9.31 ล.คน หายไปไหน?

(แกะรอยสวัสดิการ 2 ชั้น จาก…บัตรคนจน ถึง…ไทยช่วยไทยพลัส!)

 ผลคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ทำให้ผู้ลงทะเบียนเกือบครึ่ง “9.31 ล้านคน” ไม่ผ่านคุณสมบัติ ขณะที่รัฐบาลเตรียมหาช่องทางรองรับผู้ถือบัตรเดิมบางส่วนผ่าน “ไทยช่วยไทยพลัส” ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงการคัดคนจนให้แม่นยำขึ้น แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสวัสดิการ 2 ชั้น ระหว่าง…ผู้ได้รับสิทธิถาวร กับ ผู้ต้องพึ่งมาตรการร่วมจ่ายชั่วคราว

ผ่านครึ่ง–หลุดครึ่ง :

วันนี้ (17 กรกฎาคม 2569) กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ จากผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 50.5

นั่นหมายความว่า…มีผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 9.31 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้เข้าสู่ระบบคัดกรองทั้งหมด

นี่จึงไม่ใช่เพียงข่าวว่า…ใครต้องเข้าเว็บไซต์ แอปพลิเคชันเป๋าตัง แอปพลิเคชันทางรัฐ หรือไปติดต่อธนาคาร แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงฐานผู้ได้รับสวัสดิการครั้งใหญ่ของประเทศ

ฐานผู้ถือบัตรสวัสดิการเดิม มีประมาณ 13.18 ล้านคน ขณะที่ ผู้ผ่านการคัดกรองรอบใหม่ทั้งหมดเหลือ 9.51 ล้านคน แม้ตัวเลขสองชุดจะเปรียบเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ทั้งหมด เพราะ ผู้ผ่านรอบใหม่มีทั้งรายเดิมและรายใหม่

แต่ก็สะท้อนชัดว่า “ประตูเข้าสู่สวัสดิการถาวร” แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ!!!

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า…รัฐคัดใครออกได้บ้าง? แต่คือ…ประชาชนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เหล่านั้นจะถูกส่งต่อไปอยู่ที่ใดในระบบความช่วยเหลือของรัฐ

9.31 ล้าน ไม่เท่ากับ 6 ล้าน :

ตัวเลขที่ต้องแยกให้ออกจากกัน คือ “ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ 9.31 ล้านคน” กับ “ประชาชนประมาณ 6 ล้านคน” ที่มีข่าวว่า…กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้เข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัส

ผู้ไม่ผ่าน 9.31 ล้านคน เป็นผลต่างระหว่างผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน กับ ผู้ผ่านเกณฑ์ 9.51 ล้านคน ครอบคลุมผู้ลงทะเบียนทุกกลุ่ม ทั้ง…ผู้ถือบัตรเดิมและประชาชนที่ถูกสำรวจเพิ่มเข้าสู่ระบบ

ส่วนประมาณ 6 ล้านคน มีแนวโน้มหมายถึง “ผู้ถือบัตรเดิม” ที่ไม่ได้ไปต่อในระบบใหม่ ประกอบด้วย…ผู้ลงทะเบียนแล้วไม่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 5.76 ล้านคน และ ผู้ถือบัตรเดิมราว 4.8 แสนคนที่ไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เมื่อรวมกันจึงอยู่ที่ประมาณ 6.2 ล้านคน

ดังนั้น หากรัฐบาลเตรียมใช้ไทยช่วยไทยพลัสรองรับคนประมาณ 6 ล้านคน ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ไม่ผ่านทั้ง 9.31 ล้านคนจะได้รับสิทธินี้โดยอัตโนมัติ!!??

ยังมี ประชาชนอีกประมาณ 3 ล้านกว่าคนที่ต้องรอคำอธิบายว่าอยู่ในกลุ่มใด? เหตุใดจึงไม่ผ่าน? และจะมีมาตรการรองรับหรือไม่?

