โลกร่วมทุน! พลังพัฒนาแท้จริง?

(‘แลนด์บริดจ์’ จะเกิดได้จริง! รัฐไทยต้อง ‘เลิกคิด’ แบบสร้างเอง แล้วเปิดให้โลก…มาร่วมเป็นเจ้าของ)

โครงการระดับล้านล้าน “แลนด์บริดจ์” กำลังถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า? ปัญหาใหญ่อาจไม่ใช่เรื่องเงินไม่พอ แต่อยู่ที่ “วิธีคิด” ของรัฐไทย หากยังคง “ยึดติด” การลงทุนแบบเดิม ในวันที่…โลกเปลี่ยนไป ไทยก็อาจต้องเปลี่ยนบทบาท จาก “ผู้สร้าง” สู่การเป็น “เจ้าภาพของการลงทุนโลก?”
ในห้วง 2-3 วันนี้ กระแสข่าวโปรเจ็กต์ “แลนด์บริดจ์” กลับมาเป็นอีกหัวข้อข่าวที่คนไทยได้รับฟัง คู่ขนานไปกับข่าว…โครงการไทยช่วยไทยพลัส
มีทั้ง ฝ่ายเชียร์ให้รัฐบาลไทยเดินหน้าต่อ ถึงขั้นมี ตัวแทนจากสิงคโปร์ ที่เคยได้ประโยชน์จากการเดินทางผ่าน ช่องแคบมะละกา ยังแสดงความจำนง…สนับสนุนแนวคิดที่รัฐบาลไทยจัดสร้างโครงการ “แลนด์บริดจ์”
เห็นได้จากข่าวเมื่อวานนี้ (27 เมษายน 2569) หลังจาก…นายชาง ชุน ชิง รมต.ประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรมว.กลาโหม สิงคโปร์ เดินทางเข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ถึงทำเนียบรัฐบาล
หารือถึงความร่วมมือในการพัฒนาด้านความมั่นคงทางทหาร การพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และทางทะเล รวมถึงความมั่นคงทางพลังงาน
ตั้งเป้า…ร่วมกัน “ผลักดัน” สร้างความพอเพียงในภูมิภาค!!!
นอกจากนี้ “รัฐบาลสิงคโปร์” ยังให้ความสำคัญกับโครงการ “แลนด์บริดจ์” ของไทย เพราะจะเป็น “โอกาส” ทางเศรษฐกิจของไทยและนักลงทุนจากต่างชาติ
หากสามารถผลักดันให้เกิดขึ้นจริง! และต้องไม่ใช่แค่….การสร้างท่าเรือ แต่ต้องรวมถึง…การพัฒนาอุตสาหกรรมพื้นที่ทางไกลด้วย
มีหนุนก็มีแรงต้าน! ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ก็ “ดาหน้า” ออกมาคัดค้านทุกรูปแบบ ยกเหตุผลอันเป็น “ผลเสีย” ของโครงการฯ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น…ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหากระทบวิถีชีวิตของชาวชุมชนในพื้นที่โครงการฯ สารพัด…
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอร่วมวงวิเคราะห์โอกาสและความเป็นไปได้ของ โครงการ “แลนด์บริดจ์”
ในทุกยุคสมัยของการพัฒนา โครงการระดับ “เมกะโปรเจกต์” มักจะถูกวัดกันด้วยตัวเลข…งบประมาณ ผลตอบแทน และความคุ้มค่า??? แต่สำหรับ “แลนด์บริดจ์” สิ่งที่กำลังถูกทดสอบ อาจไม่ใช่แค่…ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
หากแต่เป็น “วิธีคิด” ของรัฐไทย เอง!!??
ประเด็นสำคัญ ไม่ใช่ว่า…ประเทศไทยมีเงินพอจะสร้างหรือไม่? แต่คือ…เรายังจะคิดแบบ “รัฐต้องสร้างทุกอย่างเอง” อยู่หรือเปล่า???
เพราะในโลกปัจจุบัน โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินของรัฐเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป??? แต่มันคือ…ผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงทุนระดับโลก ผลประโยชน์ข้ามพรมแดน และการออกแบบให้ทุกฝ่าย “มีส่วนได้เสียร่วมกัน”
“แลนด์บริดจ์” จึงอาจไม่ใช่แค่…ถนน รถไฟ หรือท่าเรือ แต่มันคือ “ข้อเสนอ” ที่ไทยยื่นให้โลกว่า…เราจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของการค้าและโลจิสติกส์ได้หรือไม่? อย่างไร?
