ผ่าผลงาน 5 แบงก์ใหญ่

(น่าทึ่งกับผลกำไรช่วงครึ่งแรกปี’ 69 หลังภาพรวมทะลุ 1.11 แสนล้าน ฝ่าดอกเบี้ยขาลง – เศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง)
5 ธนาคารขนาดใหญ่ โชว์ผลดำเนินงานไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปี 2569 สะท้อนระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ยังรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ดี ท่ามกลางแรงกดดัน “ขาลงดอกเบี้ยขา” และ “เศรษฐกิจฟื้นไม่ทั่วถึง” เร่งลดพึ่งพารายได้ดอกเบี้ย หันรุกธุรกิจเวลธ์–ค่าธรรมเนียม พร้อมคุมต้นทุนและใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพ
“กรุงไทย” กำไร Q2 โต 9% ครึ่งปีแรกแตะ 2.46 หมื่นล้าน :
ธนาคารกรุงไทยและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 12,125 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ กำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 24,562 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากการเติบโตของสินเชื่อ ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง และธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยขาลง
สินเชื่อรวมในไตรมาส 2 ขยายตัว 5.1% จากปีก่อน โดยมีแรงสนับสนุนจาก สินเชื่อรายย่อย ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และภาครัฐ อย่างไรก็ตาม รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 13.5% ทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ หรือ NIM อยู่ที่ 2.45% ขณะที่ รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิเพิ่มขึ้น 10.3% จากธุรกิจเวลธ์ ช่องทางดิจิทัล และการขยายผลิตภัณฑ์การลงทุน
ด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ปรับลดลงเหลือ 38.9% จาก 42.3% ในปีก่อน ขณะที่ NPL Ratio อยู่ที่ 2.92% Credit Cost อยู่ที่ 0.95% และ Coverage Ratio อยู่ในระดับสูงถึง 205% ส่วนอัตราเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 20.7%
นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งแรกของปีขยายตัวไม่ทั่วถึงในลักษณะ K-shape โดยครัวเรือนจำนวนมากยังมีกำลังซื้อต่ำ ขณะที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเผชิญทั้งรายได้ลดลงและต้นทุนสูง ธนาคารจึงเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุก ควบคู่กับการสนับสนุนเงินทุนแก่อุตสาหกรรมเป้าหมาย การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ธุรกิจเวลธ์ การนำ AI มาใช้ และการเตรียมเปิดให้บริการ Virtual Bank
“กรุงเทพ” กำไรลด 16.2% ตั้งรับด้วยสำรองสูงกว่า 300% :
ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2569 จำนวน 20,492 ล้านบาท ลดลง 16.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.4% ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ NIM ลดลงมาอยู่ที่ 2.46% แม้การขยายตัวของสินเชื่อจะช่วยชดเชยผลกระทบได้บางส่วน
รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิปรับตัวดีขึ้นจากบริการประกันผ่านธนาคาร กองทุนรวม และค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ แต่รายได้จากการดำเนินงานอื่นลดลงจากกำไรเงินลงทุนที่อ่อนตัว ขณะที่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 6.5% ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 47.1% ส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงเหลือ 17,435 ล้านบาท
ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ธนาคารมีสินเชื่อรวม 2.678 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% จากสิ้นปี นำโดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และกิจการต่างประเทศ ส่วน NPL Ratio อยู่ที่ 3.3% และ Coverage Ratio สูงถึง 306.3% ขณะที่อัตราเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 21.4%
ฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก แต่การท่องเที่ยวยังฟื้นตัวต่ำกว่าคาด ขณะที่ข้อจำกัดทางการคลัง มาตรการกีดกันทางการค้า และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความเสี่ยง ธนาคารจึงมุ่งดูแลลูกค้าอย่างระมัดระวัง สนับสนุนการปรับตัวด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนใช้เครือข่ายต่างประเทศช่วยลูกค้าขยายกิจการ
หมายเหตุ: ข้อมูลต้นฉบับของธนาคารกรุงเทพไม่ได้ระบุกำไรเฉพาะไตรมาส 2 และไม่ได้ระบุชื่อผู้บริหารผู้ให้ความเห็น จึงนำเสนอเฉพาะตัวเลขครึ่งปีแรกและใช้คำว่า “ฝ่ายบริหารธนาคารกรุงเทพ” เพื่อไม่ให้เกิดการอ้างชื่อหรือประมาณการตัวเลขขึ้นใหม่
