เกมแก้ฝุ่น…ไม่จบที่คำสั่ง? บทพิสูจน์ ‘รัฐที่แก้ได้จริง!’ หรือแค่บริหารความหวัง???

นายกฯอนุทิน นำทีมลงพื้นที่เชียงใหม่รอบนี้ สะท้อนภาพศักยภาพของรัฐทั้งระบบ เหนือปมสั่งแก้วิกฤต PM2.5 น่าสนใจกับคำสั่ง “ผู้นำประเทศ” จะเปลี่ยนได้จริงหรือไม่? สุดท้าย…ชาวบ้านในภาคเหนือยังจะได้อากาศดีๆ   หรือสิ่งนี้…เป็นได้แค่ “คำสัญญา” ที่วนซ้ำในทุกปี!!??

การลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ในวันนี้ (20 เมษายน 2569) ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง พร้อมคณะจากส่วนกลาง ท่ามกลางปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กลับมารุนแรงอีกครั้ง

เรื่องนี้…ไม่ได้เป็นเพียงภาพของ “ผู้นำ” ที่ลงไปติดตามสถานการณ์ แต่สะท้อนความพยายามที่จะ ยกระดับปัญหา” จากเรื่องเฉพาะหน้า ไปสู่ “โจทย์เชิงระบบ” ที่รัฐต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง!

คำกล่าวจากปาก นายกฯอนุทิน ที่เน้นว่า “ให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาพประชาชน” ควบคู่กับ “การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด”

แสดงให้เห็น “ทิศทางของรัฐ” ที่พยายามเดินนโยบายแบบคู่ขนานกันไป ด้านหนึ่ง…ดูแลชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชน อีกด้านหนึ่ง…ใช้อำนาจรัฐควบคุมพฤติกรรมที่เป็นต้นเหตุของปัญหา

ในเชิงยุทธศาสตร์ คำถามตัวโตๆ ที่มีตามมา ไม่ได้อยู่ที่ “แนวคิดข้างต้น…ถูกต้องหรือไม่?” แต่คือ…แนวคิดเหล่านี้จะสามารถเปลี่ยนเป็น “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” หรือไม่???

ในระยะสั้น การลงพื้นที่ลักษณะนี้ ย่อมสร้าง…แรงกระเพื่อมให้กับระบบราชการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้???

การเรียกทุกหน่วยงานมาบูรณาการร่วมกัน ทำให้เกิด “แรงกดดัน” เชิงโครงสร้าง ให้การทำงานต้องรวดเร็วและจริงจังมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของ “ผู้นำ” ยังทำหน้าที่สร้างความเชื่อมั่นเชิงสัญลักษณ์ต่อประชาชนและภาคธุรกิจ ว่า…

ปัญหานี้ ยังอยู่ในความสนใจของรัฐ และไม่ได้ถูกปล่อยให้เป็นเพียง “ปัญหาประจำฤดูกาล”

ยิ่งไปกว่านั้น การนิยามปัญหาใหม่ว่า PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ภาคเหนือ “เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ” ยังถือเป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดที่สำคัญ เพราะเมื่อปัญหาได้ถูก “ยกระดับ” เช่นนี้

การแก้ไข…ก็จะไม่ใช่เพียงการบรรเทา แต่ต้องนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรและนโยบายในระดับที่ลึกขึ้น!!??

แต่ทั้งหมดนี้ ยังเป็นเพียง “พลังชั่วคราว” หากไม่มีระบบที่ทำให้การขับเคลื่อนดำเนินต่อไปได้

ยังคงต้องลุ้นกันต่อ! ภายหลังจากที่ “นายกฯอนุทิน” เดินทางกลับเมืองหลวง พลังการแก้ไขปัญหา…ยังจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่? อย่างไร?

สำหรับประชาชน สิ่งที่จะได้รับจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ สามารถแยกได้เป็น 2 ระดับ หนึ่งคือ…ระดับการบรรเทาเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็น….มาตรการดูแลสุขภาพ การควบคุมการเผา หรือการเพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งแม้จะช่วยลดผลกระทบได้ในช่วงวิกฤต แต่ก็ยังเป็นเพียงการ “ประคองสถานการณ์”

อีกหนึ่งคือ ระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็น…สิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากกว่า??? ไม่ว่าจะเป็น…การลดการเผาในภาคเกษตรอย่างจริงจัง การนำเทคโนโลยีเข้ามาจัดการไฟป่า การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือแม้แต่การยกระดับความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านผ่านกลไกอย่าง ASEAN

คำถามจึงอยู่ที่ว่า…รัฐจะสามารถข้ามจาก “การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า” ไปสู่ “การเปลี่ยนระบบ” ได้หรือไม่?

เพราะในความเป็นจริง! ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันแล้วจบลง แต่เป็น “วงจรซ้ำ” ที่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการเผาในประเทศ การเผาจากประเทศเพื่อนบ้าน และเงื่อนไขทางธรรมชาติ

การแก้ไขอย่างยั่งยืนได้…จึงต้องสามารถ “ตัดวงจร” อย่างน้อยหนึ่งส่วนให้ได้

สิ่งที่น่าสังเกต ก็คือ…แนวทางที่เน้นการบังคับใช้กฎหมาย แม้จะมีความจำเป็น แต่หากใช้เป็นเครื่องมือหลักเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอในการแก้ปัญหา เพราะการเผาในหลายพื้นที่ไม่ใช่แค่การฝ่าฝืนกฎหมาย

แต่เป็น “ทางเลือกทางเศรษฐกิจ” ของผู้คนที่ยังไม่มีทางเลือกอื่น

หากรัฐยังไม่สามารถสร้างทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่าได้จริง การบังคับใช้กฎหมายก็อาจกลายเป็นเพียงการกดปัญหาให้เงียบลงชั่วคราว มากกว่าการแก้ไขที่ต้นเหตุ

ในมุมนี้ ยุทธศาสตร์ที่ควรขับเคลื่อนจึงต้องเปลี่ยนจาก “การควบคุม” ไปสู่ “การเปลี่ยนระบบ” อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น…การสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลิกเผา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การสร้างระบบข้อมูลกลางที่ทุกหน่วยงานเข้าถึงได้แบบเรียลไทม์ หรือ การยกระดับปัญหานี้ให้เป็นวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน การจัดการ PM2.5 จำเป็นต้องถูกยกระดับจาก “ภารกิจตามฤดูกาล” ไปสู่ “นโยบายถาวร” ที่มีความต่อเนื่อง มีงบประมาณรองรับ และมีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน

ท้ายที่สุดแล้ว การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ นายกฯอนุทิน และคณะ จะมีความหมายมากน้อยเพียงใด? ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนคำสั่งหรือความเข้มข้นของการประชุม แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ระบบที่ถูกวางไว้” จะสามารถทำงานต่อได้จริงหรือไม่???

หากหลังจากนี้ การเผาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ คุณภาพอากาศดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องกังวลกับฝุ่นในทุกฤดูแล้ง นั่นย่อมเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า…

รัฐไม่ได้เพียงแค่ “บริหารสถานการณ์” แต่สามารถ “แก้ปัญหา” ได้จริง!!!

แต่หากทุกอย่างยังคงวนกลับมาที่จุดเดิมในปีถัดไป

คำถามเดิมก็จะยังคงอยู่…เรากำลังแก้ปัญหา หรือเพียงแค่เรียนรู้ที่จะอยู่กับมันเท่านั้น!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password