พาณิชย์ชู ‘ขายคุณค่า’ พลิกข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า  เดินหน้ายกระดับข้าวไทยจากการ “ขายปริมาณ” สู่การ “ขายคุณค่า” ผ่านการผลักดันข้าวรักษ์โลก ข้าวอัตลักษณ์ และข้าวสุขภาพ เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร สร้างความแตกต่างในตลาดโลก และรับมือมาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดมากขึ้น

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผอ.สนค. กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ศึกษาแนวทางยกระดับรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว สู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อสร้างมูลค่าและความแตกต่างให้เมล็ดข้าวไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางตลาดข้าวโลกที่มีการแข่งขันมากขึ้น จากอุปทานข้าวโลกที่มีจำนวนมากและสร้างแรงกดดันต่อราคาข้าวไทย 

ประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ของโลก จำเป็นต้องยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เพื่อเป็นแนวทางที่จะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน จึงต้องปรับแนวทางจากการ “ขายปริมาณ” สู่ “ขายคุณค่า” โดยได้จำแนกข้าวมูลค่าสูงออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มข้าวรักษ์โลก เน้นกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์มาตรการทางการค้าโลกและผู้บริโภคที่ใส่ใจโลก ประกอบด้วย (1) ข้าวยั่งยืน คือ ข้าวที่ปลูกภายใต้มาตรฐานเวทีข้าวยั่งยืน (Sustainable Rice Platform: SRP) ซึ่งครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านการจัดการ (2) ข้าวคาร์บอนต่ำ คือ ข้าวที่ผลิตผ่านกระบวนการทำนาที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรการผลิต โดยเฉพาะก๊าซมีเทนจากการขังน้ำในนาข้าว และก๊าซไนตรัสออกไซด์จากการใช้ปุ๋ยเคมีเกินความจำเป็น และ (3) ข้าวอินทรีย์ คือ ข้าวที่ปลอดการใช้สารเคมีสังเคราะห์ดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค

2. กลุ่มข้าวอัตลักษณ์และเรื่องราว เน้นความโดดเด่นจากมูลค่าเพิ่มที่ยึดโยงกับแหล่งกำเนิดและภูมิปัญญา มีเรื่องราวเฉพาะสินค้า จึงมีความพิเศษที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ประกอบด้วย (1) ข้าวสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) คือ ข้าวที่มีคุณลักษณะเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ ที่ปลูก ปัจจุบันไทยมีข้าวที่ได้รับตรา GI รวม 24 รายการ เช่น ข้าวก่ำล้านนา ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้  และข้าวสังข์หยดพัทลุง เป็นต้น และ (2) ข้าวพันธุ์พื้นเมืองและข้าวดอย คือ สายพันธุ์ข้าวท้องถิ่นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ มีเรื่องราวทางวัฒนธรรม และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์

3. กลุ่มข้าวสุขภาพ เน้นการตอบโจทย์เทรนด์ด้านสุขภาพและสังคมผู้สูงอายุด้วยคุณค่าทาง โภชนาการที่เหนือกว่าข้าวทั่วไป ประกอบด้วย (1) ข้าวโภชนาการสูงและข้าวสี คือ ข้าวที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน หรือแร่ธาตุสูงตามธรรมชาติ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวสีนิล และ (2) ข้าวเพื่อสุขภาพ คือ ข้าว ที่ผ่านการวิจัยหรือกระบวนการพิเศษ เช่น ข้าวดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low-glycemic index) สำหรับผู้ควบคุมน้ำตาล หรือข้าวเติมวิตามินและแร่ธาตุ ข้าวโปรตีนสูง

ข้าวยั่งยืน: ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เปิดประตูสู่ตลาดพรีเมียม