ปัญหาคือ…ข้อเสนอนี้ ยังถูกบรรจุอยู่ในกรอบคิดแบบเดิมๆ โดยที่ ภาครัฐลงทุน เอกชนร่วมบางส่วน แล้วรัฐเป็นผู้กำหนดทิศทาง แล้วให้นักลงทุนเดินตามกันมา…
เมื่อเงินไม่พอ! ก็เกิดคำถามเรื่องหนี้ เรื่องงบประมาณ และเรื่องความคุ้มค่า
วงจรนี้ไม่เคยเปลี่ยน!!??
และนั่น…อาจเป็นเหตุผลที่โครงการขนาดใหญ่ในไทยจำนวนไม่น้อย กลายเป็นเพียง “แผนบนกระดาษ” หรือ “โครงการที่ใช้เวลานานกว่าจะเกิดจริง”
ในกรณีของ “แลนด์บริดจ์” ความเสี่ยงก็จะยิ่งชัดเจนมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว!!!
หนึ่ง…โครงการมีมูลค่าสูงระดับล้านล้านบาท
สอง…มีความไม่แน่นอนด้านอุปสงค์ ว่า…จะมีผู้ใช้บริการจริงมากน้อยแค่ไหน? เพียงใด?
สาม…มีแรงต้านด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ที่อาจกลายเป็นแรงเสียดทานสำคัญ
และ สี่...ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะ “แบกรับความเสี่ยงทั้งหมดเพียงลำพัง”
ถ้ายังคิดแบบเดิมๆ คำตอบอาจจบลงง่าย ๆ ที่ว่า “ไม่คุ้ม!” แต่หาก รัฐไทย…เปลี่ยนวิธีคิดใหม่? คำถามจะเปลี่ยนทันที! จาก…
“เราควรลงทุนไหม?” เป็น “เราจะออกแบบให้ใครมาร่วมลงทุนกับเราได้บ้าง?”
นี่คือ…“จุดเปลี่ยนสำคัญ” โคตรๆ ของไทย!!!
แทนที่รัฐจะพยายามเป็น “ผู้สร้าง” หันมาปรับเปลี่ยนบทบาทตัวเองเสียใหม่ ให้กลายเป็น “ผู้ออกแบบเวที” เสียเอง???
รัฐไทย ภายใต้การนำของ นายกฯอนุทิน และมี “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” คอยดูแลภาพใหญ่ด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง…นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง อาจต้องสร้างเวทีที่เปิดให้ “ทุนจากทั่วโลก” ได้เข้ามามีส่วนร่วม และไม่ใช่แค่…ในฐานะ “ผู้รับจ้าง” หรือ “ผู้ลงทุนรายย่อย”
แต่ต้องทำให้พวกเขา ยกระดับกลายเป็น “เจ้าของร่วม” ให้ได้!!!
อันที่จริง! แนวคิดนี้…ไม่ใช่ “เรื่องใหม่” ในระดับโลก แต่มันก็ถือว่ามัน…“ใหม่มาก” สำหรับประเทศไทย
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอชวนคนไทย…ลองจินตนาการร่วมกัน ว่า…แลนด์บริดจ์ไม่ได้เป็นเพียงโครงการเดียว แต่ถูกแยกออกเป็นหลาย “สินทรัพย์” ที่ลงทุนได้ ไม่ว่าจะเป็น…
ท่าเรือ ระบบราง คลังพลังงาน เขตอุตสาหกรรม เมืองใหม่ และระบบโลจิสติกส์ดิจิทัล
แต่ละส่วน…สามารถกลายเป็น “กองทุน” ที่เปิดให้ “นักลงทุน” จากหลากหลายภูมิภาค เข้ามาถือหุ้น…
กองทุนท่าเรือ กองทุนพลังงาน กองทุนโลจิสติกส์ กองทุนอุตสาหกรรมภาคใต้
ในโครงสร้างแบบนี้ รัฐไทยยังคงเป็นเจ้าของแผ่นดิน โดยไม่ต้องทน “แบกรับ” ภาระด้านเงินลงทุนทั้งหมด เหมือนที่คนส่วนใหญ่กำลังวิตกจริต!!??
และที่สำคัญ…แนวคิดนี้ ทำให้รัฐบาลไม่ต้องอยู่เพียงลำพัง เพราะเมื่อมี ทุนจาก…สหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย และภูมิภาคอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการเดียวกัน
แลนด์บริดจ์…ก็จะไม่ใช่แค่โครงการของไทยอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น “สินทรัพย์ร่วมของโลกทั้งใบ!!!”
