สงครามใหม่? ‘ไทย-กัมพูชา’

(จากแนวชายแดน สู่เวทีโลก : เมื่อ ‘ข้อมูลข่าวสาร’ กลายเป็นอาวุธ ‘ความจริง’ คือสมรภูมิใหม่ของรัฐชาติ)

เกือบ 1 ปีหลังเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลไทยอัดงบเฉียด 10 ล้านบาทหนุนกองทัพสู้ศึกข้อมูลข่าวสารบนเวทีโลก เพราะในศตวรรษที่ 21 ชัยชนะของรัฐชาติอาจไม่ได้วัดกันที่กำลังรบเพียงอย่างเดียว หากยังวัดกันที่ความสามารถในการทำให้ประชาคมโลกเชื่อในความจริงของตน

นับวันถอยหลังครบรอบ 1 ปี (24 กรกฎาคม 2568) เหตุปะทะรอบแรกระหว่างทหารไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ชายแดนจังหวัดสุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ภายหลัง ทหารกัมพูชา “เปิดฉาก” ยิงใส่ทหารไทยบริเวณปราสาทตาเมือน (อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์) ก่อนจะลุกลามไปยังพื้นที่ใกล้เคียง

กระทั่ง ทหารกัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 เข้าใส่พื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทย โดยเฉพาะ ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น (สาขาบ้านผือ ต.หนองหญ้าลาด) ในปั้มน้ำมัน ปตท พื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศีรสะเกษ

จนเกิดเพลิงไหม้เสียหายหนัก มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก!!!

และ หากย้อนมองสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา จะพบว่า…ความขัดแย้งได้พัฒนาไปไกลกว่า “การเผชิญหน้า” ของกำลังทหารตามแนวชายแดนเสียแล้ว

แม้ภาพที่ สังคมไทยมองเห็นจะเป็น…การตรึงกำลัง การลาดตระเวน การเคลื่อนไหวของกำลังพล หรือ การแสดงจุดยืนด้านอธิปไตยของทั้ง 2 ฝ่าย แต่เบื้องหลังนั้น กำลังเกิด “การแข่งขัน” อีกมิติหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ…

การแข่งขันเพื่อกำหนดการรับรู้ของประชาคมโลก!!!

ความเคลื่อนไหวล่าสุด! ของรัฐบาลไทย โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 9.8 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ข้อมูลข่าวสารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (JIC) จึงเป็น สัญญาณสำคัญ ที่สะท้อนว่า…

รัฐไทยกำลังให้ความสำคัญกับสงครามข้อมูลข่าวสาร ในฐานะ…หนึ่งใน “เครื่องมือ” ด้านความมั่นคงแห่งชาติ

งบประมาณดังกล่าว อาจไม่มากนักเมื่อเทียบกับงบประมาณด้านการทหาร หรือการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่มี…ความหมายในเชิงยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะงบประมาณส่วนนี้ จะถูกนำมาใช้ในการรวบรวมข้อมูล ชี้แจงข้อเท็จจริง สื่อสารต่อประชาชนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึง สนับสนุนการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนและหน่วยงานด้านการต่างประเทศ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง นี่ไม่ใช่งบประมาณสำหรับการสู้รบด้วยอาวุธ แต่เป็นงบประมาณสำหรับการต่อสู้เพื่อความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมบนเวทีนานาชาติ

ในช่วงเวลาเดียวกัน ฝ่ายกัมพูชาก็เดินเกมทางการทูตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสื่อสารต่อสังคมโลก การเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศ และการนำเสนอจุดยืนของตนต่อเวทีระหว่างประเทศ

เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างพยายามสื่อสารเรื่องราวของตนออกไปสู่สายตาประชาคมโลก จึงเกิดคำถามสำคัญว่า…สมรภูมิที่แท้จริงของความขัดแย้งครั้งนี้ จะยังคงอยู่บริเวณแนวชายแดน หรือได้ขยายออกไปสู่เวทีการเมืองระหว่างประเทศแล้ว!!??

