จ่าย ‘ใบสั่งยา’ ให้รัฐ?

(10 มาตรการ…เอกชน ‘ส่งตรง’ รัฐบาล – แก้ปวดชั่วคราว หรือ ‘จุดเริ่มต้น’ แผนผ่าตัดใหญ่เศรษฐกิจไทย!)
ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ภาคเอกชนได้ยื่น “ใบสั่งยา” 10 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาล หวังฟื้นกำลังซื้อ ลดต้นทุน และช่วยเหลือผู้ประกอบการ น่าสนใจว่า…มาตรการเหล่านี้ เป็นเพียง “ยาแก้ปวดชั่วคราว” หรือนี้…จะนำไปสู่ “การผ่าตัดใหญ่” แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
เศรษฐกิจไทยในปี 2569 กำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งเรื่อง…ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง หนี้ครัวเรือนที่เรื้อรัง และ กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนวิกฤตอย่างเต็มที่
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว หอการค้าไทยและภาคเอกชน นำโดย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ยื่นข้อเสนอ 10 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาล ภายหลังได้หารือกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ หน่วยงานเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อวานนี้ (10 มิ.ย.2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล
หวังใช้เป็น “คัมภีร์” หรือแนวทางแห่งความสำเร็จ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยมีทั้งมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ ลดต้นทุนพลังงาน ช่วยเหลือ SMEs แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ฟื้นฟูภาคเกษตร ส่งเสริมการท่องเที่ยว และปฏิรูประบบราชการ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึกกว่าตัว มาตรการทั้ง 10 ประเด็น นั้น สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ…ประเทศไทยกำลังรักษาอาการ หรือกำลังรักษาโรคของเศรษฐกิจไทย กันแน่???
เมื่อเอกชนกลายเป็นผู้เขียนใบสั่งยา :
ประเด็นที่ต้องมองให้ลึกที่สุด! ของข้อเสนอครั้งนี้ อาจไม่ใช่เพียงเนื้อหาของมาตรการ แต่คือ…บทบาทของภาคเอกชนที่กำลังส่งสัญญาณชัดเจน ว่า…ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่ต้องการการแก้ไขอย่างจริงจัง
ข้อเสนอทั้ง 10 ประการ สะท้อนภาพเดียวกันว่า…ผู้ประกอบการกำลังเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น! ขณะที่ กำลังซื้อของประชาชนยังไม่ฟื้นตัว ส่งผลให้ธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งเป็นฐานการจ้างงานสำคัญของประเทศ อยู่ในภาวะเปราะบาง
ในอีกมุมหนึ่ง การที่ภาคเอกชนต้องออกมาเสนอแนวทางฟื้นเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ มันยังสะท้อนภาพ อีกว่า…ภาคธุรกิจต้องการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ มากกว่าการเป็นเพียงผู้รอรับนโยบายจากภาครัฐ!!??
“คนละครึ่งพลัส” ยาแก้ปวดที่จำเป็น แต่ไม่เพียงพอ :
หนึ่งในข้อเสนอที่ได้รับความสนใจมากที่สุด! นั่นคือ…การต่อยอดโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อและกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจฐานราก
ไม่มีใครปฏิเสธว่า..มาตรการลักษณะนี้สามารถช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ในระยะสั้น ร้านค้ารายย่อยมีรายได้เพิ่มขึ้น และประชาชนมีแรงจูงใจในการจับจ่ายมากขึ้น แต่หากมองใน มิติของการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว แล้ว มาตรการดังกล่าว อาจเป็นเพียงแค่…
เครื่องมือบรรเทาอาการ ไม่ใช่การแก้ไขต้นเหตุของปัญหา!!!
นั่นเพราะเมื่อโครงการสิ้นสุดลง! กำลังซื้อก็อาจกลับมาอยู่ในระดับเดิม หากรายได้ประชาชนไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน และหากโครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มผลิตภาพได้มากกว่าเดิม
การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจึงเปรียบเสมือนยาแก้ปวดที่ช่วยให้คนไข้รู้สึกดีขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าโรคจะหายไป แต่อย่างใด???
โรคเรื้อรังของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ “โครงสร้าง” :
หากพิจารณาจากข้อเสนอทั้ง 10 มาตรการ จะพบว่า…หลายข้อไม่ได้พูดถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่กำลังชี้ไปยัง…ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน
ไม่ว่าจะเป็น…หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง การเข้าถึงแหล่งทุนของ SMEs ต้นทุนพลังงานที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน การขาดแคลนแรงงานคุณภาพ และ ระบบราชการที่ยังมีขั้นตอนซับซ้อน
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโจทย์ที่ถูกพูดถึงมาเป็นเวลาหลายรัฐบาล!!!
การลดค่าไฟ ลดราคาน้ำมัน หรือจัดหา Soft Loan อาจช่วยบรรเทาผลกระทบได้ในระยะหนึ่ง แต่หากยังไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างด้านพลังงาน การเงิน และกฎระเบียบทางธุรกิจ ปัญหาเดิมก็จะกลับมาอีกครั้ง
ดังนั้น สิ่งที่ภาคเอกชนกำลังเสนอในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียง…มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการ “ส่งสัญญาณ” เตือนถึงโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการรักษาอย่างจริงจัง!!??
