หลักฐานใหม่ ‘วัดใจ’ กกต.

(‘เลขาฯแสวง’ รับ! ต้องตรวจสอบข้อมูลใหม่ – แต่จะ…เปิดไต่สวนเพิ่ม หรือค้นเพียงคำให้การเดิม?)
เมื่อ “เลขาธิการ กกต.” ยืนยันว่า ข้อเท็จจริงและหลักฐานใหม่จากเวทีฝ่ายค้าน ต้องได้รับการตรวจสอบ คำถามจึงไม่ใช่เพียงพยานพูดตรงกับสำนวนเดิมหรือไม่? แต่เป็น กกต.จะนำ “ข้อมูลใหม่” เข้าสู่การไต่สวนอย่างไร? และพร้อมแล้วที่จะขยายผลไปถึง “ผู้จัดตั้ง – ผู้สั่งการ” หรือจะปล่อยให้คดี “ฮั้ว สว.” หยุดอยู่เพียงผู้สมัครและผู้ลงคะแนนบางราย?
ฟ้องยิ่งชีพ – คดีฮั้วยังต้องเดิน :
การที่ นักการเมืองพรรคภูมิใจไทย 9 คน ซึ่งถูกกล่าวพาดพิงในข้อมูลที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw นำมาเปิดเผย จะใช้สิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี ก็เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายต้องต่อสู้และพิสูจน์กันตามกระบวนการยุติธรรม
“ผู้กล่าวหา” มีหน้าที่แสดงที่มาของข้อมูลและพิสูจน์ความสุจริตในการเปิดเผยข้อเท็จจริง ขณะที่ “ผู้ถูกกล่าวหา” ก็มีสิทธิปฏิเสธ ชี้แจง และปกป้องชื่อเสียงของตนอย่างเต็มที่
แต่คดีฟ้องร้องระหว่าง…นักการเมือง กับ นายยิ่งชีพ ไม่อาจนำมาใช้แทนคำตอบของ “คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา” และไม่อาจทำให้หน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตลอดจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้อง…หยุดชะงักลง! ได้
นั่นเพราะเป็น…กระบวนการทางกฎหมายคนละส่วนกัน
คดีหนึ่ง เป็น ข้อพิพาท ว่า…การเปิดเผยข้อมูลสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลหรือไม่? ส่วนอีกคดีเป็น การตรวจสอบ ว่า…กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2567 เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และปราศจากการจัดตั้งครอบงำหรือไม่?
คำถามข้อหลังนี้ จึงไม่ได้กระทบเฉพาะ…ผู้สมัคร สว. หรือ บุคคลที่ถูกพาดพิง แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความชอบธรรมของวุฒิสภา อำนาจในการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งระบบ!!!
ดังนั้น ใครจะฟ้องใคร? ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่การตรวจสอบคดีฮั้ว สว.ต้องเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มข้น เป็นกลาง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
ข้อมูลใหม่อยู่นอกสำนวนได้หรือ? :
หลังจาก พรรคร่วมฝ่ายค้าน จัดเวทีเปิดหลักฐาน “คดีฮั้ว สว.” เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์ว่า…การแสวงหาข้อเท็จจริงต้องผ่านการพิสูจน์ หากสิ่งที่ถูกนำมาเปิดเผยเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นหลักฐานใหม่ กกต.ก็ต้องพิจารณาและตรวจสอบ
ถ้อยคำดังกล่าว ถือเป็น…หลักการที่ถูกต้อง เพราะข้อมูลที่ถูกเปิดเผยผ่านเวทีทางการเมืองหรือสื่อมวลชนยังไม่ใช่ข้อยุติในทางคดี และไม่อาจถือว่าผู้ถูกพาดพิงมีความผิดโดยอัตโนมัติ การพิสูจน์ต้องอาศัยพยานบุคคล เอกสารทางการเงิน ข้อมูลการติดต่อ ตลอดจนพฤติการณ์อื่นที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ตาม เมื่อ กกต.ได้รับรู้ว่า…มีข้อมูลหรือพยานหลักฐานใหม่เกิดขึ้นแล้ว คำถามต่อมาคือ กกต.จะจัดการกับข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร???
จะเรียกบุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลไปสอบเพิ่มเติมหรือไม่?
จะเรียกต้นฉบับเอกสารและหลักฐานทางการเงินมาตรวจสอบหรือไม่?
จะเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือไม่?
และ จะนำผลการตรวจสอบใหม่ไปรวมกับสำนวนเดิมก่อนมีมติหรือไม่?
หาก กกต.เพียงรับฟัง แต่ไม่นำข้อมูลไปตรวจสอบต่อ การกล่าวว่าจะ “พิจารณาหลักฐานใหม่” ก็อาจเหลือเพียงคำอธิบายเชิงหลักการที่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ!!??
ยิ่งก่อนหน้านี้ มี กรรมการ กกต.บางคน? ให้ความเห็นว่า…พยานหลักฐานที่อยู่นอกสำนวนอาจนำมาพิจารณาไม่ได้ เนื่องจาก “ผู้ถูกกล่าวหา” ยังไม่มีโอกาสโต้แย้ง สิ่งนี้…ก็ยิ่งทำให้ สังคมไทย ต้องการคำอธิบายที่ชัดเจนว่า…กกต.มีช่องทางนำหลักฐานใหม่เข้าสู่กระบวนการไต่สวนอย่างไร?
การที่ หลักฐานยังอยู่นอกสำนวน ไม่ควรหมายความว่า…หลักฐานนั้นจะต้องอยู่นอกกระบวนการตรวจสอบตลอดไป เพราะ กกต.สามารถเรียกพยานมาสอบเพิ่มเติม นำข้อมูลเข้าสำนวน และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาโต้แย้งได้ตามกระบวนการ
คำให้การต่าง – ไม่ใช่เหตุปิดคดี :
นายแสวง ระบุด้วยว่า…กกต.ต้องตรวจสอบว่าบุคคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลเป็นพยานในสำนวนอยู่แล้วหรือไม่? เคยให้การไว้อย่างไร? และถ้อยคำที่นำมาแถลงต่อสาธารณะตรงกับคำให้การเดิมหรือไม่?
การเปรียบเทียบ “คำให้การ” ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็น เพราะช่วยตรวจสอบความสม่ำเสมอและความน่าเชื่อถือของพยาน แต่ความแตกต่างของคำให้การไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุปฏิเสธข้อมูลทั้งหมดโดยอัตโนมัติ
หาก “คำให้การใหม่” มีรายละเอียดมากกว่าเดิม กกต.ต้องตรวจสอบ ว่า…เป็นเพราะพยานเพิ่งได้รับข้อมูลเพิ่มเติม เพิ่งพบเอกสารหลักฐาน หรือก่อนหน้านี้มีข้อจำกัดบางประการที่ทำให้ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดได้
ถ้า “คำให้การใหม่” ขัดแย้งกับ “คำให้การเดิม” อย่างมีนัยสำคัญ กกต.ก็ต้องเรียกพยานมาสอบ ว่า…เหตุใดจึงให้ข้อมูลต่างกัน? และตรวจสอบคำให้การนั้น กับพยานแวดล้อมหรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์อื่น ไม่ใช่เลือกเชื่อคำให้การชุดหนึ่งแล้วละทิ้งอีกชุดหนึ่งโดยไม่มีคำอธิบาย
ในทางกลับกัน หากพยานให้ข้อมูลตรงกับที่เคยให้การไว้ในสำนวน ก็จะเกิดคำถามอีกด้านว่า…เหตุใดข้อมูลเหล่านั้น จึงยังไม่ทำให้การสอบสวนขยายไปถึง ผู้ที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็น…ผู้ประสานงาน ผู้สนับสนุนเงินทุน หรือผู้วางแผนกระบวนการ???
