เปิดสภา…จัดสมดุลอำนาจ

ก่อนเปิดสภา 14 มีนาคม แม้กลไกรัฐสภาจะเกือบพร้อมสมบูรณ์ แต่ในเชิงการเมืองยังอยู่ในช่วงจัดสมดุลอำนาจ โดยเฉพาะตำแหน่งสำคัญในโครงสร้างสภา ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเริ่มขยับจัดทัพ ส.ส. และตอกย้ำเอกภาพพรรค สะท้อนบทบาทพรรคแกนนำในการกำหนดทิศทางอำนาจนิติบัญญัติหลังเปิดสภา

ท่ามกลางกระแสข่าว เตรียมเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรอง สส. และมี สส.ราว 95% หรือกว่า377 คน ทยอยรายงานตัว

ดีเดย์! 14 มีนาคมนี้…

และเป็น นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่บอกกับนักข่าวว่า…รัฐสภาเอง ได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดสมัยประชุมอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน

“ตอนนี้พระราชกฤษฎีกาฯ ยังไม่ลงมา จึงไม่น่าจะเป็นวันที่ 11 มีนาคม ซึ่งโดยปกติแล้ว เมื่อมีพระราชกฤษฎีกา โปรดเกล้าฯ ลงมา จะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ในการเชิญทูตานุทูตและสมาชิกรัฐสภา ทั้ง ส.ส. สว. และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าร่วมพิธี” นายศิโรจน์ ระบุ

ข้อเท็จจริงนั้น ขั้นตอนหลังการเปิดประชุมรัฐสภาจะเริ่มต้นด้วยการประชุมสภานัดแรก เพื่อเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภา ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ นั่นคือ…

การเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี และนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง การเปิดสภาในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงพิธีการตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ แต่เป็น “จุดตั้งต้น” ของการจัดวางอำนาจทางการเมืองในรอบใหม่

นั่นเพราะ…ตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ถือเป็น “หมากตัวแรก” ของกระดานอำนาจ ที่จะกำหนดจังหวะเกมการเมืองในรัฐสภา

แม้ระบบรัฐสภาจะเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนเปิดประชุมอย่างเป็นทางการ แต่ในเชิงการเมือง…สถานการณ์ปัจจุบัน ยังคงอยู่ในช่วงของการจัด “สมดุลอำนาจ”

โดยเฉพาะ การจัดวางตำแหน่งสำคัญ ทั้งใน…ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งยังมีการต่อรอง และปรับจังหวะกันอยู่ในหลายระดับ

ในช่วงเวลาเดียวกัน วันนี้ (8 มี.ค.) พรรคภูมิใจไทย ได้จัดสัมมนา ส.ส. ผู้บริหาร และสมาชิกพรรคที่จังหวัดบุรีรัมย์ ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เป็น…ผู้ปาฐกถา และเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคในช่วงหลังการเลือกตั้ง

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้อยู่เพียง การปฐมนิเทศ ส.ส.หน้าใหม่ เท่านั้น หากแต่ยัง สะท้อนทิศทางทางการเมืองของพรรคอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการกล่าวถึง 192 เสียง” ของพรรค และการเน้นย้ำถึงความเป็นปึกแผ่นของสมาชิกพรรค

นายอนุทิน กล่าวต่อสมาชิกพรรคว่า…“คำไหนคำนั้น เป็นปึกแผ่น ไม่มีแหกคอก” พร้อมย้ำว่า…การทำงานทางการเมืองของพรรคต้องยึดความเป็นเอกภาพ เพื่อให้การทำงานในสภาผู้แทนราษฎรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

คำกล่าวดังกล่าว สะท้อนความพยายามของพรรคภูมิใจไทยในการสร้างวินัยพรรคและเอกภาพทางการเมือง ก่อนเข้าสู่เวทีรัฐสภา ซึ่งจะเป็นพื้นที่หลักของการแข่งขันและต่อรองทางการเมืองในระยะต่อไป

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังเน้นถึงความสำคัญของบทบาทผู้แทนราษฎร โดยกล่าวว่า “รัฐมนตรีปลด ส.ส.ไม่ได้ แต่ ส.ส.ปลดรัฐมนตรีได้”

เป็นถ้อยคำที่สะท้อนมุมมองต่อ ระบบรัฐสภา ว่า…อำนาจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยยังคงตั้งอยู่บนบทบาทของผู้แทนราษฎรในสภา

คำกล่าวดังกล่าวยัง สะท้อนการให้ความสำคัญกับบทบาทของรัฐสภาในฐานะเวทีหลักของการเมือง และ สอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงก่อนเปิดสภา ซึ่ง การจัดวางตำแหน่งสำคัญในสภาจะเป็นตัวกำหนดจังหวะของเกมการเมืองหลังจากนี้

ขณะเดียวกัน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึง บทบาทของผู้แทนราษฎร ในฐานะ…ตัวแทนของประชาชน โดยระบุว่า “เราไม่เห็นสิ่งใดสำคัญกว่าชาวบ้านที่เลือกเราให้เข้ามาเป็นผู้แทน” พร้อมเตือนสมาชิกพรรคให้ ระมัดระวังการทำงานในยุคที่การตรวจสอบทางการเมืองเข้มข้นมากขึ้น!

