OECD เดิมพันมาตรฐานไทย?

(2 ปีกับ ‘บทพิสูจน์ประเทศไทย’ พร้อมก้าวสู่ ‘มาตรฐานสากล’ ด้านเศรษฐกิจ ธรรมาภิบาล และความน่าเชื่อถือแค่ไหน?)

ประเทศไทยเหลือเวลาอีกราว 2 ปี ก่อนเข้าสู่ช่วงสำคัญของกระบวนการภาคยานุวัติเข้าเป็นสมาชิก OECD  ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาหลายด้านที่ถูกจับตามองทั้งในและต่างประเทศ น่าสนใจกับ “เวลาที่เหลือ” และ “ข่าวลบ” ที่ผุดขึ้นมากมาย ที่สุด! รัฐไทยจะ “ยกระดับ” มาตรฐานของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลกได้มากน้อยเพียงใด?

การสมัครเข้าเป็น สมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของประเทศไทย ภายหลัง รัฐบาลประกาศเร่งเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก จากกรอบเวลาเดิมในปี 2573 ให้เร็วขึ้นเป็นปี 2571 นั้น

มองเผินๆ เหมือนเป็นแค่เพียงข่าวด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ที่อาจดูเป็นเรื่อง “ไกลตัว” สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย

แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป กระบวนการดังกล่าว…กลับสะท้อนโจทย์สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของประเทศไทย นั่นคือ ความสามารถในการยกระดับระบบเศรษฐกิจ กฎหมาย และธรรมาภิบาล ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศพัฒนาแล้ว

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่ OECD แต่คือประเทศไทย :

ประเด็นนี้ ได้รับการตอกย้ำ หลังจาก “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ได้สอบถามกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระหว่างร่วมการบรรยายพิเศษใน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง ประจำปี 2569 ของ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ  เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

กับประเด็นถึงความกังวลที่ว่า…ประเทศไทยเหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปี ก่อนเข้าสู่ช่วงสำคัญของการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิก OECD แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศกลับเผชิญประเด็นด้านธรรมาภิบาล การบังคับใช้กฎหมาย ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ซึ่งอาจส่งผลต่อการประเมินของ OECD รัฐบาลจะมีแนวทางรับมืออย่างไร?

รองนายกฯเอกนิติ อธิบายว่า…ข้อดีของการเข้าสู่กระบวนการ OECD คือ การมีมาตรฐานที่ชัดเจนว่าประเทศควรดำเนินการอะไรบ้าง? พร้อมกับย้ำว่า…ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการตามโรดแมปที่กำหนดไว้ และการที่ OECD มีคณะกรรมการเฉพาะด้าน (Committees) ถึง 25 คณะ ที่จะช่วยให้ประเทศไทย “ยกระดับมาตรฐาน” ในแต่ละด้านได้อย่างเป็นระบบ

คำตอบข้างต้น! อาจฟังดูเรียบง่าย แต่หากวิเคราะห์ในเชิงยุทธศาสตร์ จะพบว่า…รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ

ประการแรก รัฐบาลไม่ได้ปฏิเสธว่า…ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายๆ ด้านพร้อมกัน

ประการที่สอง รัฐบาลกำลังมองว่า…ปัญหาเหล่านั้น ควรเป็น “แรงผลัก” ให้เกิดการปฏิรูป มากกว่าจะเป็นเหตุผลให้ชะลอการเปลี่ยนแปลง

นี่คือ…มุมมองที่แตกต่างจากการมอง OECD เป็นเพียง “ปลายทาง” ของนโยบายต่างประเทศ เพราะแท้จริงแล้ว OECD กลับจะเป็น “เครื่องมือ” ที่ใช้ “วัด” ความเข้มแข็งของโครงสร้างรัฐและระบบเศรษฐกิจของประเทศผู้สมัคร

OECD กำลังวัดอะไร :

หลายคนเข้าใจว่า…OECD เป็นเพียงการรวมกลุ่มของประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในทางปฏิบัติ OECD คือองค์กรที่พัฒนา “มาตรฐาน” และ “แนวปฏิบัติที่ดี” ในด้านเศรษฐกิจ การคลัง การลงทุน การแข่งขัน นโยบายดิจิทัล สิ่งแวดล้อม การศึกษา และธรรมาภิบาล

การสมัครเข้าเป็นสมาชิก จึงไม่ใช่เพียงการยื่นเอกสารหรือการเจรจาทางการทูต หากเป็นกระบวนการที่ประเทศผู้สมัครต้องแสดงให้เห็น ว่า…กฎหมาย นโยบาย และการบริหารประเทศ สามารถดำเนินไปตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ OECD พิจารณาจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ยังรวมถึง…ความสามารถของรัฐในการกำกับดูแล การบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใสของภาครัฐ การคุ้มครองการแข่งขัน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและประชาชน

กล่าวอีกนัยหนึ่ง OECD ไม่ได้กำลังประเมินเพียง “เศรษฐกิจไทย” แต่กำลังประเมิน “คุณภาพของรัฐไทย!!!”

