ล้างต่างด้าวไม่พอ หากไม่ล้างระบบ

(บทพิสูจน์! สาวถึงต้นตอ ‘ทุนสีเทา’ เมื่อศึกจริงไม่ใช่ต่างด้าว แต่คือโครงสร้างผลประโยชน์)

การเดินหน้า “จัดระเบียบ” คนต่างด้าวผิดกฎหมาย การตรวจสอบธุรกิจนอมินี และการกวาดล้างเครือข่ายทุนสีเทาในช่วงที่ผ่านมา นับเป็นมาตรการที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนจำนวนไม่น้อย เพราะสะท้อนให้เห็นว่า…

รัฐบาลเริ่มขยับแก้ปัญหาที่สะสมมานาน!

ทั้ง…การลักลอบเข้าเมือง การแย่งอาชีพคนไทย การถือครองธุรกิจโดยอำพราง ตลอดจนการเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ

แต่เมื่อการจับกุมดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง คำถามที่เริ่มดังขึ้นกลับไม่ใช่ “จับได้กี่คน?” หากแต่เป็น “ใครบ้างที่ยังแตะต้องไปถึงตัว?”

เพราะในความเป็นจริง คนต่างด้าว ที่กระทำผิดกฎหมายจำนวนไม่น้อย เป็นเพียง “ปลายทาง” ของปัญหา ขณะที่ “ต้นทาง” กลับเป็นเครือข่ายผลประโยชน์ ซึ่งมีทั้ง นายทุน ผู้จัดหางานผิดกฎหมาย บริษัทนอมินี ผู้ให้ที่พัก ผู้สนับสนุนด้านการเงิน

และในบางกรณีอาจรวมถึง เจ้าหน้าที่รัฐที่ละเลยหรือใช้อำนาจโดยมิชอบ

ปัญหาที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มที่ชายแดน :

ทุกครั้งที่เกิดการกวาดล้างครั้งใหญ่ สังคมไทยก็มักจะได้เห็น…ภาพของเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น จับกุม และผลักดันผู้กระทำผิดออกนอกประเทศ

แต่ภาพเหล่านั้นสะท้อนเพียง “ปลายเหตุ!!!”

หากยังมี…ผู้จัดหางานเถื่อน นายหน้าข้ามชาติ ผู้รับโอนผลประโยชน์ บริษัทที่รับใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินี หรือเครือข่ายที่คอยอำนวยความสะดวกให้ธุรกิจผิดกฎหมายดำเนินต่อไป

ดังนั้น การจับกุมก็อาจกลายเป็นเพียงการ “เปลี่ยนตัวผู้เล่น” โดยโครงสร้างความเลวร้ายเดิมๆ ยังดำรงอยู่???

ประสบการณ์ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่า…หลังการกวาดล้างไม่นาน มักเกิดเครือข่ายใหม่ ใช้บุคคลใหม่ ใช้บริษัทใหม่ หรือย้ายพื้นที่ดำเนินการไปยังจังหวัดอื่น ทำให้ปัญหากลับมาในรูปแบบเดิม!!!

นั่นสะท้อนว่า…การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของภาครัฐ แม้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ???

นอมินี…ช่องโหว่ที่ต้องปิด :

หนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ “ทุนสีเทา” เติบโต คือการใช้ “นอมินี” เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมาย

เมื่อบริษัทหนึ่งสามารถดำเนินธุรกิจผ่านชื่อของคนไทย แต่ผู้มีอำนาจควบคุมที่แท้จริงเป็นบุคคลอื่น การตรวจสอบจึงทำได้ยาก และเปิดช่องให้เกิดการหลีกเลี่ยงกฎหมาย การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่ตรวจสอบได้ลำบาก

ปัญหาน “นอมินี” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้น แต่เป็นเรื่องของ “ธรรมาภิบาลทางเศรษฐกิจ” และความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแลทั้งประเทศ!!??