และเมื่อ คนทั่วโลก ต่าง “เทเงินทุน” เข้าร่วมอยู่ในโครงการเดียวกัน มันย่อมทำให้ แรงจูงใจ…เปลี่ยนไปในทันที!!!
จากที่เคยตั้งคำถาม? ก็จะกลายเป็นการช่วยผลักดัน และจากที่เคยเฝ้าจับตามองแบบไม่กระพริบตา ก็จะกลายเป็นการปกป้องผลประโยชน์ร่วม
นี่คือ…พลังของการออกแบบโครงสร้างการลงทุนที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ก็ใช่ว่า…แนวคิดนี้จะไร้ความเสี่ยงเสียทีเดียว!!??
การเปิดให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในโครงสร้างพื้นฐาน ย่อมอาจกระทบต่อประเด็นความมั่นคงของชาติ???
ท่าเรือ…ไม่ใช่แค่พื้นที่เศรษฐกิจ แต่มันคือ “จุดยุทธศาสตร์” และ พลังงานไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่คือ…เส้นเลือดใหญ่ของประเทศ
ดังนั้น การออกแบบแผนการลงทุนจคงต้องชัดเจน!!! รัฐต้องถือ “อำนาจควบคุม” ในส่วนที่สำคัญ อาจผ่าน “กลไกหุ้นพิเศษ” หรือการกำหนด “สัดส่วนการถือครอง”
ขณะเดียวกัน รัฐไทยก็จะต้องเร่งสร้าง “สมดุล” ระหว่าง…ผลประโยชน์กับอธิปไตย!!!
อีกด้านหนึ่ง ความขัดแย้งของ “ชาติมหาอำนาจ” ก็เป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลกในวันนี้…ไม่ได้เป็นโลกของความร่วมมือเพียงอย่างเดียว แต่มันเต็มไปด้วยการแข่งขันมากมาย???
การเปิดให้หลายภูมิภาคเข้ามาร่วมลงทุน อาจสร้าง “โอกาส” แต่ก็อาจสร้าง “แรงตึงเครียด” ได้เช่นกัน
คำถามจึงไม่ใช่แค่ “เปิดหรือไม่เปิด?” แต่คือ…รัฐไทยจะออกแบบกันอย่างไร เพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ???
เหนือสิ่งอื่นใด? สิ่งที่สำคัญที่สุด! ก็จะยังคงเป็น “ความเชื่อมั่น!” เพราะไม่ว่า…รูปแบบการลงทุนจะดีเพียงใด? แต่หาก…กฎหมายไม่นิ่ง นโยบายเปลี่ยนตามรัฐบาล หรือ กระบวนการด้านสิ่งแวดล้อมไม่โปร่งใส
นักลงทุนก็อาจจะไม่มา? นั่นเพราะ…ความเชื่อมั่นไม่สามารถสร้างด้วยคำพูด แต่ต้องสร้างด้วยระบบ
และนั่น…อาจเป็นโจทย์ที่ยากที่สุด! ของประเทศไทย
สุดท้ายแล้ว โครงการ “แลนด์บริดจ์” จะเกิดขึ้นได้หรือไม่? อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวโครงการเอง แต่ขึ้นอยู่กับ ว่า… ประเทศไทยพร้อมจะเปลี่ยนวิธีคิดหรือยัง???
จากรัฐที่พยายาม “สร้างทุกอย่างเอง” ไปสู่…รัฐที่ “เปิดพื้นที่” ให้โลกได้เข้ามามีส่วนร่วม
จากการมองโครงการเป็น “ภาระ” ไปสู่การมองเป็นโอกาสในการเชื่อมโยงทุนระดับโลก
และ จากการ “ยึดติด” กับอำนาจ ไปสู่การออกแบบผลประโยชน์ร่วมกัน
เพราะใน โลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน! การยืนอยู่คนเดียว อาจไม่ใช่ความเข้มแข็งอีกต่อไป แต่การทำให้…คนทั้งโลก “อยากยืนอยู่ข้างเรา” ต่างหาก คือ…พลังที่แท้จริงของการพัฒนา!!??
และบางที…นั่นอาจกลายเป็น “คำตอบสุดท้าย?” ของ “แลนด์บริดจ์” โครงการที่ไม่เคยอยู่ในตัวเลขงบประมาณของรัฐไทย มาเลย…ตั้งแต่แรก!!!.