“SCBX” กำไรฟื้น 9% เร่งใช้ AI สร้างเครื่องยนต์รายได้ใหม่ :
บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBX มีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 11,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 13.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ฟื้นตัวและกำไรจากการลงทุนและการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสแรก
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 27,306 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 10.2% จากปีก่อน เนื่องจาก NIM ถูกกดดันจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่สินเชื่อทรงตัวจากสิ้นปี สะท้อนการคัดเลือกสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นเพิ่มขึ้น 14.8% จากการเติบโตของธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง
ค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 2.2% เหลือ 17,042 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้อยู่ที่ 41.3% ส่วน NPL Ratio ปรับดีขึ้นจาก 3.23% ในไตรมาสก่อน เหลือ 3.17% Coverage Ratio อยู่ที่ 158.6% และอัตราเงินกองทุนตามกฎหมายอยู่ที่ 18.6%
นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCBX กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญการฟื้นตัวที่กระจุกตัวและภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูง กลุ่มบริษัทจึงมุ่งเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมดูแลลูกค้าที่มีศักยภาพฟื้นตัว ควบคู่กับการเชื่อมโยงธุรกิจเวลธ์ของบริษัทในกลุ่ม และเตรียมความพร้อม “แบงก์เอกซ์” ซึ่งจะนำ AI มาใช้ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน กระบวนการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงบริการเฉพาะบุคคล
หมายเหตุ: ข้อมูลต้นฉบับไม่ได้ระบุกำไรครึ่งปีแรกของ SCBX โดยตรง หากคำนวณย้อนหลังจากกำไรไตรมาส 2 ซึ่งเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาสแรก กำไรครึ่งปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 21,316 ล้านบาท ตัวเลขนี้จึงเป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขที่บริษัทประกาศในข้อมูลชุดนี้
“กสิกรไทย” กำไรสูงสุด 2.79 หมื่นล้าน :
ธนาคารกสิกรไทยและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จำนวน 13,247 ล้านบาท ลดลง 9.68% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากไตรมาสนี้ไม่มีรายได้ค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวเหมือนไตรมาสแรก หากตัดผลของรายการดังกล่าวออก กำไรไตรมาส 2 จะลดลงจากไตรมาสก่อนเพียง 0.98%
กำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 27,915 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สูงที่สุดในกลุ่มธนาคารที่นำมาเปรียบเทียบ อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายได้พิเศษจากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุน 1,455 ล้านบาท กำไรจะอยู่ที่ 26,609 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 1.25% สะท้อนว่าการเติบโตจากการดำเนินงานปกติยังค่อนข้างจำกัด
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 9.55% เหลือ 63,390 ล้านบาท และ NIM อยู่ที่ 2.91% ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 29.81% เป็น 35,855 ล้านบาท จากธุรกิจเวลธ์ การลงทุน และประกันภัย ส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานลดลง 2.02% ด้าน NPL Ratio อยู่ที่ 3.18% Coverage Ratio 173.9% และสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 3.32% จากสิ้นปีเป็น 2.55 ล้านล้านบาท
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจครึ่งปีหลังอาจได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายภายในประเทศและมาตรการภาครัฐ แต่ภาพรวมทั้งปียังมีแนวโน้มชะลอลงจากความผันผวนของราคาพลังงาน นโยบายการค้าของสหรัฐฯ สถานการณ์เอลนีโญ และข้อจำกัดด้านการเบิกจ่ายภาครัฐ ธนาคารจึงจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3+1 และการเพิ่ม Productivity ควบคู่กับการประคับประคองลูกค้าและบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
“กรุงศรี” ครึ่งปีแรกกำไรโต 6.8% :
ธนาคารกรุงศรีอยุธยามีกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ประมาณ 8,294 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิครึ่งปีแรกอยู่ที่ 16,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.8% จากการเติบโตของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ ธุรกิจในอาเซียน รายได้ค่าธรรมเนียม และการบริหารต้นทุนเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
สินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 0.4% จากสิ้นปีเป็น 1.94 ล้านล้านบาท โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 6% และสินเชื่ออาเซียนเพิ่มขึ้น 5.1% โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่เงินฝากลดลง 2.8% จากการลดเงินฝากประจำต้นทุนสูง และเพิ่มสัดส่วนเงินฝากกระแสรายวันกับออมทรัพย์
NIM เพิ่มขึ้นเป็น 4.60% จาก 4.14% ในปีก่อน จากการรวมพอร์ตสินเชื่อผลตอบแทนสูงของ TIDLOR การเติบโตของธุรกิจอาเซียน และต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 15.4% จากค่าธรรมเนียม กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน หนี้สูญรับคืน และกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่ NPL Ratio ลดลงจาก 3.26% เมื่อสิ้นปีเหลือ 3.08% แต่ Credit Cost ยังอยู่ในระดับสูงที่ 2.36% และ Coverage Ratio อยู่ที่ 137.9%
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกรุงศรี กล่าวว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกสะท้อนยุทธศาสตร์การเติบโตของสินเชื่อแบบมุ่งเป้าหมาย การบริหารงบดุล การควบคุมค่าใช้จ่าย และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ โดยธุรกิจในประเทศได้แรงสนับสนุนจากลูกค้ารายใหญ่ ขณะที่สินเชื่ออาเซียนยังรักษาโมเมนตัมได้ดี อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังมีความเสี่ยงจากราคาพลังงาน นโยบายการค้าสหรัฐฯ กำลังซื้อหลังมาตรการกระตุ้นสิ้นสุด และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
ภาพรวม 5 แบงก์ใหญ่ “กำไรแกร่ง – ดบ.เริ่มหมดแรง” :
เมื่อรวมกำไรครึ่งปีแรกของกสิกรไทย กรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ กรุงศรี และกำไรโดยประมาณของ SCBX ทั้งห้ากลุ่มมีกำไรสุทธิรวมประมาณ 111,200 ล้านบาท โดยกสิกรไทยมีกำไรสูงสุด ตามด้วยกรุงไทย SCBX ธนาคารกรุงเทพ และกรุงศรี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขกำไรรวมดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกธนาคารกำลังเติบโตในทิศทางเดียวกัน เพราะคุณภาพและแหล่งที่มาของกำไรแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ กรุงไทยและกรุงศรีสามารถเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานและการปรับโครงสร้างรายได้ ขณะที่กสิกรไทยมีรายการพิเศษช่วยสนับสนุน ส่วนธนาคารกรุงเทพและ SCBX ยังเผชิญกำไรที่ลดลงจากปีก่อน
ดอกเบี้ยขาลงบีบรายได้หลัก เร่งหันหาเครื่องยนต์ใหม่ :
สัญญาณที่เห็นตรงกันเกือบทุกธนาคาร นั่นก็คือ การลดลงของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ โดย กรุงไทยลดลง 14.7% ในครึ่งปีแรก ธนาคารกรุงเทพลดลง 12.4% กสิกรไทยลดลง 9.55% และ SCBX ลดลง 10.2% ในไตรมาส 2 จากปีก่อน แสดงให้เห็นว่าการลดอัตราดอกเบี้ยส่งผ่านมายังรายได้ของธนาคารค่อนข้างเร็ว
กรุงศรีเป็นข้อยกเว้น เนื่องจาก NIM เพิ่มขึ้นเป็น 4.60% จากการรวมพอร์ตสินเชื่อผลตอบแทนสูงของ TIDLOR การขยายสินเชื่อในอาเซียน และการลดเงินฝากประจำต้นทุนสูง กลยุทธ์ดังกล่าวสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง แต่ก็มาพร้อม Credit Cost ที่สูงกว่าธนาคารอื่น จึงเป็นแนวทางที่ให้ผลตอบแทนสูงแลกกับความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
“เวลธ์ – ค่าธรรมเนียม” ขึ้นแท่นสนามแข่งขันใหม่ :
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยกำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพยุงกำไร โดยกสิกรไทยมีรายได้ส่วนนี้เพิ่มขึ้น 29.81% กรุงศรีเพิ่มขึ้น 15.4% รายได้ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นของ SCBX เพิ่มขึ้น 14.8% ส่วนค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิของกรุงไทยเพิ่มขึ้น 10.3%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุนรวม ประกันภัย หลักทรัพย์ และผลิตภัณฑ์ลงทุนกำลังเป็นสมรภูมิใหม่ เพราะสามารถสร้างค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องใช้เงินกองทุนมากเท่ากับการปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสอดคล้องกับเศรษฐกิจแบบ K-shape ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและสินทรัพย์สูงยังสามารถลงทุนได้ แม้ครัวเรือนระดับกลางและรายได้น้อยเผชิญข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยต้องแยกให้ออกระหว่างรายได้ประจำกับรายได้ที่ผันผวน ค่าธรรมเนียมจากกองทุน ประกัน และบริการทางการเงินมีโอกาสเกิดขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่กำไรจากเงินลงทุน การปรับมูลค่ายุติธรรม หรือค่าชดเชยพิเศษอาจไม่เกิดซ้ำ การประเมินผลประกอบการจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะกำไรสุทธิที่รายงานเท่านั้น
