นั่นเพราะไทยมี…โครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่ง ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ระบบไฟฟ้า และฐานผู้ผลิตชิ้นส่วนเดิม โดยเฉพาะ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC

ความสัมพันธ์ที่ไทยสามารถรักษาไว้กับทั้งจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป ยังทำให้ไทยถูกมองว่า…เป็นพื้นที่กลางทางเศรษฐกิจ เหมาะสำหรับการผลิตเพื่อจำหน่ายในอาเซียนและส่งออกไปตลาดที่ 3

ในมุมของจีน ไทยจึงเป็นมากกว่าตลาดสินค้า แต่เป็นจุดกระจายความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทาน ส่วน ในมุมของไทย ทุนจีน คือ…โอกาสดึงอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้ามาแทนที่ฐานการผลิตเดิมที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากเทคโนโลยีใหม่

ผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่ายจึงมาบรรจบกัน! แต่ไม่ได้หมายความว่า…ไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุดโดยอัตโนมัติ

Thailand FastPass—เร็วได้ แต่ต้องไม่ลดมาตรฐาน :

กลไกสำคัญที่ “รัฐบาลอนุทิน” นำมาใช้คือ Thailand FastPass โดยให้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ทำหน้าที่เป็น “จุดบริการเบ็ดเสร็จ” คอยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเร่งรัดขั้นตอนการอนุมัติอนุญาต

แนวทางดังกล่าวตอบโจทย์ข้อร้องเรียนของนักลงทุนเรื่องความซ้ำซ้อนของระบบราชการ ความล่าช้า และการต้องติดต่อหลายหน่วยงาน ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงความโปร่งใสและการไม่มีปัญหาเรียกรับผลประโยชน์หรือ “ค่าน้ำร้อนน้ำชา”

หากดำเนินการได้จริง Thailand FastPass จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในช่วงที่เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซียต่างเร่งดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเช่นเดียวกัน

แต่ความรวดเร็ว ต้องไม่หมายถึง…การลดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การแข่งขัน ที่ดิน แรงงาน หรือการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุน และ ไม่ควรกลายเป็นการมอบสิทธิประโยชน์สูงสุดโดยไม่มีเงื่อนไขตอบแทนที่ชัดเจน

สิทธิ BOI เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การยกเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบ ตลอดจน สิทธิด้านที่ดินและการนำผู้เชี่ยวชาญต่างชาติเข้ามาทำงาน

เหล่านี้…ล้วนเป็นต้นทุนทางการคลังและทรัพยากรของประเทศทั้งสิ้น!!!

ภาครัฐจึงต้องตอบให้ได้ว่า…ทุกบาทของสิทธิประโยชน์ที่มอบให้จะสร้างการจ้างงานคนไทย เพิ่มคำสั่งซื้อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย หรือก่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนาในประเทศกลับคืนมาเท่าใด???

เทคโนโลยีสูง – ไม่ได้แปลว่าถ่ายทอดเทคโนโลยีสูง :

การเข้ามาของ Innolight และ Eoptolink มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นเพราะ…อุปกรณ์รับส่งสัญญาณทางแสงเป็นส่วนประกอบสำคัญของดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบคลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

หากไทยสามารถพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรมดังกล่าวได้จริง! ย่อมเป็นโอกาสขยับจากฐานประกอบอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไปไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และเชื่อมโยงกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค

แต่คำว่า…“อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง” ไม่ได้หมายความว่า…เทคโนโลยีขั้นสูงจะถูกถ่ายทอดให้ไทยโดยอัตโนมัติ!!??

บริษัทต่างชาติอาจนำกระบวนการผลิตบางส่วนมาตั้งในไทย ขณะที่งานออกแบบ สิทธิบัตร ซอฟต์แวร์ และการวิจัยหลักยังคงอยู่ที่บริษัทแม่

ความร่วมมือกับ…มหาวิทยาลัยไทยและแผนพัฒนาวิศวกร จึงต้องมีตัวชี้วัดมากกว่าการลงนามบันทึกความเข้าใจ เช่น จำนวนบุคลากรไทยที่ได้รับการฝึกอบรม จำนวนงานวิจัยที่ดำเนินการในประเทศไทย สัดส่วนวิศวกรไทยในตำแหน่งสำคัญ และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดจากการวิจัยร่วมกัน

หากไม่มีเงื่อนไขเหล่านี้ ไทยอาจได้โรงงานเทคโนโลยีสูง แต่ยังทำหน้าที่เพียงฐานประกอบที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ

เมื่อญี่ปุ่นไม่ได้เลือกไทยเป็นอันดับแรกโดยอัตโนมัติ :

ขณะที่ “รัฐบาลอนุทิน” กำลังฉลองความสำเร็จจากการดึงทุนจีน อีกด้านหนึ่งของฐานอุตสาหกรรมไทยกำลังส่งสัญญาณที่ต้องจับตา

Honda Motor เตรียมถ่ายโอนการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารุ่น UC3 สำหรับตลาดเวียดนาม จากโรงงานในไทยไปยังโรงงานเดิมของฮอนด้าในจังหวัดฟู้เถาะ โดยมีกำหนดเริ่มผลิตในเวียดนามเร็วที่สุดในเดือนกันยายน 2569

กรณีนี้ ยังไม่ควรสรุปว่า…ฮอนด้ากำลังถอนตัวจากไทย เพราะเป็นแผนผลิตใกล้ตลาดซึ่งบริษัทประกาศไว้ตั้งแต่ต้นปี และไม่ได้หมายถึงการปิดโรงงานรถจักรยานยนต์ทั้งหมดในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ว่า…แม้ไทยจะเป็นฐานของค่ายญี่ปุ่นมาหลายทศวรรษ แต่โครงการหรือผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีรุ่นใหม่ไม่ได้ถูกเลือกให้ลงในประเทศไทยโดยอัตโนมัติอีกต่อไป

เวียดนามมีทั้งตลาดรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ ฐานลูกค้าของฮอนด้า และนโยบายเร่งเปลี่ยนผ่านจากรถใช้น้ำมันไปสู่รถไฟฟ้า การผลิตใกล้ตลาดจึงช่วยลดต้นทุนการขนส่ง บริหารสินค้าได้รวดเร็ว และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลเวียดนามโดยตรง

สัญญาณที่ไทยต้องระวัง! จึงไม่ใช่…การที่ญี่ปุ่นจะย้ายโรงงานทั้งหมดออกไปในทันที แต่คือ…โรงงานเดิมอาจยังอยู่ ขณะที่เงินลงทุน ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีรุ่นต่อไปค่อย ๆ ถูกจัดสรรให้ประเทศอื่น

นักลงทุนเก่า อาจตั้งคำถามถึงกติกาใหม่ :

ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นลงทุนในประเทศไทยมาหลายสิบปี สร้างเครือข่ายผู้ผลิตเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ชิ้นส่วนยานยนต์ ศูนย์วิจัย ผู้จำหน่าย และแรงงานทักษะจำนวนมาก

แต่เมื่อ รัฐบาลไทย เร่งสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็น “จุดแข็ง” ของบริษัทจีน นั่นย่อมทำให้ นักลงทุนญี่ปุ่น ต้องประเมินว่ากติกาใหม่ให้ความสำคัญกับมูลค่าการลงทุนสะสมและซัพพลายเชนเดิมมากน้อยเพียงใด?

โดยเฉพาะใน ช่วงแรกที่มาตรการส่งเสริม EV เปิดทางให้บริษัทนำเข้ารถมาจำหน่ายโดยรับเงินอุดหนุน ก่อนชดเชยด้วยการผลิตในประเทศภายหลัง ทำให้รถไฟฟ้านำเข้าจากจีนสามารถทำตลาดด้วยราคาที่แข่งขันสูง ขณะที่ผู้ผลิตเดิมต้องแบกรับต้นทุนโรงงาน แรงงาน และเครือข่ายซัพพลายเออร์ในไทย

หาก นโยบายของรัฐให้น้ำหนักกับเทคโนโลยีเดียวมากเกินไป ผู้ผลิตรถไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถสันดาปประสิทธิภาพสูงอาจมองว่า…ตนกำลังแข่งขันอยู่บนสนามที่ไม่สมดุล???

