Pride & Power

(สิทธิทางเพศก้าวหน้า แต่ความเสมอภาคทางการเมืองยังเป็น ‘โจทย์ใหญ่’ ของสังคมไทย?)

เมื่อทยเดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพ WorldPride 2030 “นายกฯ อนุทิน” นำประกาศจุดยืนหนุนเความหลากหลายทางเพศและความเสมอภาคในสังคม แต่อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลและภูมิใจไทยยังคงเผชิญข้อถกเถียงเรื่องความเป็นธรรมทางการเมือง คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า…ไทยเปิดกว้างต่อความแตกต่างมากเพียงใด?  หากแต่อยู่ที่ “หลักความเสมอภาค” เดินทางไปถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองแล้วหรือยัง? จะทำตอนกี่โมง?

ภาพของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย รับเข็มกลัด Road to Bangkok WorldPride 2030 ท่ามกลางบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลอง Pride Month สะท้อนให้เห็นถึง…อีกความก้าวสำคัญของประเทศไทยบนเวทีโลก

ไทย…ประเทศที่ได้รับการยอมรับมากขึ้น! ในฐานะ “สังคมที่เปิดกว้าง” ต่อความหลากหลายทางเพศ ที่พร้อม เดินหน้าสู่การเป็นเจ้าภาพงานระดับโลกอย่าง WorldPride 2030

ในมิติหนึ่ง นี่คือ…พัฒนาการที่น่ายินดี

ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านการยอมรับความหลากหลายทางเพศมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็น…การเปิดพื้นที่ทางสังคมให้กับกลุ่ม LGBTQ+ การผลักดันกฎหมายสมรสเท่าเทียม หรือ การสร้างภาพลักษณ์ประเทศที่โอบรับความแตกต่างหลากหลาย

จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Soft Power ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ “ธงสีรุ้ง” กำลังโบกสะบัดเหนือเวทีแห่งความเท่าเทียม! อีกด้านหนึ่งของสังคมไทย กลับยังเต็มไปด้วยคำถามมากมาย เกี่ยวกับ “ความเสมอภาคทางการเมือง???”

ตลอดช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมบางส่วน ได้ตั้งข้อสังเกตต่อปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ตั้งแต่ประเด็น…

การขยายอิทธิพลทางการเมืองในระดับท้องถิ่น

การครอบครองฐานอำนาจในหลายจังหวัด

ไปจนถึง ข้อครหาเรื่อง การใช้อำนาจรัฐและกลไกภาครัฐเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการเมือง

แม้ข้อกล่าวหาเหล่านี้ จะยังเป็นประเด็นที่มีทั้ง…ผู้เห็นด้วยและผู้โต้แย้ง ก็ตามที!

แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ…สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อความหมายของคำว่า…“ความเท่าเทียม” ในอีกมิติหนึ่ง

หากสิทธิทางเพศ หมายถึง…การที่ทุกคนได้รับ “การยอมรับ” ในตัวตนโดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

ดังนั้น ความเสมอภาคทางการเมือง ก็ควรหมายถึง…การที่ทุกคนและทุกพรรคการเมือง สามารถ “แข่งขัน” ภายใต้กติกาเดียวกัน โดยปราศจากความได้เปรียบเสียเปรียบจากอำนาจรัฐ หรือเครือข่ายอิทธิพลทางการเมือง???

คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…ประเทศไทยควรสนับสนุนความหลากหลายทางเพศหรือไม่? เพราะคำตอบนั้นปรากฏชัดเจนมากขึ้นทุกวันว่า…ควรสนับสนุน

แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ…เมื่อเรากำลังเรียกร้องความเสมอภาค ในเรื่องอัตลักษณ์และตัวตน เราพร้อมหรือยัง? ที่จะเรียกร้องความเสมอภาค ในเรื่องของ…

อำนาจ โอกาส และการแข่งขันทางการเมืองด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ในทางรัฐศาสตร์ สิทธิทางเพศและสิทธิทางการเมือง อาจเป็นคนละเรื่อง แต่ทั้ง 2 เรื่อง ต่างมี “รากฐาน” เดียวกัน นั่นคือ…

หลักการว่ามนุษย์ทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม!!!

การยอมรับความหลากหลายทางเพศ จึงเป็นเพียง “ครึ่งหนึ่ง” ของสมการประชาธิปไตย อีกครึ่งหนึ่ง ก็คือ…การสร้างระบบการเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

ความสำเร็จของ WorldPride 2030 อาจช่วย “ยกระดับ” ภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะ…สังคมที่เปิดกว้างและเคารพความแตกต่าง

แต่ความน่าเชื่อถือของ…ประชาธิปไตยไทยในระยะยาว ยังคงขึ้นอยู่กับคำตอบของคำถาม ที่ว่าด้วยเรื่อง…ความเสมอภาคทางการเมือง!!??

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเท่าเทียม…ไม่ได้หมายถึงเพียงการยอมรับ ว่า…แต่ละคน “มีสิทธิ” เป็นตัวของตัวเอง เท่านั้น

หากยังหมายถึงการยอมรับว่า…ทุกคนควรมีโอกาสในการเข้าถึง…อำนาจ ทรัพยากร และการแข่งขันทางการเมืองภายใต้กติกาเดียวกัน!!!

หาก Pride คือ…ความภาคภูมิใจในตัวตน Power ก็ควรเป็นอำนาจที่อยู่ภายใต้หลัก “ความเสมอภาค” สำหรับทุกคน

และนั่น อาจเป็น “ความหมาย” ที่สมบูรณ์ที่สุด! ของคำว่า “ความเท่าเทียม” ในสังคมไทย ณ เวลานี้และวันข้างหน้า!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password