นโยบายเจาะกลุ่ม…รัฐได้แต้ม หรือคนไทยมีทางรอด?

ต่อเนื่องจากผลสำรวจ “นิด้าโพล” ที่ชี้ชัด! ประชาชนตอบรับมาตรการค่าครองชีพของรัฐในภาพรวม แต่เสียงสะท้อนอีกด้าน ระบุว่า “กลุ่มเปราะบาง” ได้รับความช่วยเหลือไม่เพียงพอ? ท่ามกลางคำถามสำคัญมากมาย! นี่คือ…การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หรือยุทธศาสตร์ “สะสมแต้ม” ทางการเมืองแค่นั้น???
กระแสข่าวการเมืองยามนี้ สะท้อนภาพนโยบายเศรษฐกิจของ “รัฐบาลอนุทิน” ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง โดยเฉพาะภายใต้ “แรงกดดัน” จากค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง โฟกัส นโยบาย “ช่วยเหลือแบบเจาะกลุ่ม” (targeted policy) แทนการแจกจ่ายแบบถ้วนหน้า
สิ่งนี้…ได้กลายเป็นทั้ง “เครื่องมือทางเศรษฐกิจ” และ “กลไกทางการเมือง” ในเวลาเดียวกัน!
ผลสำรวจก่อนหน้านี้ของ “นิด้าโพล” หัวข้อ “พอหรือเปล่า มาตรการช่วยค่าครองชีพ” สะท้อนว่า…ประชาชนจำนวนไม่น้อยเห็นว่ามาตรการของรัฐ “เหมาะสม” โดยเฉพาะใน กลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ภาคเกษตรกรรมและภาคขนส่ง
ไม่ว่าจะเป็น…โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือการอุดหนุนต้นทุนพลังงาน
สิ่งเหล่านี้ ทำให้…ต้นทุนการผลิตและการดำรงชีพ “ลดลง” อย่างเป็นรูปธรรม!!!
ในมุมของรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำชัดว่า…รัฐ “ติดตามทุกความคิดเห็นของประชาชน” และยังมองว่า…การตอบรับเชิงบวกจากโพลเป็นสัญญาณว่ามาตรการช่วยค่าครองชีพสามารถ “บรรเทาความเดือดร้อนได้จริง” โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่อภาคเกษตรและการอุดหนุนพลังงาน
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังเตรียมต่อยอดมาตรการ เช่น การปรับโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได การช่วยเหลือผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย รวมถึงการผลักดันโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะถัดไป
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองปรากฏการณ์ดังกล่าว ที่ชี้ให้เห็นว่า…รัฐบาลกำลังขยับจาก “ประชานิยมแบบกว้าง” ไปสู่ “ประชานิยมแบบแม่นยำ” โดยเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด! ในกลุ่มที่จำเป็นจริง
แนวทางนี้ มี “ข้อดีชัดเจน” ในเชิงเศรษฐศาสตร์ เพราะสามารถจะ “ลด” การรั่วไหลของงบประมาณ และทำให้เงินภาครัฐถูกใช้ในจุดที่สร้างผลกระทบสูงสุด
ด้าน รศ. ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมืองอิสระ ให้ความเห็นสอดคล้องในเชิงวิเคราะห์โดยย้ำว่า…ผลนิด้าโพลสะท้อนว่ารัฐบาล “มาถูกทาง” โดยเฉพาะ การออกแบบนโยบายที่ “ตรงเป้าและแม่นยำ” ต่อกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบจริง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ และทำให้ประชาชนเข้าใจข้อจำกัดของรัฐมากขึ้นในบริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน
อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปในรายละเอียดของโพล จะพบอีกด้านหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ นั่นคือ…ความรู้สึกของ “กลุ่มเปราะบาง” โดยเฉพาะ ผู้มีรายได้น้อย ซึ่งยังมองว่า…การเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงเล็กน้อยนั้น “ไม่เพียงพอ” ต่อค่าครองชีพจริงในชีวิตประจำวัน
เสียงสะท้อนนี้เป็นสัญญาณเตือน! ว่า…ความสำเร็จเชิงนโยบายอาจยังไม่เท่ากับความพึงพอใจเชิงชีวิต
ในประเด็นนี้ รศ. ดร.ธนพร ชี้ว่า…รัฐบาลจำเป็นต้อง “เติมน้ำหนักนโยบาย” ให้กับกลุ่มรายได้น้อยมากขึ้น เพราะยังมีประชาชนจำนวนมากรู้สึกว่าการช่วยเหลือไม่เพียงพอ และควรเตรียมงบประมาณรองรับความไม่แน่นอน
โดยอาจต้องใช้ “เครื่องมือทางการคลัง” เพิ่มเติม? หากสถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน!!!