ศรัทธาต่อกฎหมาย สำคัญกว่าความเข้มงวด :

การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ย่อมสร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่ ประชาชนคนไทย ต่างคาดหวังมากกว่า นั่นก็คือ “ความเสมอภาค”

หากกฎหมายสามารถดำเนินการกับแรงงานผิดกฎหมายรายย่อยได้ แต่ไม่สามารถเข้าถึงผู้บงการ ผู้ให้การสนับสนุน หรือผู้ได้รับผลประโยชน์ ความรู้สึกว่ากฎหมายเลือกปฏิบัติก็อาจเกิดขึ้นได้

ในทางกลับกัน หากการดำเนินคดีขยายผลไปถึง…ผู้ว่าจ้าง ผู้ใช้บริษัทนอมินี ผู้ฟอกเงิน และผู้ที่เอื้อประโยชน์ให้การกระทำผิดเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติธรรมก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

บทเรียนจากต่างประเทศ :

หลายประเทศไม่ได้วัดผลสำเร็จจาก “จำนวน” ผู้ถูกเนรเทศ เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับ การทำลายเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็น…การตรวจสอบเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การตรวจสอบเจ้าของผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Ownership) และ การดำเนินคดีต่อผู้สนับสนุนทางการเงิน

แนวทางดังกล่าวช่วย “ลดโอกาส” ที่เครือข่ายเดิมจะกลับมาดำเนินกิจกรรมซ้ำ และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีผลในระยะยาวมากกว่าการจับกุมเฉพาะหน้า

สำหรับประเทศไทย การพัฒนาระบบข้อมูลร่วม การประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงิน และการบังคับใช้กฎหมาย จะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับการแก้ปัญหาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

บทพิสูจน์ของรัฐบาล :

มาตรการจัดระเบียบคนต่างด้าว และ การปราบปรามนอมินี ที่ “เริ่มต้น” ขึ้น ถือเป็น…ก้าวสำคัญที่สังคมไทยให้ความสนใจ แต่ความสำเร็จจะไม่วัดจากตัวเลขผู้ถูกจับกุม หรือจำนวนผู้ถูกผลักดันออกนอกประเทศเพียงอย่างเดียว

บทพิสูจน์ที่แท้จริง! ก็คือ…รัฐจะสามารถสาวไปถึงผู้มีอิทธิพล นายทุน เครือข่ายการเงิน และผู้ที่อาศัยช่องว่างของกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ได้หรือไม่?

หากทำได้ การจัดระเบียบครั้งนี้ จะกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ของการฟื้นฟูหลักนิติธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชน นักลงทุน และประชาคมระหว่างประเทศ

แต่หากการบังคับใช้กฎหมาย หยุดอยู่เพียงแค่…ผู้กระทำผิดระดับล่าง โดยปล่อยให้โครงสร้างผลประโยชน์ยังดำรงอยู่ ปัญหาก็อาจหวนกลับมาในรูปแบบเดิม พร้อมกับความเชื่อมั่นที่ลดลงกว่าเดิม

เสนอแก้ปัญหาครบ 4 มิติ :

การแก้ปัญหาคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ธุรกิจนอมินี และทุนสีเทา ควรเดินหน้าใน 4 มิติ พร้อมกัน ได้แก่…

การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค

การปิดช่องโหว่ทางกฎหมายและระบบกำกับดูแล  

การตรวจสอบเส้นทางการเงินและผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

และ การยกระดับความโปร่งใสและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ

นั้นเพราะ…การจับกุมเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ขณะที่ การปฏิรูป “ระบบ” ต่างหาก คือเงื่อนไขที่จะทำให้ประเทศไทยตัดวงจรทุนสีเทาได้อย่างยั่งยืน

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อมั่นอย่างที่สุดว่า…เมื่อกฎหมายศักดิ์สิทธิ์เหนืออิทธิพล และผลประโยชน์ไม่อยู่เหนือความยุติธรรม ศรัทธาของประชาชนต่อรัฐจึงจะกลับคืนมาได้อย่างแท้จริง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password