คุมต้นทุนกลายเป็นเงื่อนไขรักษากำไร :
เมื่อรายได้ดอกเบี้ยลดลง ความสามารถในการควบคุมต้นทุนจึงมีผลต่อกำไรโดยตรง กรุงไทยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ต่ำที่สุดที่ 38.9% ตามด้วยกสิกรไทย 40.33% และ SCBX 41.3% ส่วนกรุงศรีอยู่ที่ 45.5% และธนาคารกรุงเทพ 47.1%
กรุงไทยจึงมีความโดดเด่นด้านประสิทธิภาพ เพราะสามารถรักษาการเติบโตของกำไรทั้งที่รายได้ดอกเบี้ยลดลงมาก ขณะที่ SCBX กำลังเดิมพันกับ AI และระบบอัตโนมัติเพื่อลดต้นทุนระยะยาว ส่วนธนาคารกรุงเทพแม้ลดค่าใช้จ่ายได้ 6.5% แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยและกำไรเงินลงทุน
คุณภาพหนี้ยังควบคุมได้ แต่แรงกดดันยังไม่สิ้นสุด :
NPL Ratio ของทั้งห้ากลุ่มอยู่ในช่วงประมาณ 2.92–3.30% ซึ่งยังไม่สะท้อนภาวะวิกฤต แต่ระดับ Coverage Ratio แตกต่างกันมาก ตั้งแต่ 137.9% ของกรุงศรี ไปจนถึง 306.3% ของธนาคารกรุงเทพ
ธนาคารกรุงเทพจึงมีเกราะสำรองสูงที่สุด ตามด้วยกรุงไทยที่ 205% กสิกรไทย 173.9% SCBX 158.6% และกรุงศรี 137.9% ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากทั้งนโยบายการตั้งสำรองและโครงสร้างพอร์ตสินเชื่อ โดยธนาคารที่มีสินเชื่อรายย่อยหรือสินเชื่อผลตอบแทนสูงย่อมต้องเผชิญต้นทุนความเสี่ยงมากกว่า
ครึ่งปีหลังจึงต้องติดตามความสามารถชำระหนี้ของครัวเรือนและเอสเอ็มอี โดยเฉพาะหากกำลังซื้ออ่อนแรง ต้นทุนพลังงานทรงตัวสูง หรือแรงกระตุ้นจากมาตรการภาครัฐเริ่มลดลง เพราะผลกระทบต่อคุณภาพสินทรัพย์มักเกิดช้ากว่าการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจ
5 ธนาคาร 5 เส้นทางแข่งขัน :
หากพิจารณา ตำแหน่งเชิงยุทธศาสตร์ กรุงไทยมีความสมดุลมากที่สุดระหว่างกำไร ประสิทธิภาพ คุณภาพสินทรัพย์ และเงินกองทุน พร้อมโอกาสต่อยอดจากฐานลูกค้าภาครัฐ ระบบดิจิทัล และ Virtual Bank
ธนาคารกรุงเทพเลือกแนวทางระมัดระวัง โดยใช้ระดับสำรองและเงินกองทุนที่สูงเป็นเกราะป้องกัน พร้อมรักษาความได้เปรียบในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ การค้าระหว่างประเทศ และเครือข่ายต่างประเทศ
กสิกรไทยมีฐานกำไรสูงและความแข็งแกร่งในธุรกิจเวลธ์ ประกัน และค่าธรรมเนียม แต่ต้องพิสูจน์การเติบโตของกำไรปกติหลังตัดรายการพิเศษ รวมถึงควบคุมหนี้เสียที่เริ่มเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
SCBX กำลังเปลี่ยนจากกลุ่มธนาคารแบบดั้งเดิมไปสู่กลุ่มเทคโนโลยีทางการเงิน โดยความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับความสามารถของธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม และแบงก์เอกซ์ในการสร้างกำไร จนสามารถลดการพึ่งพารายได้จากธนาคารพาณิชย์หลักได้จริง
ส่วน กรุงศรีเลือกเดินเกมรุกผ่านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ TIDLOR และเครือข่ายอาเซียน ทำให้สร้าง NIM ได้สูงกว่าคู่แข่ง แต่ต้องควบคุม Credit Cost และรักษาระดับสำรองให้เหมาะสมกับความเสี่ยงของพอร์ตผลตอบแทนสูง
ภาพรวมระบบแบงก์ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะกำไรถดถอย :
ผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 บ่งชี้ว่า…ระบบธนาคารไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะกำไรถดถอยพร้อมกันทั้งระบบ แต่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากยุคที่กำไรขับเคลื่อนด้วยส่วนต่างดอกเบี้ย ไปสู่ยุคที่ต้องแข่งขันด้วยค่าธรรมเนียม ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง เทคโนโลยี การควบคุมต้นทุน และความแม่นยำในการบริหารความเสี่ยง
ผู้ได้เปรียบในครึ่งปีหลังจึงอาจไม่ใช่ธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อได้มากที่สุด หรือมีกำไรสุทธิสูงที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นธนาคารที่สามารถสร้างรายได้ประจำซึ่งไม่พึ่งพาดอกเบี้ย ลดต้นทุนโดยไม่ลดศักยภาพการแข่งขัน และรักษาคุณภาพสินทรัพย์ได้พร้อมกัน
หาก เศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำและฟื้นตัวแบบ K-shape ความแตกต่างระหว่าง “กำไรที่รายงาน” กับ “คุณภาพของกำไร” จะยิ่งชัดเจน และกลายเป็น “ตัวชี้วัดสำคัญ” ว่า…ธนาคารใดมีความพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนได้มากกว่ากัน!!!.