ในเชิงการเมือง นโยบายแบบเจาะกลุ่ม มีนัยสำคัญมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะมันทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือสร้างความชอบธรรม” ให้กับรัฐบาล
การที่ประชาชนบางกลุ่ม? รู้สึกว่า…ตนได้รับการช่วยเหลืออย่างตรงจุด ย่อมทำให้เกิดความเชื่อมั่นต่อทิศทางการบริหารประเทศ และลดแรงเสียดทานทางการเมืองในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน นโยบายลักษณะนี้ ยังเปิดโอกาสให้ “รัฐบาลอนุทิน” สามารถ “บริหารฐานเสียง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นั่นเพราะ…กลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ประกอบอาชีพขนส่ง หรือผู้ใช้ไฟฟ้าระดับครัวเรือน ล้วนเป็นกลุ่มทางสังคมที่มีน้ำหนักทางการเมืองค่อนข้างสูง
ดังนั้น การออกแบบนโยบายที่ตอบโจทย์กลุ่มเหล่านี้ จึงไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชน
อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้…ก็มีความเสี่ยงเช่นกัน??? นั่นเพราะ…การ “เลือกช่วยบางกลุ่ม” ย่อมหมายถึงการ “ไม่ได้ช่วยบางกลุ่ม” ด้วยเช่นกัน
หากกลุ่มที่รู้สึกว่า…พวกเขาไม่ได้รับการดูแลมีจำนวนมากขึ้น ความไม่พอใจนี้ ก็อาจสะสมและแปรเปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางการเมืองในอนาคต ได้เช่นกัน!!??
ยิ่งไปกว่านั้น รศ.ดร.ธนพร ยังเสนอด้วยว่า…รัฐบาลต้องมองไกลไปถึงการ “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” และโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่เช่นนั้น…มาตรการช่วยเหลือในปัจจุบัน จะเป็นเพียงการบรรเทาอาการ มากกว่าการรักษาโรค!!!
ประเด็นสำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ว่า…นโยบายเหล่านี้ “ดีหรือไม่?” แต่คือ “มันดีพอแล้วหรือยัง?” และ “จะพัฒนาไปสู่ระดับที่ยั่งยืนได้อย่างไร?”
เพราะในท้ายที่สุดนั้น ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงการช่วยเหลือชั่วคราว แต่ต้องการ “ระบบ” ที่ทำให้พวกเขาสามารถดำรงชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการฉุกเฉินซ้ำแล้วซ้ำเล่า???
หากรัฐบาลสามารถ “ต่อยอด” จากนโยบายเจาะกลุ่ม ไปสู่…การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ การเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตร และการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับแรงงาน ได้จริง แล้วล่ะก็…
นโยบายในวันนี้…ก็อาจกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญก็เป็นไปได้!!!
แต่หากยังคง “หยุด!” อยู่ที่การ “อุดรอยรั่ว” โดยไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ?
นโยบายเหล่านี้ ก็อาจเป็นเพียง “เครื่องมือทางการเมือง” ที่ช่วย “ซื้อเวลา” ให้รัฐบาล มากกว่า…จะเป็นทางออกที่แท้จริงของประชาชน
ในบริบทนี้ นโยบายช่วยค่าครองชีพแบบเจาะกลุ่ม จึงอาจเป็น “ดาบสองคม” ที่ ด้านหนึ่ง คือ…ประสิทธิภาพและความแม่นยำในการใช้งบประมาณ
แต่อีกด้าน คือ…คำถามเรื่องความเป็นธรรมและความยั่งยืน ซึ่งจะเป็น “ตัวชี้วัด” ที่สำคัญว่า…รัฐบาลกำลัง “แก้ปัญหา” หรือแค่เพียงหวังจะ “บริหารสถานการณ์” เท่านั้น!!!.






