กรุงไทย ‘ทุนเชิงระบบ’

(ความสำเร็จของแบงก์ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ : อัพเกรด! กลายเป็น ‘ทุนเชิงระบบ’ ของประเทศ)

การที่ธนาคารกรุงไทยติด Top 50 องค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากทำงานด้วย 3 ปีซ้อน ควบคู่การคว้า 100 รางวัลระดับโลก ไม่ใช่เพียงความสำเร็จขององค์กรการเงิน แต่สะท้อนศักยภาพของธนาคารที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ในการยกระดับบทบาทจากผู้ให้บริการทางการเงิน สู่กลไกเชิงระบบที่รัฐและประเทศสามารถพึ่งพาได้จริง
ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจไทย ยังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน??? ทั้งการแข่งขันระดับโลก, ความผันผวนของเทคโนโลยี และโจทย์เชิงโครงสร้างระยะยาว นั้น
กับ กระแสข่าวความสำเร็จ ของ ธนาคารกรุงไทย ที่ติดอันดับ “องค์กรในฝันของคนรุ่นใหม่” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และ การคว้า 100 รางวัลจากเวทีชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ
อาจถูกมองในชั้นต้นว่า…เป็นเพียง “ข่าวดีด้านภาพลักษณ์” ขององค์กร!!??
แต่หากพิจารณาในเชิงยุทธศาสตร์ นี่คือ สัญญาณที่สะท้อน ว่า…ธนาคารพาณิชย์ ที่มี “รัฐบาลไทย” ถือหุ้นใหญ่ในนาม “กระทรวงการคลัง” กำลัง “ยกระดับ” ตัวเองจาก…บทบาทผู้ให้บริการทางการเงิน สู่การเป็น “ทุนเชิงระบบ” ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม!!!
ความสำเร็จดังกล่าว ไม่ได้เกิดจาก…แคมเปญสื่อสาร หรือการสะสมถ้วยรางวัล หากแต่สะท้อนความสามารถในการจัดการองค์กรในภาพรวม
ตั้งแต่…การดึงดูดและพัฒนาบุคลากร, การปรับตัวด้านดิจิทัล, การวางระบบธรรมาภิบาล ไปจนถึงการรักษามาตรฐานสากล
ท่ามกลางข้อจำกัดและแรงกดดัน! ที่ธนาคารพาณิชย์แห่งนี้ ต้องเผชิญมากกว่า…ธนาคารพาณิชย์ของเอกชนทั่วไป
ในมุมของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” ของรัฐบาลอนุทิน และ อดีตประธานบอร์ดธนาคารกรุงไทย เคยมองและพาดพิงถึงว่า…ความสำเร็จของกรุงไทยสะท้อนภาพที่ชัดเจนว่า รัฐไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “ประสิทธิภาพ” กับ “ความโปร่งใส” หากโครงสร้างการกำกับดูแลถูกออกแบบอย่างเหมาะสม
ธนาคารรัฐสามารถเป็นทั้งเครื่องมือขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกัน ก็รักษามาตรฐานการบริหาร ความเสี่ยง และธรรมาภิบาลในระดับสากลได้พร้อมกัน
มุมมองดังกล่าว มีนัยสำคัญทางการเมืองและเชิงนโยบาย เพราะสะท้อนว่า…รัฐบาลมองสถาบันการเงินที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ไม่ใช่เพียงหน่วยงานปฏิบัติการทางการเงิน แต่เป็น…โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สามารถรองรับภารกิจเชิงระบบ!
ตั้งแต่…การลดความเหลื่อมล้ำ, การผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล ไปจนถึงการสร้างวินัยและความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินของประเทศ
ในระดับ กำกับดูแลเชิงนโยบาย, นายลวรณ แสงสนิท ประธานคณะกรรมการธนาคารกรุงไทย ยังต้องทำหน้าที่ “รักษาสมดุล” ระหว่าง…การเติบโตขององค์กร กับความคาดหวังของรัฐและสังคมไทย
ความโดดเด่นของกรุงไทย ที่ได้รับรางวัลครอบคลุมแทบทุกมิติ! ตั้งแต่…การบริหารองค์กร, นวัตกรรมดิจิทัล, การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึง ESG และทรัพยากรบุคคล
ตรงนี้ มันสะท้อนว่า…องค์กรที่มีสถานะเป็น “สถาบันการเงิน” แห่งนี้ กำลังถูกขับเคลื่อนด้วย…ระบบบริหารที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน! ไม่ใช่ผลลัพธ์ระยะสั้น?
สำหรับ ธนาคารพาณิชย์ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ ความผิดพลาดด้านธรรมาภิบาลเพียงครั้งเดียว! อาจกระทบความเชื่อมั่นทั้งระบบ!!!
แต่ในทางกลับกัน ความสำเร็จที่ยืนอยู่บนความโปร่งใสและการกำกับดูแลที่ดี สิ่งนี้…ก็จะกลายเป็น “ต้นทุนเชิงบวก” ให้ประเทศในระยะยาว และ “ลดภาระ” ของรัฐ ในการสร้างความเชื่อมั่นผ่านกลไกอื่นที่มีต้นทุนสูงกว่า!!??
ในเชิงการบริหาร, นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ต้องเผชิญกับโจทย์สำคัญที่สุด! นั่นคือ…การแปลงความสำเร็จเชิงรางวัล และภาพลักษณ์ “Future Ready” ให้กลายเป็น “ผลลัพธ์” ที่ประชาชนและผู้ใช้บริการสัมผัสได้จริง!
ไม่ว่าจะเป็น…การพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้ง, การนำ Generative AI มาเพิ่มประสิทธิภาพ, การออกแบบโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกกลุ่ม หรือแม้แต่…การยกระดับทักษะบุคลากรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
การที่ “คนรุ่นใหม่” เลือกกรุงไทย เป็น…องค์กรที่อยากร่วมงานมากที่สุด! ไม่ใช่เพียง “ชัยชนะ” ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล แต่มันคือ…การเสริม “กำลังรบขององค์กร” ให้พร้อมรองรับภารกิจระดับประเทศ
ลดความเสี่ยง! ที่ ธนาคารญฯ จะกลายเป็น “องค์กรขนาดใหญ่” ที่เชื่องช้า ไม่ทันต่อบริบทเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว!!??
ใน ภาพรวม…ความสำเร็จของธนาคารกรุงไทยในวันนี้ จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่องขององค์กรหนึ่ง แต่มันคือ บทพิสูจน์ ที่ว่า…
ธนาคารพาณิชย์ที่รัฐถือหุ้นใหญ่ สามารถถูกออกแบบและบริหารให้เป็นกลไกเชิงระบบของประเทศได้จริง! หากมีทั้ง…ผู้นำ, นโยบาย และธรรมาภิบาล ที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน!!!
ความท้าทายจากนี้…ไม่ใช่การคว้ารางวัลเพิ่มขึ้น แต่คือ…การรักษามาตรฐานนี้ให้มั่นคง! ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมือง
เพื่อให้…ความสำเร็จของธนาคารกรุงไทย แปลเปลี่ยนเป็นความมั่นคงของระบบ และก่อประโยชน์อย่างที่สุด! ต่อคนไทยทั้งประเทศอย่างยั่งยืน ไปอีกนานเท่านาน!!!.