สิ่งที่บริษัทญี่ปุ่นจะทำ อาจไม่ใช่การออกมาตอบโต้รัฐบาลโดยตรง แต่จะแสดงผ่านการชะลอแผนลงทุน รวมสายการผลิต ลดกำลังผลิต หรือเลือกนำโครงการใหม่ไปยังประเทศอื่น

อย่าเปลี่ยนจากพึ่งญี่ปุ่นไปเป็นพึ่งจีน :

ประเทศไทยเคยสร้างฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยทุนและเทคโนโลยีญี่ปุ่น จนได้รับการขนานนามว่า “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย” แต่ ข้อจำกัดสำคัญ คือ ไทยยังไม่มีแบรนด์รถยนต์รายใหญ่และเทคโนโลยีหลักเป็นของตนเอง

การเข้ามาของทุนจีนจึงเป็นทั้งโอกาสเพิ่มการแข่งขันและลดการผูกขาดของค่ายเดิม แต่หากรัฐไม่มีนโยบายกำกับที่ดี ไทยอาจเพียงเปลี่ยนจากการพึ่งพาระบบนิเวศญี่ปุ่นไปสู่การพึ่งพาระบบนิเวศจีน

ความเสี่ยงจะยิ่งสูงขึ้น! หาก โรงงานจีนยังนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และซัพพลายเออร์หลักจากจีน แล้วใช้ประเทศไทยเป็นจุดประกอบเพื่อส่งออกไปตลาดที่ 3

นอกจากมูลค่าเพิ่มในประเทศจะต่ำแล้ว ไทยยังอาจถูกสหรัฐฯ หรือยุโรปตรวจสอบเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า หากถูกมองว่าเป็นช่องทางเปลี่ยนเส้นทางการค้าหรือหลบเลี่ยงมาตรการที่ใช้กับสินค้าจีน

ดังนั้น รัฐบาลไทยจึงต้องวางหลัก “ความเป็นกลางทางการแข่งขัน” ให้สิทธิประโยชน์ตามคุณค่าที่โครงการสร้างให้ประเทศ ไม่ใช่ตามสัญชาติของผู้ลงทุน และไม่ควรเลือกผู้ชนะด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยีเพียงชนิดเดียว

โครงการที่ใช้ชิ้นส่วนไทยจำนวนมาก พัฒนาซัพพลายเออร์ไทย ลดการปล่อยคาร์บอน ตั้งศูนย์วิจัย และสร้างงานทักษะสูง ควรได้รับสิทธิมากกว่าโครงการที่นำเข้าชิ้นส่วนเกือบทั้งหมด แม้จะมีมูลค่าลงทุนที่ประกาศไว้สูงก็ตาม

หลังเสียงปรบมือ – ต้องวัดผลด้วยมูลค่าที่อยู่ในไทย :

การเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีไทยในครั้งนี้ ถือว่า…รัฐบาลได้คะแนนในสนามเศรษฐกิจ เพราะสามารถนำแผนลงทุนขนาดใหญ่กลับมาประกาศเป็นผลสำเร็จ และทำให้ไทยยังอยู่ในจอเรดาร์ของนักลงทุนเทคโนโลยีระดับโลก

แต่ตัวเลข 70,000 ล้านบาทไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุดของข่าว หากควรเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบในระยะต่อไป

รัฐบาลควรรายงานต่อสาธารณะ ว่า เงินลงทุนใหม่เกิดขึ้นจริงกี่บาท? แต่ละโครงการสร้างงานประจำกี่ตำแหน่ง มีวิศวกรไทยกี่คน? ใช้ชิ้นส่วนในประเทศกี่เปอร์เซ็นต์? และสร้างคำสั่งซื้อให้ SME ไทยคิดเป็นมูลค่าเท่าใด?

รวมทั้ง ยังต้องเปิดเผย ว่า…รัฐมอบสิทธิประโยชน์ทางภาษีและสิทธิอื่นแก่แต่ละโครงการมากน้อยเพียงใด? เพื่อให้สังคมประเมินได้ว่าผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับคุ้มกับต้นทุนที่รัฐยอมเสียไปหรือไม่?

เพราะการเป็น “ศูนย์กลางการผลิตเทคโนโลยีแห่งอนาคต” ไม่ได้เกิดจากการมีโรงงานต่างชาติจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการที่คนไทยและผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้ พัฒนา และขยับขึ้นไปเป็นเจ้าของมูลค่าในห่วงโซ่อุตสาหกรรมได้จริง

การเยือนจีนอาจนำเงินลงทุนก้อนใหม่กลับมาให้ประเทศไทย แต่บทพิสูจน์ของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่การเปิดประตูให้ทุนจีนเข้ามาเร็วเพียงใด?

หากแต่อยู่ที่…รัฐไทยสามารถทำให้ทุนใหม่อยู่ร่วมกับฐานอุตสาหกรรมเดิม สร้างมูลค่าให้ผู้ประกอบการไทย และไม่ผลักประเทศไทยจากการพึ่งพามหาอำนาจทางเศรษฐกิจหนึ่ง ไปสู่อีกมหาอำนาจหนึ่ง เท่านั้น!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password