ไม่ว่า…“คำให้การใหม่” จะตรงหรือไม่ตรงกับคำให้การเดิม จึงไม่ควรนำไปสู่การ “ปิดประตู” การสอบสวน แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการพิสูจน์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น!
กกต.ต้องรุกแสวงหาความจริง :
สาระสำคัญของคำว่า “ไต่สวน” คือ หน่วยงานผู้มีอำนาจ ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงนั่งรอให้ “คู่กรณี” นำหลักฐานมาวางตรงหน้า แต่ต้อง…แสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยหรือส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา
หน้าที่ของฝ่ายค้าน ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน คือ…การตั้งคำถาม เปิดเผยเบาะแส และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่บุคคลเหล่านี้ไม่มีอำนาจเรียกข้อมูลบัญชีธนาคาร ตรวจสอบข้อมูลการติดต่อ หรือบังคับให้พยานและผู้ถูกกล่าวหาเข้าให้ถ้อยคำเช่นเดียวกับหน่วยงานตามกฎหมาย
ฝ่ายค้านจึงไม่จำเป็นต้องทำสำนวนคดีแทน กกต.จนเสร็จสมบูรณ์ก่อน กกต.จึงจะเริ่มตรวจสอบได้
สิ่งที่ กกต.ต้องแยกให้ออก ก็คือ…การรับรองว่าข้อกล่าวหาเป็นความจริง กับการยอมรับว่าข้อมูลดังกล่าวมีน้ำหนักเพียงพอที่จะต้องตรวจสอบ เป็นคนละขั้นตอนกัน
กกต.ไม่จำเป็นต้องเชื่อทุกคำกล่าวหาที่ปรากฏต่อสาธารณะ แต่เมื่อ…ข้อมูลมีรายละเอียดเฉพาะเจาะจง มีบุคคล เหตุการณ์ สถานที่ วันเวลา หรือเส้นทางการเงินที่สามารถตรวจสอบได้ กกต.ก็ไม่ควรปฏิเสธข้อมูลนั้นเพียงเพราะถูกเปิดเผยผ่านเวทีของฝ่ายค้าน
“ความเป็นกลาง” ไม่ได้หมายถึงการวางเฉย แต่หมายถึง…การตรวจสอบทั้งข้อกล่าวหาและคำชี้แจงด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติตามสถานะหรืออำนาจทางการเมืองของผู้เกี่ยวข้อง
สอบปลายทาง หรือถึงผู้สั่งการ :
ข้อมูลที่ ฝ่ายค้านและพยาน นำมาเปิดเผย! ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะ การลงคะแนนตามโพยในวันเลือกระดับประเทศ แต่กล่าวอ้างถึง กระบวนการที่เริ่มตั้งแต่การจัดหาบุคคลมาสมัคร การออกค่าใช้จ่าย การแบ่งพื้นที่รับผิดชอบ การนัดรวมตัว การจัดทำโพย การกำหนดหมายเลข ตลอดจน กิจกรรมภายหลังการเลือกเสร็จสิ้น
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ว่า…เป็นความจริง และ ผู้ถูกพาดพิงทุกคนยังมีสิทธิชี้แจงต่อสู้ แต่ลักษณะของข้อมูลสะท้อนคำถามว่า…คดีนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงการกระทำเฉพาะตัวของผู้สมัครบางราย หากแต่อาจมีการเชื่อมโยงกันหลายระดับ
ประเด็นที่ กกต.ต้องตอบ จึงไม่ได้มีเพียงว่า…สว.คนใดลงคะแนนให้ใคร? หรือ ผู้สมัครคนใดได้รับโพยจากบุคคลใด? แต่ต้องตรวจสอบต่อไปว่า…
ใครเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร? ใครออกค่าใช้จ่าย? ใครจัดทำข้อมูล? ใครเป็นผู้ประสานงาน? และบุคคลใดได้รับประโยชน์จากผลของกระบวนการดังกล่าว?
