ชักศึกเข้าบ้าน!

ดีเดย์! 24 มี.ค.2568 คือ นัดหมายที่ พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พุ่งเป้าไปที่ น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว ส่วนจะอภิปรายสักกี่วัน? และพาดพิงไปถึงใครบ้าง? ซึ่งแน่นอนว่า…นอกจาก นายกรัฐมนตรี กับหลายข้อกล่าวหาที่ยื่นเสนอต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้ว
นายทักษิณ ชินวัตร “พ่อของนายกฯแพทองธาร” คือ อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญที่จะถูกแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านจองกฐิน “ลากไส้” ในทางการเมือง
แต่การเลือก โฟกัสเฉพาะ น.ส.แพทองธาร ในฐานะ “หัวหน้ารัฐบาล” นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า…รัฐมนตรีคนอื่นๆ ทั้งในพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะ รัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคร่วมใจไทยสร้างชาติ จะ “นอนใจ” หรือ “อยู่ภูดูเสือกัดกัน” ได้
บางคนยังต้องทำหน้าที่ “องครักษ์พิทักษ์นายกฯ” ทั้งช่วย ชงข้อมูล ชี้แจง หรือ “เตะตัดขา” ผู้อภิปรายจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน
เรื่องนี้…นายกฯแพทองธาร บอกเอง จำเป็นต้องมี “องค์รักษฯ” เพราะหากชี้แจงเพียงลำพัง เกรงจะ “คอแห้ง”
จากประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายสิบปีที่ผ่านมา แทบไม่เคยมีหรือไม่เคยมีด้วยซ้ำ! ที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ด้วยข้อมูล “ลึกลับลวงพราง” กระทั่ง รัฐบาลต้องล้มกลางครัน!
ต่อให้มีหลักฐานจะๆ ข้อมูลจะลึกลับซับซ้อนสักเพียงใด? สุดท้าย…ความเป็น “เสียงข้างมากในสภาฯ” ฟากรัฐบาล ก็ถูลู่ถูกัง…ลากกันไปจนพ้นข้อกล่าวหาจากพรรคร่วมฝ่ายค้านจนได้
แต่ที่ รัฐบาลต้องล้มกลางครัน! นั่นเพราะ…ฝ่ายรัฐบาลขัดแย้งกันเอง จนแกนนำรัฐบาล โดยเฉพาะอำนาจในมือของนายกรัฐมนตรี ที่มีสิทธิเพียงคนเดียวจะประกาศ ลาออกหรือยุบสภาฯ กันไป
แม้ แกนหลักของพรรคร่วมรัฐบาล อย่าง…พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย ที่ผนึกแน่นอยู่กับ พรรครวมไทยสร้างชาติ จะมีปัญหาระหองระแหง ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ในแบบ “สงครามตัวแทน” ยันถึงเรื่องใหญ่ๆ ในลักษณะ “เปิดหน้าชก” ของบรรดาคนโตในพรรคฯ เช่น “ปมรับ-ไม่รับ” คดีฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษ ที่ บอร์ดพิเศษ ดีเอสไอ หวังจะกินรวบตามเกมที่กำหนดไว้?
ทว่า…เมื่อผลประโยชน์ในทางการเมืองลงตัว ทุกฝ่ายก็พร้อมจะถอยหลังกลับที่ตั้ง! ด้วยเหตุที่ทุกฝ่าย…ไม่ต้องการจะเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งครั้งใหม่ ที่ต้องใช้พลังคน พลังเงิน และเวลา จำนวนมาก
พักรบชั่วคราว แล้วหันมาเปิดศึกและรับมือกับ พรรคร่วมฝ่ายค้าน น่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสมและสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด!
การจะปรับ ครม. เพื่อเตะพรรคนั้นออก หรือเขี่ยรัฐมนตรีคนนี้พ้นไป คงทำได้ไม่ง่าย หากจะปรับ ครม. หลักๆ ก็คงมีเฉพาะแต่ในพรรคเพื่อไทย เท่านั้น
เรื่องการเมืองทั้งในและนอกสภาฯ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับ…การเมืองระหว่างประเทศ และไม่ใช่เคสท์ที่ นายโดนัลด์ ทรัปม์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะประกาศขึ้นกำแพงภาษีสินค้าส่งออกจากไทยหรือไม่? และเมื่อไหร่?