ข่าวร้าย…อาจเป็นบททดสอบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ :

เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญทั้ง “ข้อถกเถียง” เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย การปราบปรามธุรกิจอำพราง การกำกับดูแลภาคธุรกิจ ตลอดจนประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

หากมองในเชิงการเมือง เหตุการณ์เหล่านี้ อาจเป็นเพียงกระแสข่าวรายวัน แต่หากมองผ่านมุมของ OECD สิ่งเหล่านี้คือดัชนีที่สะท้อนประสิทธิภาพของระบบบริหารประเทศ

นั่นเพราะ…มาตรฐานสากลไม่ได้ถามว่าประเทศไทย “มีปัญหาหรือไม่???” หากแต่ถามว่า…เมื่อเกิดปัญหาแล้ว รัฐไทยมีศักยภาพในการแก้ไขอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพเพียงใด?

นี่คือ…โจทย์ที่ใหญ่กว่าการสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD

และอาจเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยต้องตอบให้ได้ก่อนการประเมินจะมาถึงในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า

25 คณะกรรมการ…25 บททดสอบของรัฐไทย :

อีกประเด็นหนึ่งที่ รองนายกฯเอกนิติ กล่าวถึง และอาจเป็น ประเด็นที่มีนัยสำคัญที่สุด! นั่นก็คือ OECD มี Committees จำนวน 25 คณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

หลายคนอาจมองว่า…เป็นเพียงโครงสร้างการทำงานขององค์กรระหว่างประเทศ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ คณะกรรมการเหล่านี้ คือ…”กระจกสะท้อน” คุณภาพของประเทศในแต่ละมิติ!!!

ตั้งแต่…การคลังและภาษี การลงทุน การแข่งขันทางการค้า การกำกับดูแลกิจการภาครัฐ เศรษฐกิจดิจิทัล วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม การศึกษา สิ่งแวดล้อม ไปจนถึง…การต่อต้านการทุจริตและธรรมาภิบาล

กล่าวอีกนัยหนึ่ง OECD ไม่ได้กำลังประเมินเพียงนโยบายของรัฐบาล หากกำลังประเมิน “ศักยภาพของระบบรัฐไทย”

นั่นหมายความว่า…หากประเทศไทยยังมีปัญหาในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ความโปร่งใสของภาครัฐ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม หรือการกำกับดูแลที่ขาดประสิทธิภาพ

สิ่งเหล่านี้…ย่อมไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่มาตรฐานสากล!!??

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คำตอบของ รองนายกฯเอกนิติ ไม่ได้มุ่งอธิบายว่า…ปัญหาเหล่านั้นไม่มีอยู่ หากกลับย้ำว่า…ปัญหาเหล่านี้ คือ สิ่งที่จะต้องเร่งแก้ไขตามโรดแมปที่กำหนดไว้

เพราะสำหรับ OECD การยอมรับ ว่า…มีปัญหาอาจไม่ใช่เรื่องเสียหาย หากประเทศสามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

OECD กับยุทธศาสตร์การแข่งขันของไทย :

หากมองใน ภาพใหญ่ การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงนโยบายด้านการต่างประเทศหรือเศรษฐกิจระหว่างประเทศ แต่เป็น…ส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

โลกในปัจจุบัน! กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “การแข่งขันรูปแบบใหม่” ประเทศต่าง ๆ ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านต้นทุนแรงงาน หรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี อีกแล้ว หากแต่แข่งขันกันที่…คุณภาพของกฎหมาย ความน่าเชื่อถือของสถาบันรัฐ ความสามารถในการกำกับดูแล และความมั่นใจที่สามารถสร้างให้กับนักลงทุน

ยิ่งในช่วงที่ ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) กำลังปรับตัว จากผลกระทบของ…ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า นักลงทุนยิ่งให้ความสำคัญกับประเทศที่มีกติกาชัดเจน ระบบกฎหมายที่คาดการณ์ได้ และธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานของ OECD จึงไม่ใช่เพียง “เงื่อนไขการเป็นสมาชิก” หากยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสายตาของนักลงทุนทั่วโลก

หากประเทศไทยสามารถ “ยกระดับมาตรฐาน” ดังกล่าวได้สำเร็จ ผลประโยชน์ที่ได้รับ ย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการมีชื่ออยู่ในรายชื่อประเทศสมาชิก OECD แต่หมายถึงโอกาสในการดึงดูดการลงทุน การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว

อีกสองปี…ประเทศไทยต้องพิสูจน์อะไร :

เวลาที่เหลืออยู่อีกราว 2 ปี อาจไม่เพียงพอสำหรับการปฏิรูปทุกเรื่องให้แล้วเสร็จ แต่เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า…ประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง

สิ่งที่ OECD และประชาคมโลก ต้องการจะเห็นจากประเทศไทย อาจไม่ใช่…ถ้อยแถลงหรือคำมั่นสัญญา หากแต่เป็น…ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง! ไม่ว่าจะเป็น…

การปรับปรุงกฎหมายที่ล้าสมัย

การยกระดับประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล

การสร้างระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม

การลดอุปสรรคต่อการลงทุน

การเสริมสร้างความโปร่งใสของภาครัฐ

และ การทำให้หลักนิติธรรมเกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม

ทั้งหมดนี้ ก็คือ…“ตัวชี้วัด” ที่สำคัญกว่าการประกาศเป้าหมายว่าจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ด้วยซ้ำไป!!!

รัฐไทยใช้เป็นแรงขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ :

จากคำตอบของ รองนายกฯเอกนิติ ทำให้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า…รัฐบาลกำลังพยายามใช้ กระบวนการภาคยานุวัติ หรือ กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD เป็นแรงขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มากกว่ามองเป็นเพียงภารกิจด้านการต่างประเทศ

แนวคิดดังกล่าวถือเป็นทิศทางที่น่าสนใจอย่างมาก เพราะหาก…ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนมาตรฐานของตนเองให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลได้จริง ประโยชน์จะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันที่ได้รับสมาชิกภาพ หากจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่การปฏิรูปเริ่มส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากการ “ยกระดับมาตรฐาน” ยังเป็นเพียงภารกิจของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว

ดังนั้น การปฏิรูปตามกรอบ OECD จึงควรถูกกำหนดให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกภาคส่วน ทั้ง…ฝ่ายนิติบัญญัติ หน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม ต่างมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน

นั่นเพราะ…มาตรฐานที่ OECD ใช้ประเมิน ไม่ได้เป็น “ประโยชน์” ต่อองค์กรระหว่างประเทศ หากเป็น “มาตรฐาน” ที่ช่วยให้ประเทศไทย มีระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง โปร่งใส และแข่งขันได้มากขึ้น!!!

เป้าหมายสำคัญสุด คือ “ยกระดับมาตรฐาน” :

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างประเทศ ไม่ได้วัดกันเพียง…ขนาดของเศรษฐกิจ หากแต่วัดกันที่…คุณภาพของสถาบันรัฐ ความโปร่งใสของระบบกฎหมาย ความสามารถในการกำกับดูแล และความเชื่อมั่นที่ประเทศสามารถสร้างให้กับนักลงทุนและประชาคมโลก

ดังนั้น การเดินหน้าสู่ OECD จึงไม่ใช่เพียงการขอเข้าเป็น…สมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศ หากแต่เป็นการประกาศว่า…ประเทศไทยพร้อมที่จะ “ยกระดับมาตรฐาน” ของตนเองให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลได้แค่ไหน?

เวลาที่เหลืออีก 2 ปีนับจากนี้ ประเทศไทยอาจได้รับการรับรองให้เป็นสมาชิก OECD หรืออาจยังต้องเดินหน้าปรับปรุงในบางด้านต่อไป

แต่ไม่ว่า…ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร? หากกระบวนการนี้ สามารถทำให้ประเทศไทยมีระบบบริหารที่โปร่งใส กฎหมายที่เป็นธรรม การแข่งขันที่เสรี และสถาบันภาครัฐที่ได้รับความเชื่อถือมากขึ้น! แล้ว

สิ่งที่ประเทศไทยจะได้รับ…ย่อมมีคุณค่ามากกว่าการได้รับสมาชิกภาพขององค์กรระหว่างประเทศอย่างแน่นอน!

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การเป็น สมาชิก OECD อาจเป็นเพียงเป้าหมายหนึ่งของรัฐบาล แต่การ “ยกระดับมาตรฐาน” ของประเทศไทย ให้เป็นที่เชื่อมั่นของประชาคมโลก นั่นควรจะเป็น…เป้าหมายสำคัญที่สุด!ที่คนไทยทั้งประเทศ ควรร่วมกันผลักดัน มิใช่หรือ???

และหากวันนั้นมาถึง การเป็นสมาชิก OECD ก็จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “รางวัล” แต่ทว่ามันจะเป็น  “ผลลัพธ์” ที่เป็นเลิศ จากการ “ปฏิรูป” ที่ประเทศไทยสร้างขึ้นด้วยตนเอง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password