หากการไต่สวน หยุดอยู่เพียง…ผู้สมัครหรือผู้ลงคะแนนบางคน โดยไม่ตรวจสอบ “เส้นทาง” ไปถึง…ผู้จัดตั้ง ผู้สนับสนุน และผู้สั่งการ ก็อาจทำให้สังคมตั้งข้อสงสัยว่า…เป็นการดำเนินคดีกับบุคคลระดับปฏิบัติการ แต่ปล่อยให้โครงสร้างที่อยู่เบื้องหลังไม่ถูกตรวจสอบ
ในทางกลับกัน! การขยายผลไปถึง…บุคคลระดับใด? ก็ต้องมีหลักฐานรองรับ ไม่สามารถอาศัยเพียงความสัมพันธ์ทางการเมือง ความใกล้ชิด หรือคำกล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานเชื่อมโยง
นี่จึงเป็น “โจทย์ยาก” ของ กกต.ที่จะต้องเดินให้พ้นทั้ง 2 ด้าน คือ…ไม่ตัดตอนคดีจนเหลือเพียงปลายทาง และไม่ขยายข้อกล่าวหาไปตามแรงกดดันทางการเมืองโดยปราศจากหลักฐาน
ม.157 ไม่ใช่คำขู่ให้สั่งฟ้อง :
กรณีที่ ฝ่ายค้าน ส่งสัญญาณ ว่า…อาจดำเนินคดีกับ กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หากมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และ นายแสวงเอง ก็ระบุว่า…ไม่ได้มองเป็นเกมการเมือง แต่เห็นว่าเป็นการต่างคนต่างทำหน้าที่เพื่อให้เรื่องออกมาดี
ท่าทีดังกล่าวช่วยลดความเผชิญหน้าระหว่าง กกต.กับฝ่ายค้าน แต่ต้องย้ำว่า…มาตรา 157 ไม่ควรถูกใช้เป็นคำขู่เพื่อบังคับให้ กกต.ต้องสั่งฟ้องบุคคลใดตามความต้องการทางการเมือง
กกต.มีหน้าที่พิจารณาพยานหลักฐานอย่างอิสระ หากหลักฐานไม่เพียงพอก็มีอำนาจยุติเรื่องได้ และการมีมติไม่ส่งคดีไม่ทำให้กรรมการ กกต.มีความผิดตามมาตรา 157 โดยอัตโนมัติ
แต่คำว่า “ดุลพินิจ” ก็ไม่ใช่ “เกราะ” ที่ทำให้การตัดสินใจของ กกต.พ้นจากการตรวจสอบ หากปรากฏว่ามี พยานหลักฐานสำคัญแต่ไม่มีการเรียกตรวจสอบ มีการละเลยข้อมูลบางส่วน ตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากสำนวนโดยไม่มีเหตุผล หรือใช้มาตรฐานแตกต่างกันต่อผู้ถูกกล่าวหาแต่ละฝ่าย
ก็ย่อมเกิดคำถามได้ว่า…การใช้ดุลพินิจนั้นเป็นไปโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่???
เส้นแบ่งสำคัญ! จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า…กกต.สั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง? แต่อยู่ที่ กระบวนการก่อนมีมติ ว่า…กกต.ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน รอบด้าน และปราศจากการเลือกปฏิบัติหรือไม่?
ดุลพินิจต้องอธิบายต่อสังคม :
คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่คดีเลือกตั้งทั่วไป เพราะ…ผลของคดี มันเกี่ยวข้องกับ สมาชิกวุฒิสภาจำนวนมาก รวมถึง อำนาจของวุฒิสภาในการพิจารณากฎหมาย และให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรสำคัญของประเทศ
ยิ่งคดีมีผลกระทบต่อโครงสร้างอำนาจมากเท่าใด? กกต.ก็ยิ่งต้องอธิบายกระบวนการและเหตุผลของมติให้สังคมเข้าใจมากขึ้นเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลที่กระทบต่อสิทธิของพยานหรือความเป็นธรรมในคดี
หาก กกต. เห็นว่า…“หลักฐานใหม่” ไม่มีน้ำหนัก! ก็ควรอธิบายว่า…ตรวจสอบอย่างไร? และพบข้อบกพร่องตรงไหน?