แต่เป็นปมที่ “รัฐบาลแพทองธาร” ส่งกลับ “48 ผู้ลี้ภัยฯ ชาวอุยกูร์” ไปให้ทางการจีนเสียมากกว่า ที่จะทำให้บรรยากาศในประเทศไทย ดูน่าขนลุก! ยิ่งประสานกับเรื่องที่มี นักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล ยกโขยงมาท่องเที่ยวและอยู่ประจำ ถึงขั้นสร้างศาสนสถานของชาวยิว ในพื้นที่ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน รวมถึงอีก 4-5 แห่งในไทย
ตรงนี้ต่างหากที่น่ากลัวสุด!
ครั้งหนึ่ง เมื่อปี 2558 ยุครัฐบาลลุงตู่ 1 (ทำรัฐประหารฯ) เคยเกิดเหตุ “ส่งกลับผู้ลี้ภัยฯ ชาวอุยกูร์” กันมาแล้ว ครั้งนั้น…ไม่เพียงชาวโลกจะมองไทยด้วยสายตาแปลกๆ เพราะไม่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน หากยังนำมาซึ่งการ “แอนตี้” ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจการค้าและการลงทุน รวมถึงทางการทูต ตามมา…
แต่ที่ร้ายกว่านั้น คือ การวางแผนก่อวินาศกรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณ ศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ การวางระเบิดครั้งนั้น ผู้เสียชีวิตมากกว่า 20 ราย รวมทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ รวมถึง เหตุการณ์บุกสถานทูตไทย ณ กรุงอังการา เมืองหลวงประเทศตุรกี ในปีเดียวกัน
มารอบนี้ ก็น่าเป็นห่วงว่า…มันจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเก่าหรือไม่? อย่างไร?
ทางการไทย โดยเฉพาะ ฝ่ายความมั่นคง เตรียมการรับมือเอาไว้แค่ไหน? อย่างไร? การข่าวเชิงลึก! ที่จำเป็นจะต้องประสานกับ ฝ่ายข่าวของรัฐบาลหลายๆ ชาติ ทั้งฝั่งตะวันตก และฟากของจีน เรื่องพรรค์นี้…ทำกันไปได้แค่ไหน? อย่างไร?
เรื่องการ ส่งกลับ “48 ผู้ลี้ภัยฯ ชาวอุยกูร์” เมื่อวานนี้ (27 ก.พ.2568) หลายฝ่ายประเมินว่า…จะสร้างผลเสียอย่างมาก ต่อคนไทยทั้งในและนอกประเทศ ที่อาจตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นเป้าทำลายล้างของผู้ก่อการร้ายได้
ที่สำคัญ การต่อรองเรื่องการค้ากับสหรัฐฯ จะทำได้ยากขึ้น รวมถึงภาพลักษณ์และบทบาทของไทย ในฐานะชาติสมาชิกกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จาก…เรื่องก่อการร้าย ลากโยงไปถึงเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และภาพลักษณ์ที่ติดลบในเวทีโลก นี่ยังไม่พูดถึง แนวคิดในการผลักดันเศรษฐกิจในปี 2568 ที่รัฐบาลเอง คาดหวังจะใช้ภาคการท่องเที่ยวเป็น “เรือธง” ดันจีดีพีปี 2568 ได้เติบโตจากปีก่อน ที่ระดับ 3.0-3.5%
เพราะหาก องค์กร ขบวนการ หรือกลุ่มคน แม้กระทั่ง คนไม่กี่คน ที่ไม่พอใจบทบาทรัฐบาลไทย ต่อกรณีส่งกลับ “48 ผู้ลี้ภัยฯ ชาวอุยกูร์” ไปให้ทางการจีน กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด เหมือนเมื่อปี 2558 แล้วล่ะก็…
ลองนึกภาพดู…บรรยากาศการท่องเที่ยวของไทยจะเป็นเช่นใด?
แค่คิดก็เสียวแล้ว!
สมแล้วที่ พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะตั้งหลายข้อกล่าวหาต่อ นายกฯแพทองธาร แต่ยังมีอีกข้อหาหนึ่ง ที่ยังไม่มีใครตั้งให้ แต่เชื่อว่า…อีกไม่ช้าก็คงจะมี นั่นคือ ข้อกล่าวหาที่ว่า…
“ชักศึกเข้าบ้าน!!!” นั่นเอง.