โมเดล 10 พลัส

(Technocrat Cabinet : ทีมเศรษฐกิจใหม่ ‘รัฐบาลอนุทิน 2’ กับโจทย์การแข่งขันของไทยในโลกที่ปั่นป่วน)

คนไทยจะได้เห็น “ทีมเศรษฐกิจ-ต่างประเทศ” รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด Technocrat Cabinet ตั้งรัฐบาล ดึง “ผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพ” จากภาคเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการทูต ร่วมขับเคลื่อนนโยบายรัฐ จับตา! “3 แกนนำสำคัญ” เอกนิติ – สุธรรมพันธุ์ – สีหศักดิ์ บนเวทีประชุม สส.ภูมิใจไทย สะท้อนยุทธศาสตร์ “Team Thailand” ลุยแข่งขันเวทีโลกในยุคปั่นป่วนสุดๆ
การประชุมสัมมนาของพรรคภูมิใจไทย ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม สะท้อน…ทิศทางการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่อย่างชัดเจน
เมื่อ “ทีมผู้บริหาร” ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้า และการต่างประเทศของรัฐบาล ได้ขึ้นเวทีพูดคุยกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค อธิบายแนวคิดและภารกิจสำคัญที่จะใช้ขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป
การปรากฏตัวของทั้ง 3 บุคคล…ไม่เพียงเป็นการแนะนำ “ทีมงานใหม่” เท่านั้น หากยังสะท้อนภาพของการปรับรูปแบบการบริหารประเทศ ที่พยายามดึง “ผู้เชี่ยวชาญ” ระดับมืออาชีพ…เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในเชิงนโยบาย
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวกับสมาชิกพรรคว่า…รัฐบาลกำลังใช้แนวคิดเศรษฐกิจ “10 พลัส” เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยมองว่า การแข่งขันในโลกยุคใหม่ไม่สามารถพึ่งพาโมเดลเศรษฐกิจแบบเดิมได้อีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องยกเครื่องโครงสร้างเศรษฐกิจให้ทันกับการแข่งขันระดับโลก
พร้อมอธิบายว่า…การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปต้องดำเนินไปภายใต้กรอบความร่วมมือแบบ “Team Thailand” ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็น “หัวหน้าทีม” และมีหน่วยงานต่าง ๆ ทำงานร่วมกันเหมือนทีมแข่งในสนามระดับโลก
“เราจะใช้นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัสที่จับต้องได้ เพื่อขับเคลื่อนนำพาประเทศไทยให้เติบโตไปข้างหน้า นายกรัฐมนตรีคือหัวหน้าทีมรถแข่งที่ชื่อว่า Team Thailand เพื่อพาเราไปแข่งในเวทีโลก” ดร.เอกนิติ ระบุ
สำหรับ แนวคิด “10 พลัส” ไม่ใช่เพียงการตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ตั้งแต่…การสนับสนุนธุรกิจสีเขียว การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปจนถึง การแก้ปัญหาหนี้ของประชาชนรายย่อย ผู้สูงวัย และธุรกิจขนาดเล็ก
ดร.เอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า…เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและต้นทุนสินค้า
“เศรษฐกิจไทยตอนนี้เจอหลายพายุ หน้าที่ของเราคือต้องคาดการณ์และเตรียมการรองรับ เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน”
ขณะเดียวกัน ภารกิจด้านการค้าของรัฐบาลก็ต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน??? นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า…ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลต่อระบบโลจิสติกส์ของโลก และอาจกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศของไทยโดยตรง
ก่อนจะชี้ว่า…เส้นทางการขนส่งสินค้าของไทยกว่า 60% ต้องผ่านเส้นทางทะเลที่เชื่อมกับยุโรปและตะวันออกกลาง หากเส้นทางดังกล่าวเกิดปัญหาและต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮป การขนส่งจะใช้เวลานานขึ้นถึง 10–15 วัน ซึ่งย่อมเพิ่มต้นทุนสินค้าและกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทย
“สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้คือทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าทีมเราทุกคนสามารถตอบโจทย์ได้ และเราต้องหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องขนส่งสินค้าให้ได้” นางศุภจี กล่าว
นอกจากประเด็นด้าน โลจิสติกส์ แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังต้องรับมือกับปัญหาต้นทุนการผลิตในภาคเกษตร โดยเฉพาะ “ปุ๋ย” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของเกษตรกรไทย ทั้งนี้ นางศุภจี ระบุว่า…ไทยยังมีปุ๋ยใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม แต่รัฐบาลกำลังเตรียมหาแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซียและบรูไน เพื่อป้องกันการขาดแคลน
ในระยะยาว รมว.พาณิชย์ มองว่า…การปรับโครงสร้างการเกษตรจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยรัฐบาลตั้งเป้าปรับพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 1 ล้านไร่ไปสู่พืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและเพิ่มศักยภาพของภาคเกษตรไทยในตลาดโลก
ขณะที่ด้าน การต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ มองว่า…สถานการณ์โลกในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ และประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การทูตให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ของโลก
รมว.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า…การต่างประเทศของไทยในอดีตอาจอยู่ในลักษณะตั้งรับมากกว่าการรุก แต่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ
“โลกตอนนี้ปั่นป่วนมาก เราต้องมีการต่างประเทศที่เข้มแข็ง และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศไทยเป็นหลัก” นายสีหศักดิ์ ยังกล่าวและย้ำถึง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ต้องอาศัยความสมดุล โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับ มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รวมถึง ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค
“เราต้องอยู่กับมหาอำนาจให้ได้ แต่ถ้าเขากระทบศักดิ์ศรีเรา เราก็ยอมไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ของเราสำคัญที่สุด” รมว.ต่างประเทศ ย้ำ
การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการต่างประเทศในรัฐบาลชุดนี้ จึงสะท้อนแนวคิดการบริหารประเทศที่กำลังเปลี่ยนไปจากการเมืองแบบเดิม สู่การบริหารแบบทีมมืออาชีพที่เน้นความสามารถเฉพาะด้านมากขึ้น
โมเดล Technocrat Cabinet จึงไม่ใช่เพียงการแต่งตั้งบุคคล แต่เป็นความพยายามสร้าง “Team Thailand” ที่รวมความสามารถจากหลายภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้ในยุคที่เศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากรัฐบาลสามารถดำเนินนโยบายตามแนวทางนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยอาจมีโอกาสก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ที่พึ่งพานวัตกรรม การลงทุนระดับโลก และเศรษฐกิจสีเขียวมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโมเดล Technocrat Cabinet จะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเสถียรภาพทางการเมือง ความร่วมมือของระบบราชการ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ในโลกที่การแข่งขันระหว่างประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น การมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่สามารถมองเกมเศรษฐกิจ การค้า และภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างรอบด้าน อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของประเทศไทยในทศวรรษข้างหน้า!!!.