โดยกล่าวเน้นย้ำว่า…“ยุคนี้กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องระวังเรื่องจริยธรรมด้วย”

คำกล่าวเหล่านี้สะท้อนภาพชัด!…พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามวางกรอบการทำงานของสมาชิกพรรค ทั้งในแง่ของวินัยพรรค การทำงานในพื้นที่ และการดำรงตำแหน่งทางการเมืองในยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง

เมื่อพิจารณาควบคู่กับสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงก่อนเปิดสภา จะเห็นได้ว่า…พรรคภูมิใจไทยกำลังพยายามจัดทัพภายในพรรคให้มีความพร้อมมากที่สุด ก่อนเข้าสู่เวทีรัฐสภาที่จะเป็นศูนย์กลางของเกมอำนาจทางการเมือง

ในทางการเมือง การจัดตั้ง “รัฐบาลผสม” มักทำให้ฝ่ายบริหารต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้ง พรรคร่วมรัฐบาล กระแสสังคม และเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ

ด้วยเหตุนี้ การควบคุมกลไกของรัฐสภาจึงกลายเป็นอีกฐานอำนาจสำคัญ เพราะรัฐสภาเป็นพื้นที่ที่กำหนดทิศทางของกระบวนการนิติบัญญัติ และเป็นเวทีของการตรวจสอบทางการเมือง

ตำแหน่ง ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงการทำหน้าที่ ประธานการประชุม แต่ยังมีอำนาจสำคัญใน การกำหนดระเบียบวาระการประชุม การควบคุมการอภิปราย และการกำกับกระบวนการพิจารณากฎหมาย รวมถึง โครงสร้างของคณะกรรมาธิการต่างๆ

กล่าวได้ว่า…ประธานสภาเป็นผู้กำหนดจังหวะของเวทีการเมืองในรัฐสภา และมีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

หากไม่เกิดรายการฟ้าฝ่ากลางเปลวแดดแล้วล่ะก็…เก้าอี้ตัว คงตกเป็นของพรรคภูมิใจไทยแน่!!!

ถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง การวางบุคคลในตำแหน่ง “ประธานสภา” ย่อมต้องเป็น…บุคคลที่พรรคมีความไว้วางใจอย่างสูง เพราะจะมีบทบาทสำคัญในการดูแลการทำงานของรัฐบาลในรัฐสภา

ในบรรดาชื่อที่ถูกกล่าวถึงในทางการเมือง หนึ่งในบุคคลที่ถูกมองว่ามีความเป็นไปได้ คือ นายโสภณ ซารัมย์ อดีต รมว.คมนาคม และนักการเมืองที่มีบทบาทในพรรคภูมิใจไทยมาอย่างยาวนาน

ที่สำคัญ…เขาเป็น คนที่ “แกนนำจิตวิญญาณ” ของพรรคฯ ไว้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง!

การวางบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมืองและมีความใกล้ชิดกับคนสำคัญคนนั้น อาจช่วยให้พรรคสามารถประสานการทำงานระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน การเมืองภายในพรรคอื่น โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่รองลงมา ก็เริ่มปรากฏความเคลื่อนไหวบางประการ โดยมี เสียงสะท้อนจาก ส.ส. พรรคเพื่อไทยบางส่วน เกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีภายในพรรค

ขณะที่ พรรคประชาชน ได้ประกาศยกระดับการรับมือกับข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน

อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมของการเมืองก่อนเปิดสภา การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณสำคัญของการจัดวางอำนาจในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เพราะในทางการเมือง เวทีรัฐสภาไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการพิจารณากฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ของการกำหนดทิศทางอำนาจ และความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างพรรคต่างๆ

ดังนั้น การเปิดสมัยประชุมรัฐสภาในวันที่ 14 มีนาคม จึงไม่ใช่เพียงพิธีการตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ หากแต่เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการ “จัดวาง” อำนาจทางการเมืองในรอบใหม่

และ “หมากตัวแรก” ของเกมการเมืองในครั้งนี้ ก็คือ…การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดจังหวะของเวทีการเมืองในรัฐสภา ต่อจากนี้ไป.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password