นี่คือ “ช่องว่างสำคัญ” ที่รัฐบาลต้องเปิดเผยให้ชัด! เพราะความคลุมเครือของตัวเลขอาจสร้างความหวังผิด ๆ ว่าผู้ไม่ผ่านบัตรสวัสดิการทุกรายจะได้รับไทยช่วยไทยพลัสทดแทน

“ไม่ผ่าน” ไม่ได้แปลว่า “ไม่จน” :

การเชื่อมโยงฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จากกว่า 50 หน่วยงาน ช่วยให้รัฐตรวจสอบรายได้ ทรัพย์สิน สถานะบุคคล หนี้สิน และคุณสมบัติอื่นได้ละเอียดขึ้น นับเป็นความก้าวหน้าของการบริหารสวัสดิการในยุครัฐดิจิทัล

แต่ความแม่นยำของเทคโนโลยีไม่ได้หมายความว่า…ฐานข้อมูลต้นทางจะถูกต้องและเป็นปัจจุบันทุกกรณี

ผู้ไม่ผ่านอาจมีรายได้เกินเกณฑ์ มีเงินฝากหรือทรัพย์สินเกินเงื่อนไข เป็นบุคคลในกลุ่มที่โครงการยกเว้น หรือมีภาระหนี้ตามเกณฑ์ที่กำหนด แต่อีกส่วนหนึ่งอาจไม่ผ่านเพราะข้อมูลต่างหน่วยงานไม่ตรงกัน ข้อมูลยังไม่ได้รับการปรับปรุง หรือสถานะในระบบไม่สะท้อนชีวิตจริง

กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า…ข้อมูลหนึ่งรายการอาจทำให้ระบบตีความว่าบิดามารดามีผู้ดูแล ทั้งที่ความช่วยเหลือที่ได้รับจริงอาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

คนบางคนอาจมีชื่อถือครองทรัพย์สิน แต่ทรัพย์สินนั้น…ไม่สร้างรายได้ หรือไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสำหรับใช้จ่ายประจำวันได้ ขณะที่ ผู้มีรายได้ไม่แน่นอนอาจมีรายรับในบางช่วงเกินเกณฑ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจตลอดทั้งปี

การไม่ผ่านเกณฑ์ จึงหมายถึง “ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไขของโครงการ” ไม่ควรถูกสรุปทันทีว่าเป็นคนไม่จน หรือเคยได้รับสิทธิโดยไม่สมควร

อุทธรณ์วัดความแม่น :

รัฐบาลยืนยันว่า…พร้อมเปิดให้ “ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์” ยื่นทบทวนสิทธิระหว่างวันที่ 17–31 กรกฎาคม 2569 และแก้ไขข้อมูลกับหน่วยตรวจสอบคุณสมบัติได้ถึงวันที่ 16 สิงหาคม ก่อนประกาศผลรอบทบทวนวันที่ 14 กันยายน

กระบวนการนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดโอกาสให้ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นบททดสอบคุณภาพฐานข้อมูลของรัฐครั้งใหญ่!!!

หากมี ประชาชนยื่นทบทวนจำนวนมาก ย่อมสะท้อนว่า…เกณฑ์หรือข้อมูลที่ใช้คัดกรองอาจยังสร้างความไม่เข้าใจในวงกว้าง และถ้ามี ผู้กลับมาผ่านเกณฑ์หลังทบทวนจำนวนสูง ก็จะเป็นหลักฐาน ที่ว่า…ผลรอบแรกมีความคลาดเคลื่อนอยู่ไม่น้อย???

รัฐบาลจึงควรเปิดเผยอย่างน้อย 3 ข้อมูล ได้แก่…จำนวนผู้ไม่ผ่านจำแนกตามเหตุผล จำนวนผู้ยื่นทบทวนจำแนกตามหน่วยงาน และ จำนวนผู้กลับมาผ่านเกณฑ์ภายหลังแก้ไขข้อมูล

หากไม่มีข้อมูลดังกล่าว สังคมจะไม่สามารถประเมิน ได้ว่า…การลดจำนวนผู้ถือบัตรเกิดจากการกำจัดความรั่วไหล หรือเกิดจากประชาชนที่เดือดร้อนจริงถูกกันออกจากระบบมากน้อยเพียงใด?

