ยอมถอย! ‘บัตรคนจน’

(ปลดล็อกเกณฑ์! หลังแรงกดดันจากฝ่ายค้าน เปิดทาง 5.4 ล้านกลุ่มเปราะบางเข้าสู่การคัดกรอง สะท้อนศึกเศรษฐกิจการเมืองที่ยังไม่จบ?)

มติ ครม. 14 กรกฎาคม 2569 ที่ยกเลิกเกณฑ์ตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกรณีลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูบิดามารดา และไม่นำหนี้เกษตรกรมารวมเป็นเกณฑ์พิจารณา พร้อมเปิดทางกลุ่มเปราะบางอีก 5.4 ล้านคนเข้าสู่การตรวจสอบสิทธิ ไม่ได้เป็นเพียงการปรับหลักเกณฑ์เชิงเทคนิค หากแต่สะท้อนแรงกดดันทางการเมือง การแข่งขันเชิงนโยบาย และการรักษาฐานเสียงของรัฐบาลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง

รัฐถอยเพื่อรักษาเกม :

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ถือเป็นการปรับเงื่อนไขสำคัญของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 โดย ยกเลิกการนำสิทธิหักลดหย่อนภาษีจากการอุปการะบิดามารดามาเป็นเหตุในการตัดสิทธิ รวมทั้ง ไม่นำวงเงินสินเชื่อเพื่อการเกษตรมารวมคำนวณในเกณฑ์หนี้สิน พร้อม เพิ่มกลุ่มเปราะบางที่กระทรวงมหาดไทยสำรวจพบอีกกว่า 5.4 ล้านคนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติ

แม้ รัฐบาล โดย นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะ โฆษกกระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง จะออกมาให้ข่าวเมื่อวานนี้ (14 ก.ค.2569) พร้อมกับอธิบายว่า…

ข้างต้นเป็นการ “รับฟังเสียงประชาชน” และปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมมากขึ้น

แต่ทว่าจังหวะเวลาของการตัดสินใจ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนประกาศผลการลงทะเบียนในวันที่ 17 กรกฎาคม นั่นจึงทำให้หลายฝ่ายมองว่า นี่คือ…การลดแรงเสียดทานทางการเมืองมากกว่าจะเป็นเพียงการแก้ไขรายละเอียดของนโยบาย

ฝ่ายค้านกด รัฐบาลขยับ :

ก่อนที่ ครม. จะมีมติดังกล่าว พรรคประชาชน โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค ได้วิจารณ์หลักเกณฑ์เดิมอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้สูงอายุอาจถูกตัดสิทธิเพียงเพราะบุตรใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากการเลี้ยงดูบิดามารดา

ฝ่ายค้านใช้ถ้อยคำที่สื่อสารกับสังคมได้อย่างชัดเจนว่า…เป็นการ “ลงโทษลูกที่มีความกตัญญู” พร้อมตั้งคำถามถึงตรรกะของนโยบาย เพราะการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีไม่ได้หมายความว่าผู้สูงอายุมีฐานะดีขึ้น แต่สะท้อนเพียงว่าลูกหลานยังช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในระดับหนึ่งเท่านั้น

ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุจำนวนมาก และเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย เมื่อรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว จึงยากที่จะปฏิเสธว่าแรงกดดันทางการเมืองไม่มีส่วนต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

แม้รัฐบาลจะไม่ได้ยอมรับโดยตรงว่า…เกณฑ์เดิมผิดพลาด! แต่การยกเลิกเงื่อนไขดังกล่าวก็เท่ากับเป็นการยอมรับโดยปริยาย ในทำนอง…หลักเกณฑ์เดิมก่อให้เกิดข้อถกเถียงและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

5.4 ล้านคน กับนัยทางการเมือง :

อีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การนำกลุ่มเปราะบางที่ตกหล่นจากระบบกว่า 5.4 ล้านคนเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบสิทธิ

แม้รัฐบาลจะย้ำว่า คนกลุ่มนี้ยังไม่ได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ แต่ในเชิงนโยบาย การเปิดโอกาสให้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองสะท้อนความพยายามขยายการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ

ในมิติการเมือง ตัวเลข 5.4 ล้านคนถือเป็นฐานประชาชนขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แรงงานนอกระบบ ผู้สูงอายุ และครัวเรือนเปราะบาง การส่งสัญญาณว่าจะไม่ปล่อยให้ประชาชนกลุ่มนี้ตกหล่น ย่อมมีนัยต่อการสร้างความเชื่อมั่นและรักษาฐานสนับสนุนทางการเมืองของรัฐบาล

สวัสดิการกับการเมืองแยกไม่ออก :

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลทยอยผลักดันมาตรการช่วยเหลือประชาชนหลายด้าน ทั้งโครงการไทยช่วยไทย การลดค่าครองชีพ และการปรับปรุงระบบสวัสดิการแห่งรัฐ

เมื่อพิจารณาร่วมกัน จะเห็นว่า…มาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเดียวกัน! คือ การประคับประคองกำลังซื้อของประชาชนฐานราก และลดผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง

ในอีกด้านหนึ่ง นโยบายสวัสดิการยังเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่สำคัญ เพราะเป็นนโยบายที่ประชาชนสัมผัสได้โดยตรง และส่งผลต่อความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากกว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาค

ดังนั้น การปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่ยังเป็นการบริหารความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาลในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจยังเป็นโจทย์สำคัญ

ฝ่ายค้านได้แต้ม แต่เกมยังไม่จบ :

แม้รัฐบาลจะสามารถลดแรงวิพากษ์วิจารณ์ลงได้ระดับหนึ่ง แต่ฝ่ายค้านก็สามารถใช้กรณีนี้เป็นตัวอย่างของการตรวจสอบที่ทำให้รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงนโยบาย

คำถามที่ยังรอคำตอบหลังการประกาศผลในวันที่ 17 กรกฎาคม นั่นก็คือ…จะมีประชาชนผ่านเกณฑ์จำนวนเท่าใด กลุ่มเปราะบาง 5.4 ล้านคนจะได้รับสิทธิจริงมากน้อยเพียงใด? และภาระงบประมาณที่จะเพิ่มขึ้นจะกระทบต่อฐานะการคลังมากสักเพียงไหน?

ประเด็นเหล่านี้จะกลายเป็นหัวข้อสำคัญในการอภิปรายทางการเมือง และเป็นตัวชี้วัดว่านโยบายสวัสดิการแห่งรัฐสามารถตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำได้จริง หรือเป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า

ถอยหนึ่งก้าว เพื่อรักษาความชอบธรรม :

การปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 สะท้อนว่า…แม้รัฐบาลจะยังคงเดินหน้าขยายสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือประชาชน แต่ก็ไม่อาจละเลยแรงกดดันจากสังคมและการตรวจสอบของฝ่ายค้านได้

ในระยะสั้น การปลดล็อกเงื่อนไขที่เป็นปัญหาช่วยลดกระแสวิจารณ์และสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่พร้อมรับฟังความคิดเห็น

แต่ในระยะยาว ความสำเร็จของนโยบายจะไม่ได้วัดจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์เพียงอย่างเดียว หากจะวัดจากความสามารถในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการรักษาวินัยการคลังและความเป็นธรรมของระบบสวัสดิการ

ท้ายที่สุด! “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” จึงไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย หากแต่เป็นสนามแข่งขันเชิงนโยบายที่สะท้อนทั้งประสิทธิภาพการบริหารประเทศ ความไวต่อเสียงประชาชน และการช่วงชิงความเชื่อมั่นทางการเมือง

และจะยังคงเป็น…ประเด็นสำคัญต่อเนื่องในช่วงก่อนและหลังการประกาศสิทธิรอบใหม่อย่างแน่นอน!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password