K-Shaped Economy เมื่อคนบางกลุ่มฟื้น แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น :
อีกประเด็นที่ “ซ่อน” อยู่ในข้อเสนอของภาคเอกชน นั่นคือ…ภาพของเศรษฐกิจแบบ K-Shaped Recovery หรือการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม???
แม้ตัวเลขเศรษฐกิจบางภาคส่วนจะส่งสัญญาณดีขึ้น แต่ประชาชนจำนวนมากยังรู้สึกว่า…ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา กลับไม่ได้ดีขึ้นตามแต่อย่างใด?
ธุรกิจขนาดใหญ่บางกลุ่มยังสามารถเติบโตได้จากการส่งออกหรือการลงทุน ขณะที่ SMEs จำนวนมากยังเผชิญปัญหาสภาพคล่อง
ภาคท่องเที่ยวในเมืองหลักยังคงมีรายได้ แต่จังหวัดรองจำนวนไม่น้อยยังไม่สามารถดึงเม็ดเงินกลับเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างเต็มที่
เกษตรกรจำนวนมากยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงและราคาผลผลิตที่ผันผวน
สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้มาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการกระจายเม็ดเงินสู่ฐานรากกลายเป็นเรื่องจำเป็น แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สะท้อนว่า…
การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังไม่ครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ!!!
จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การปฏิรูประบบราชการ :
ในบรรดา ข้อเสนอทั้ง 10 ประการ ข้อที่อาจมีผลต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาวมากที่สุด อาจไม่ใช่เรื่องการแจกเงินหรือการลดต้นทุนพลังงาน แต่มันคือ…
การปฏิรูประบบราชการและการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ!!??
เพราะต่อให้รัฐบาล “ออก” มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จำนวนมากเพียงใด? แต่หากผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับกฎระเบียบที่ซับซ้อน การอนุมัติที่ล่าช้า และต้นทุนแฝงจากระบบราชการ การลงทุนใหม่ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก
“การฟื้น” กลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. รวมถึงการตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะด้าน จึงเป็น “สัญญาณ” ที่น่าสนใจว่า…รัฐบาลกำลังเปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายมากขึ้น
แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้นั้น ก็ต่อเมื่อ…ทุกฝ่ายสามารถแปลงข้อเสนอเหล่านี้ไปสู่การปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงการตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีกชุดหนึ่ง แต่เพียงเท่านั้น
ถึงเวลาผ่าตัดใหญ่หรือยัง? :
ข้อเสนอ 10 มาตรการจากภาคเอกชนเปรียบเสมือนใบสั่งยาที่สะท้อนอาการป่วยของเศรษฐกิจไทยได้อย่างครบถ้วน
บางมาตรการ อาจเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่จำเป็นในยามฉุกเฉิน!
บางมาตรการเป็นแนวทาง “ฟื้นฟู” ในระยะกลาง
ทว่า บางมาตรการ อาจเป็นการชี้ไปสู่…การผ่าตัดใหญ่ทางเศรษฐกิจที่ประเทศหลีกเลี่ยงไม่ได้???
โจทย์สำคัญในสถานการณ์นี้ จึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า…รัฐบาลจะรับข้อเสนอหรือไม่? อย่างไร? แต่มันน่าจะเขยิบไปอยู่ที่ในประเด็นที่ว่า…
รัฐบาลจะเลือกใช้โอกาสครั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือใช้เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง กันแน่!!??
เพราะท้ายที่สุดแล้ว การกระตุ้นกำลังซื้ออาจช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวในระยะสั้น!
แต่การสร้างความสามารถในการแข่งขัน การลดความเหลื่อมล้ำ และการยกระดับคุณภาพเศรษฐกิจของประเทศต่างหาก ที่จะเป็นคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว!!??
และนั่นคือ คำถามตัวโตๆ และสำคัญยิ่งกว่าตัวเลข GDP ที่ว่า…ประเทศไทยกำลังได้รับเพียงยาแก้ปวดชั่วคราว หรือกำลังเข้าสู่การผ่าตัดใหญ่เพื่อรักษาโรคเรื้อรังทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง! กันแน่!!??
อนึ่ง 10 ข้อเสนอของภาคเอกชน ประกอบด้วย 1. การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ 2.การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ 3. การช่วยเหลือ SMEs และเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ เร่งจัดหามาตรการสินเชือดอกเบี้ยต่ำ 4.การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการะหนี้สินของประชาชน 5. การปกป้องตลาดภายในประเทศและเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย
6. การส่งเสริมการส่งออกและการค้าระหว่างประเทศ 7.การฟื้นฟูภาคเกษตรและยกระดับรายได้เกษตรกร สร้างเสถียรภาพด้านราคาสินค้าเกษตรและลดความผันผวนของตลาด 8.การส่งเสริมการท่องเที่ยวและภาคบริการ ยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผ่านการกระตุ้นตลาดทั้งในและต่างประเทศ 9.การปฏิรูประบบราชการและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล และ 10.การช่วยเหลือพื้นที่ชายแดนและการพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค เร่งมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่แน่นอน.