ในอดีต! ความขัดแย้งระหว่างรัฐมักถูกตัดสินด้วยกำลังทางทหาร แต่ในโลกยุคดิจิทัล ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ข้อมูลข่าวสาร คำแถลงทางการทูต และกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ สามารถส่งผลต่อทัศนคติของประชาคมโลกได้อย่างรวดเร็ว

การสร้างความเข้าใจ ที่ว่า…ฝ่ายใดเป็นผู้รักษาสันติภาพ ฝ่ายใดเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ หรือฝ่ายใดเป็นผู้ยั่วยุ

ล้วนมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว!!!

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศทั่วโลก จึงให้ความสำคัญกับ “สงครามข้อมูลข่าวสาร” ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพทางทหาร

สำหรับ ไทยและกัมพูชา ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เนื่องจากข้อพิพาทไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะพื้นที่ชายแดนบนบก แต่ยังเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และประเด็นทางทะเลที่อาจเกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศในอนาคต

ยิ่งความขัดแย้งมี…มิติทางกฎหมายและการทูต มากเท่าใด? การต่อสู้เพื่อ “ช่วงชิงความชอบธรรม” ก็จะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์จะยังคงมีความเปราะบาง แต่หากพิจารณาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดสงครามเต็มรูปแบบระหว่างไทยและกัมพูชายังคงอยู่ในระดับต่ำ!

ทั้ง 2 ประเทศ ต่างเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังจะต้อง…พึ่งพาการค้า การลงทุน และความร่วมมือในภูมิภาค

ดังนั้น การเผชิญหน้าทางทหารขนาดใหญ่ ย่อมสร้างต้นทุนมหาศาลต่อทุกฝ่าย!!??

ยิ่งในยุคที่ “ราคาพลังงาน” ยังเป็น…ปัจจัยสำคัญของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น การรักษาปฏิบัติการทางทหารเป็นเวลานานย่อมต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งในด้านเชื้อเพลิง การส่งกำลังบำรุง และการสนับสนุนทางด้านลอจิสติกส์

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นมากกว่าในช่วง 6-12 เดือนข้างหน้า จึงอาจไม่ใช่สงครามขนาดใหญ่ หากแต่เป็นการแข่งขันทางการทูต สงครามข้อมูลข่าวสาร และการแสดงกำลังเชิงสัญลักษณ์ของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ยังต้องเฝ้าระวัง! นั่นคือ…เหตุปะทะเฉพาะจุดตามแนวชายแดน ซึ่งอาจเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน การเผชิญหน้าของกำลังในพื้นที่ หรือแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ

เหตุการณ์ลักษณะดังกล่าว แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็อาจกลายเป็น “ชนวน” ที่จะสร้างความตึงเครียดทางการเมืองและการทูตได้อย่างรวดเร็ว!!!

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการผ่านศูนย์ JIC จึงอาจมีความหมายมากกว่าการชี้แจงข่าวสารรายวัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อม เพื่อรักษา “จุดยืน” ของประเทศในสมรภูมิแห่งการรับรู้ที่กำลังขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ท้ายที่สุดแล้ว ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้ถูกตัดสินด้วยจำนวนรถถัง ปืนใหญ่ หรือกำลังพลเพียงอย่างเดียว

หากแต่อาจ…ถูกตัดสินด้วยความสามารถของแต่ละฝ่าย ในการ สื่อสารข้อเท็จจริง สร้างความเชื่อมั่น และรักษาความชอบธรรมต่อสายตาของประชาคมโลก

นั่นเพราะ…เมื่อข้อมูลข่าวสารกลายเป็นอาวุธ และความจริงกลายเป็น “สมรภูมิใหม่” ของรัฐชาติ สงครามที่สำคัญที่สุด! อาจไม่ได้เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

หากแต่กำลังเกิดขึ้น บน “เวทีโลก” ที่คนทั้งโลกกำลังจับตามองอยู่ในขณะนี้ ก็อาจเป็นได้!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password