ข้าวยั่งยืน มีแนวโน้มที่จะเติบโตและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง จากการยกระดับมาตรการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม (Environment-related measures) ของประเทศคู่ค้าทั่วโลก โดยข้อมูลจากฐานข้อมูลสิ่งแวดล้อมขององค์การการค้าโลก (WTO Environmental Database: EDB)  พบว่า ในช่วงปี 2557–2567  (ค.ศ. 2014 – 2024) ประเทศสมาชิก WTO ได้แจ้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสิ้น 17,270 ฉบับ และอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) ร้อยละ 6.43 จาก 1,276 ฉบับในปี 2557 เพิ่มเป็น 1,637 ฉบับในปี 2567 โดยภาคเกษตรเป็นเป้าหมายหลักของการกำกับดูแลด้วยมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุด จำนวน 5,442 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 31.51 ของมาตรการทั้งหมด ทั้งในมิติของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดการทรัพยากรน้ำ การใช้สารเคมีทางการเกษตร และการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่า เมื่อพิจารณารายประเทศ พบว่า สหภาพยุโรปมีมาตรการสูงสุดที่ 2,618 ฉบับ (ร้อยละ 15.16) อาทิ EU Deforestation Regulation (EUDR) Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) รองลงมา คือ สหรัฐอเมริกา 2,544 ฉบับ (ร้อยละ 14.73) แนวโน้มดังกล่าวอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (Non-Tariff Measures) แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นโอกาสในการยกระดับข้าวไทยสู่ข้าวคุณค่าสูงที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล และเป็นแนวทางที่ช่วยให้ชาวนาลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และเข้าถึงตลาดที่ให้ราคาดีขึ้น กล่าวคือ วิธีทำนาตามมาตรฐานข้าวยั่งยืน เช่น การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) สามารถลดค่าสูบน้ำและค่าไฟได้ การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินช่วยลดการใช้ปุ๋ยที่เกินจำเป็น และการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน (Integrated Pest Management: IPM) ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสารเคมี นอกจากนี้ วิธีการเหล่านี้ยังทำให้ต้นข้าวแข็งแรงขึ้น ระบบรากและการแตกกอดีขึ้น ได้ผลผลิตที่ดีอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง การผลิตตามมาตรฐานดังกล่าวทำให้เข้าถึงตลาดส่งออกที่ยินดีซื้อในราคาสูงกว่าข้าวทั่วไป โดยเฉพาะสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ที่เริ่มกำหนดเกณฑ์ด้านความยั่งยืนเป็นเงื่อนไขในการนำเข้ามากขึ้น

มุมมองจากเวทีข้าวยั่งยืน (SRP): ทำแล้วได้อะไรมากกว่าราคาพรีเมียม

นายปีเตอร์ แมคอัลลิสเตอร์ (Peter McAllister) ประธานกรรมการผู้บริหาร (Executive Director) เวทีข้าวยั่งยืน ได้ให้ข้อมูลประโยชน์ของการนำมาตรฐาน SRP ไปปฏิบัติซึ่งครอบคลุม 4 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่

มิติที่ 1 การจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น โดยเกษตรกรจะมองเห็นภาพรวมของต้นทุน ผลผลิต และความเสี่ยงได้ชัดเจนขึ้น นำไปสู่การลดปัจจัยการผลิตที่ไม่จำเป็น ลดการสูญเสียจากโรคและแมลง และคาดการณ์ผลผลิตได้มากขึ้น ซึ่งประโยชน์นี้เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งราคาพรีเมียม

มิติที่ 2 ลดความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและกฎระเบียบ โดย SRP ทำหน้าที่เสมือนกรอบบริหารความเสี่ยง ช่วยให้เกษตรกรรักษาเสถียรภาพผลผลิตภายใต้ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ลดการพึ่งพาตลาดปัจจัยการผลิตที่ราคาผันผวน และเตรียมความพร้อมสำหรับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะเข้มงวดขึ้นในอนาคต

มิติที่ 3 เข้าถึงตลาดและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อ การปฏิบัติตามเกณฑ์ความยั่งยืนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ช่วยให้ผู้ผลิตรักษาสถานะผู้จัดจำหน่ายรายสำคัญ (Preferred Supplier) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจในตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในประเด็นนี้

มิติที่ 4 ผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม SRP ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ปรับปรุงสุขภาพดิน ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ และลดการสัมผัสสารเคมีอันตราย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติที่เกษตรกรพึ่งพาเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงประเด็นด้านสิทธิแรงงาน สิทธิสตรี การศึกษา สิทธิเด็ก รวมถึงสุขภาพและความเป็นอยู่ของเกษตรกรอีกด้วย ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะช่วยสะท้อนให้เห็นว่า ผลประโยชน์จากการดำเนินงานภายใต้ SRP นั้นส่งผลเชิงบวกโดยตรงและในระยะสั้นต่อเกษตรกร ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางที่สุด และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการก่อตั้ง SRP ที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน

ผอ.สนค. กล่าวว่า สนค. ให้ความสำคัญต่อการยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่จะช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน สร้างความแตกต่างให้ข้าวไทยในเวทีโลก และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาตลาดข้าวมูลค่าสูง หรือ Demand ของโลกว่าแต่ละประเทศมีความต้องการข้าวประเภทใดบ้าง รวมถึงการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายในเชิงพื้นที่ว่าควรปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูก จากการปลูกข้าวขาวทั่วไปที่มีราคาผันผวน ไปเป็นการปลูกข้าวมูลค่าสูงที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคและยินดีที่จะจ่ายเงินซื้อข้าวในราคาที่สูงขึ้นเช่นกัน.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password