เลี่ยงสภา!

(พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน : วิกฤติเศรษฐกิจจริง หรือวิกฤติอำนาจวิกฤติอำนาจของรัฐสภา?)

การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กลายเป็นสมรภูมิการเมืองครั้งสำคัญ เมื่อข้อสงสัยของฝ่ายค้าน สะท้อนภาพรัฐบาลอาจใช้ “ทางลัด” หลีกเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐสภา แม้จะมีเสียงยืนยันว่า…ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติด้านพลังงานและเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วน! กระนั้น  คำถามตัวโตๆ นั่นคือ…รัฐบาลจำเป็นมากพอจะใช้อำนาจพิเศษตามรัฐธรรมนูญแค่ไหนกัน???”

การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้ (4 มิ.ย.2569) เกี่ยวกับ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ได้สะท้อนความขัดแย้งทางการเมืองที่ลึกกว่าตัวเลขเงินกู้มหาศาล

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายโดยตั้งข้อกล่าวหารุนแรงว่า…รัฐบาลกำลัง “ลักไก่” ใช้อำนาจพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงกลไกตรวจสอบของรัฐสภา

โดยเฉพาะในส่วนของ วงเงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ที่ฝ่ายค้านมองว่า…เป็นโครงการระยะยาว มิใช่ภารกิจเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายพิเศษอย่าง พ.ร.ก.

ข้อกล่าวหาดังกล่าวทำให้…ประเด็นการเมืองขยับจากคำถามเรื่อง “การกู้เงิน” ไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “การใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เพียงพอหรือไม่?”

ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา งบประมาณแผ่นดินถือเป็นอำนาจสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติ การใช้จ่ายเงินจำนวนมหาศาลตามปกติจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของสภา ผ่านคณะกรรมาธิการงบประมาณ และผ่านการตรวจสอบในรายละเอียดของแต่ละโครงการ

แต่เมื่อรัฐบาลเลือกใช้ช่องทาง พ.ร.ก. กระบวนการดังกล่าวย่อมแตกต่างออกไป

แม้ รัฐสภาจะยังมีอำนาจพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในภายหลัง แต่รายละเอียดเชิงลึกของโครงการไม่ได้ถูกกลั่นกรองในระดับเดียวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี

นี่คือที่มาของข้อกล่าวหาเรื่อง “เลี่ยงสภา!!!”

อย่างไรก็ตาม การกล่าวหาว่า…รัฐบาลกำลังหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ ย่อมต้องได้รับการพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงเช่นกัน เพราะในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้อ้างเหตุผลว่าประเทศไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากวิกฤติพลังงานโลก ความผันผวนของต้นทุนพลังงาน และแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

หากรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่า…สถานการณ์ดังกล่าวมีความจำเป็นเร่งด่วนและส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง การใช้ พ.ร.ก. ก็อาจอยู่ภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้

ประเด็นสำคัญจึงย้อนกลับไปสู่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งกำหนดให้ การออกพระราชกำหนดสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หรือเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

คำถามคือ…การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานในระยะยาว ถือเป็น “เหตุฉุกเฉินอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” หรือไม่???

หากคำตอบคือ…ใช่! รัฐบาลย่อมมีเหตุผลรองรับในการใช้อำนาจตามมาตรา 172

แต่ถ้าคำตอบกลายเป็น…ไม่! การออก พ.ร.ก. อาจถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมและความสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ฝ่ายค้านและพรรคร่วมฝ่ายค้านเลือกเดินเกมทางกฎหมาย โดยเข้าชื่อยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้

ไม่ว่า…ศาลจะวินิจฉัยไปในทิศทางใด? ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงวงเงิน 4 แสนล้านบาทเท่านั้น แต่ยังอาจกลายเป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารในอนาคต

เพราะหาก…ศาลตีความให้การใช้อำนาจตามมาตรา 172 มีขอบเขตกว้างขึ้น รัฐบาลในอนาคตก็อาจใช้ช่องทางเดียวกันในการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น

แต่ถ้า…ศาลวางกรอบที่เข้มงวดขึ้น ก็จะเป็นการย้ำหลักการสำคัญ ว่า การใช้จ่ายเงินสาธารณะจำนวนมหาศาลควรอยู่ภายใต้การกลั่นกรองและตรวจสอบของรัฐสภาอย่างเต็มรูปแบบ

ท้ายที่สุดแล้ว! ประเด็นที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่า…“รัฐบาลจะกู้เงินหรือไม่?” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ…

ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่ต้องใช้อำนาจพิเศษแก้ไข หรือกำลังเผชิญวิกฤติความเชื่อมั่นต่อกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐกันแน่!!??

และ…คำตอบของคำถามนี้ อาจส่งผลต่ออนาคตของระบบรัฐสภาไทยมากกว่าตัวเลข 4 แสนล้านบาทเสียอีก!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password