หากเห็นว่า..พยานไม่น่าเชื่อถือ ก็ควรแสดงเหตุผลว่าคำให้การขัดแย้งกับหลักฐานส่วนใด และหากเห็นว่า…บุคคลที่ถูกพาดพิงไม่มีความเชื่อมโยง ก็ควรชี้ให้เห็นว่า…เส้นทางพยานหลักฐานขาดช่วงที่ใด?
การอธิบายเหตุผล ไม่ใช่การทำตามแรงกดดันของฝ่ายค้าน แต่เป็นความรับผิดชอบขององค์กรอิสระต่อประชาชน ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและได้รับผลโดยตรงจากการทำหน้าที่ของวุฒิสภา
หาก กกต.เลือกใช้ถ้อยคำกว้าง ๆ ว่า…“พิจารณาตามสำนวนแล้ว” โดยไม่อธิบายว่าได้ตรวจสอบข้อกล่าวหาและหลักฐานสำคัญอย่างไร? ความสงสัยต่อกระบวนการก็จะไม่สิ้นสุด แม้คดีจะถูกยุติในทางกฎหมายแล้วก็ตาม
ปลายสิงหาคมชี้ชะตาความเชื่อมั่น :
กกต.เคยวางกรอบ ว่า…จะพิจารณาคดีฮั้ว สว.ให้ได้ข้อสรุปภายในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ดังนั้น ช่วงเวลานับจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการนับถอยหลังไปสู่มติว่าจะส่งหรือไม่ส่งคดีต่อศาล แต่เป็นช่วงทดสอบว่า กกต.จะจัดการกับพยานและหลักฐานใหม่อย่างไร?
คำให้สัมภาษณ์ของ นายแสวง ที่ยืนยันว่า…กกต.ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริง และต้องตรวจสอบว่าคำแถลงของพยานตรงกับคำให้การในสำนวนหรือไม่?
สิ่งนี้…เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” แต่ยัง…ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
กระนั้น คำตอบที่สังคมไทยต้องการเห็น คือ…กกต.ได้เรียกพยานรายใดมาสอบเพิ่มเติม ได้ตรวจสอบหลักฐานทางการเงินหรือข้อมูลการติดต่อหรือไม่? เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงอย่างไร? และได้ขยายผลไปถึงผู้ที่อาจเป็นผู้จัดตั้งหรือผู้สั่งการตามที่มีการกล่าวอ้างหรือไม่?
ท้ายที่สุด! ความน่าเชื่อถือของ กกต.จะไม่ได้ถูกตัดสินจากการที่องค์กรเลือกยืนอยู่ข้างฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล แต่จะถูกตัดสินจากความสามารถในการทำให้สังคมไทย เชื่อได้ว่า…
ทุกข้อมูลได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน และทุกมติมีเหตุผลจากพยานหลักฐานรองรับ
เมื่อ กกต. ได้รับรู้ว่า…มีพยานและหลักฐานใหม่ปรากฏต่อสาธารณะแล้ว จึงไม่อาจหยุดอยู่เพียงการตรวจว่าคำพูดของพยานตรงกับกระดาษในสำนวนเดิมหรือไม่?
โจทย์สำคัญกว่านั้น คือ…กกต.จะทำหน้าที่เป็นผู้แสวงหาความจริงอย่างถึงที่สุด หรือจะปล่อยให้ “ขอบเขตของสำนวนเดิม” กลายเป็นกำแพงกั้นไม่ให้ข้อเท็จจริงใหม่เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์
คำตอบต่อคำถามนี้ ไม่เพียง…ชี้ชะตาคดีฮั้ว สว. แต่จะ “ชี้วัด” ด้วยว่า…องค์กรอิสระของไทยยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด? ในวันที่ความชอบธรรมของวุฒิสภาและโครงสร้างอำนาจทางการเมืองกำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก!!!.