เส้นจนแบบหน้าผา :

ปัญหาอีกด้านอยู่ที่การใช้เกณฑ์แบบ “ผ่านหรือไม่ผ่าน” ซึ่งสร้างผลกระทบคล้ายหน้าผาทางสวัสดิการ???

ผู้มีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย อาจได้รับสิทธิหลายรายการพร้อมกัน ทั้งวงเงินซื้อสินค้า ค่าเดินทาง ก๊าซหุงต้ม น้ำประปา และไฟฟ้า แต่ผู้มีรายได้สูงกว่าเส้นเพียงเล็กน้อยอาจสูญเสียสิทธิทั้งหมด ทั้งที่สภาพชีวิตของคนสองกลุ่มแทบไม่ต่างกัน

ตัวอย่างเช่น ผู้มีรายได้ 99,000 บาทต่อปีกับ 101,000 บาทต่อปี มีรายได้ต่างกันไม่ถึง 200 บาทต่อเดือน แต่ผลจากระบบคัดกรองอาจทำให้ได้รับความช่วยเหลือแตกต่างกันอย่างมาก

ระบบที่เหมาะสมกว่าในระยะยาวอาจไม่ใช่การแบ่งประชาชนออกเป็นผู้ผ่านกับผู้ไม่ผ่านอย่างเด็ดขาด แต่เป็นสวัสดิการแบบลดหลั่นตามระดับรายได้ ภาระครัวเรือน อายุ สุขภาพ และค่าครองชีพของแต่ละพื้นที่

เพราะความยากจนในชีวิตจริงไม่ได้เริ่มต้นหรือสิ้นสุดทันทีที่รายได้ข้ามตัวเลขเส้นหนึ่งในฐานข้อมูล

สวัสดิการหรือร่วมจ่าย :

การเตรียมนำ “ไทยช่วยไทยพลัส” มาเป็นช่องทางรองรับผู้ถือบัตรเดิมที่ไม่ผ่านเกณฑ์ อาจช่วยลดแรงกระแทกทางเศรษฐกิจและการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” กับมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” มีหลักคิดต่างกัน

“บัตรสวัสดิการ” เป็นความช่วยเหลือโดยตรงสำหรับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน ขณะที่ “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการร่วมจ่ายเพื่อกระตุ้นการบริโภค ประชาชนต้องมีเงินของตนเองก่อนจึงจะใช้สิทธิจากรัฐได้เต็มจำนวน

สำหรับ คนรายได้น้อยที่ยังพอมีกำลังซื้อ ระบบร่วมจ่ายอาจช่วยเพิ่มกำลังซื้อและกระจายเงินเข้าสู่ร้านค้าได้อย่างรวดเร็ว แต่กับ…คนที่แทบไม่มีเงินเหลือหลังจ่ายค่าอาหาร ค่าเช่า และหนี้สิน การมีสิทธิร่วมจ่ายอาจไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้สิทธิได้จริง

หากนำมาตรการร่วมจ่ายมาทดแทนสวัสดิการพื้นฐาน จึงอาจเกิดความเหลื่อมล้ำภายในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเอง คนที่มีเงินมากกว่าจะใช้สิทธิได้มากกว่า ส่วนคนที่ยากจนที่สุดอาจใช้ได้เพียงบางส่วนหรือไม่ได้ใช้เลย

นี่คือ…จุดเริ่มต้นของคำถามเรื่อง “สวัสดิการ 2 ชั้น”

ชั้นแรก คือ…ผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการและได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ส่วน ชั้นที่สอง คือ…ผู้ไม่ผ่านหรือหลุดจากฐานเดิม ซึ่งต้องพึ่งมาตรการร่วมจ่ายที่มีระยะเวลาและเงื่อนไขต่างออกไป

ประหยัดงบ–ลดกำลังซื้อ :

จำนวน ผู้ได้รับบัตรที่ลดลง! ย่อมทำให้…ภาระงบประมาณของรัฐลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็หมายถึงวงเงินที่เคยไหลเข้าสู่เศรษฐกิจฐานรากอาจลดลงด้วย

หากเปรียบเทียบฐานผู้ถือบัตรเดิมประมาณ 13.18 ล้านคนกับผู้ผ่านรอบใหม่ 9.51 ล้านคน จะมีส่วนต่างประมาณ 3.67 ล้านคน

เฉพาะวงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนต่างดังกล่าวคิดเป็นกำลังซื้อประมาณ 1,100 ล้านบาทต่อเดือน หรือกว่า 13,000 ล้านบาทต่อปี โดยยังไม่รวมสิทธิค่าเดินทาง ก๊าซหุงต้ม น้ำประปา และไฟฟ้า

ตัวเลขนี้ เป็นเพียงการประเมินเชิงสถานการณ์ เนื่องจากผู้ผ่านรอบใหม่ ไม่ได้เป็นคนกลุ่มเดียวกับผู้ถือบัตรเดิมทั้งหมด แต่ช่วยชี้ให้เห็นว่า…การคัดกรองครั้งนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะประชาชนรายบุคคล หากยังอาจส่งผลถึงร้านธงฟ้า ชุมชน และระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

รัฐบาลจึงควรเปิดเผยว่า…การคัดกรองใหม่ทำให้งบประมาณสวัสดิการเปลี่ยนแปลงเท่าใด? และงบประมาณที่จะใช้กับ “ไทยช่วยไทยพลัส” สามารถชดเชยกำลังซื้อที่หายไปได้มากน้อยเพียงใด?

คัดด้วยมือ–เยียวยาอีกมือ :

ในเชิงยุทธศาสตร์ รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์ 2 ด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งต้องพิสูจน์ว่า…สามารถ “คัด” ผู้มีฐานะเกินเกณฑ์ออก ลดความรั่วไหล และนำงบประมาณไปช่วยผู้เดือดร้อนจริงได้แม่นยำขึ้น

แต่อีกด้านหนึ่ง การทำให้ ผู้ถือบัตรเดิมหลายล้านคน “สูญเสียสิทธิ” พร้อมกัน! ย่อมสร้างแรงกระแทกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง การเสนอไทยช่วยไทยพลัสมารองรับจึงมีลักษณะเป็นสะพานเชื่อมช่วงเปลี่ยนผ่าน

คำถามตัวโตๆ ที่มีตามมา ก็คือ…สะพานดังกล่าวจะนำประชาชนไปสู่ระบบสวัสดิการที่เหมาะสมกว่า หรือเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวเพื่อบรรเทาความไม่พอใจจากการถูกตัดสิทธิ???

หากรัฐบาลต้องการพิสูจน์ว่า…ไม่ได้ลดจำนวนผู้รับสวัสดิการเพียงเพื่อประหยัดงบ ก็ต้องตอบให้ได้ว่า…ผู้ไม่ผ่านแต่ยังมีความเปราะบางจะได้รับการดูแลอย่างไรหลังมาตรการร่วมจ่ายสิ้นสุดลง?

คนหาย – คำตอบห้ามหาย :

9.31 ล้านคนไม่ได้หายไปจากประเทศ แต่หายออกจากรายชื่อผู้ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบแรก

บางส่วนอาจกลับเข้าสู่ระบบหลังทบทวนสิทธิ บางส่วนอาจถูกโยกไปใช้ไทยช่วยไทยพลัส ขณะที่ อีกส่วนยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า…พวกเขาจะได้รับความช่วยเหลือผ่านกลไกใด?

ผลการประกาศวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ จึงยังไม่ใช่บทสรุป หากเป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของการตรวจสอบ ที่ว่า…ประเทศไทยกำลังสร้างระบบสวัสดิการที่แม่นยำและเป็นธรรมหรือกำลังแบ่งคนรายได้น้อยออกเป็น 2 ชั้น  ระหว่าง…คนที่ได้รับสิทธิพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง กับคนที่ต้องมีเงินก่อนจึงจะเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐได้

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อจากนี้ ไม่ใช่เพียงเปิดช่องทางอุทธรณ์ แต่ต้องเปิดข้อมูล อธิบายตัวเลข และรับผิดชอบต่อความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้น

เพราะเมื่อรัฐบอกได้ว่า…ใครไม่ผ่าน? รัฐก็ควรตอบให้ได้เช่นกันว่า…คนเหล่านั้นจะไปอยู่ที่ไหนในระบบสวัสดิการไทย???.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password