วันแรก ‘2 โครงการรัฐ’ – เงินเริ่มหมุน แต่ ‘กำลังซื้อ’ คนไทย…ฟื้นจริงหรือ?

“ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดใช้วันแรก เงินสะพัดกว่า 170 ล้านบาทใน 3 ชั่วโมงแรก ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน เริ่มใช้วงเงินเพิ่มเป็น 1,000 บาทพร้อมกันทั่วประเทศ รัฐบาลชี้ช่วยลดค่าครองชีพ ส่วนฝ่ายค้านเตือนอย่าเพิ่งสรุปผลสำเร็จทางเศรษฐกิจในระยะยาว
1 มิถุนายน 2569 แม้จะเป็น “วันแรก” ของการเริ่มต้นใช้จ่ายเงินในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์เกือบ 26.5 ล้านคน แต่เป็นวันเดียวที่กลุ่มคนอีกราว 13.2 ล้านคน จาก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ “บัตรคนจน” ที่ได้รับเงินเพิ่มจากเดิม 300 บาท เป็น 1,000 บาท ตลอดระยะเวลา 4 เดือน เหมือนกับคนกลุ่มแรก
การเริ่มใช้จ่ายพร้อมกันของประชาชนเกือบ 40 ล้านคนภายใต้ 2 มาตรการรัฐ นี้
กลายเป็นบททดสอบสำคัญว่า…การอัดฉีดเม็ดเงินครั้งนี้จะสามารถพยุงกำลังซื้อของประชาชนได้มากเพียงใด? ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
สำหรับ บรรยากาศการใช้เงินใน “วันแรก” นี้ ได้สะท้อนความคึกคักในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งในส่วนของโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” พบว่า…ภายใน 3 ชั่วโมงแรก มีประชาชนใช้สิทธิ์เกือบ 9 แสนคน เงินสะพัดกว่า 170 ล้านบาท
อย่างที่รู้กัน เม็ดเงินจากเงินกู้ฯในส่วนนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่เป้าหมาย “ลดค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อ” ในช่วงนี้ ขณะที่ฝ่ายค้านเตือนว่า…โครงการอาจเป็นเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น และยังไม่ใช่คำตอบของปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ประเทศกำลังเผชิญ
“ไทยช่วยไทยพลัสเริ่มแล้ว อย่าลืมออกไปจับจ่ายใช้สอยกันตามส่วน 60/40”
ข้างต้นคือ…ข้อความสั้น ๆ จาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ส่งสัญญาณเชิญชวนประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ในวันแรกของโครงการ ซึ่งถือเป็น…หนึ่งในมาตรการสำคัญภายใต้แผนดูแลค่าครองชีพของรัฐบาล
ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้ลงพื้นที่ตลาดสดธนบุรีเพื่อติดตามการใช้สิทธิ์ด้วยตนเอง ก่อนจะย้ำว่า…โครงการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนจากผลกระทบด้านราคาสินค้าและพลังงาน
พร้อมกับระบุว่า “ทุกรายการที่ซื้อ รัฐช่วยจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40% ทำให้ค่าครองชีพถูกลงจริง”
ด้าน “โฆษกกระทรวงการคลัง” นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) รายงานว่า…เพียง 30 นาทีแรกของการเปิดระบบ มีผู้ใช้สิทธิ์กว่า 62,000 คน เกิดยอดใช้จ่ายกว่า 11 ล้านบาท ก่อนที่ตัวเลขจะเพิ่มเป็นเกือบ 900,000 คน และมียอดใช้จ่ายรวมราว 170 ล้านบาทในช่วง 3 ชั่วโมงแรก สะท้อนว่าระบบสามารถรองรับการใช้งานจำนวนมากได้โดยไม่เกิดปัญหาร้ายแรง
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชน ในฐานะ ฝ่ายค้าน ยังคงตั้งข้อสังเกตต่อโครงการ โดยมองว่า...แม้เม็ดเงินจะเริ่มหมุนเวียนในระบบ แต่ยังเป็นเพียงมาตรการบรรเทาระยะสั้น เปรียบเสมือน “ยาพาราเซตามอล” ที่ช่วยลดอาการปวด แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยได้
พร้อมตั้งคำถามถึง ภาระการร่วมจ่ายของประชาชนในสัดส่วน 40% และการเข้าถึงสิทธิ์ของผู้ที่ขาดความพร้อมด้านเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า…การประเมินผลโครงการจากยอดใช้จ่ายวันแรกเพียงอย่างเดียวอาจเร็วเกินไป โดยเฉพาะในส่วนของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งได้รับวงเงินช่วยเหลือรวม 1,000 บาทต่อเดือน โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนเต็มจำนวน
พฤติกรรมการใช้จ่ายเงินของคนกลุ่มนี้ มีแนวโน้มวางแผนการบริหารเงินตลอดทั้งเดือน มากกว่าการใช้วงเงินทันทีในช่วงต้นเดือน เนื่องจากต้องวางแผนค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างรอบคอบ
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ค้ารายย่อยจำนวนไม่น้อยที่เป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยเช่นกัน เงินช่วยเหลือดังกล่าว อาจไม่ได้ถูกใช้เพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเปลี่ยนเป็นทุนหมุนเวียนขนาดเล็กสำหรับซื้อวัตถุดิบหรือสินค้าเข้ามาจำหน่ายต่อ
เกิดการหมุนเวียนของเงินในลักษณะ “เงินต่อเงิน” ซึ่งอาจสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่าตัวเลขยอดใช้จ่ายที่ปรากฏในวันแรก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า…เงินสะพัดวันแรกเท่าใด? แต่คือ…เม็ดเงินที่รัฐอัดฉีดลงสู่ระบบจะหมุนเวียนในเศรษฐกิจฐานรากได้กี่รอบ? และสามารถต่อยอดเป็นรายได้ของร้านค้า ผู้ค้าส่ง โรงงานผู้ผลิต และแรงงานได้มากน้อยเพียงใด?
ในทางการเมือง “วันแรก” ของโครงการ ถือเป็น “แต้มบวก” ของรัฐบาล เพราะสามารถแสดงให้เห็นถึงการตอบรับของประชาชนและการทำงานของระบบที่ค่อนข้างราบรื่น
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านก็ยังมีพื้นที่ในการตรวจสอบความคุ้มค่าของงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ดังนั้น ภาพสะท้อนของ “ไทยช่วยไทยพลัส” ในวันแรก จึงอาจสรุปได้ว่า…เป็นการเริ่มต้นที่คึกคักและมีสัญญาณเชิงบวกต่อการใช้จ่ายภาคประชาชน แต่ก็ยังจะอยู่ในช่วงพิสูจน์ข้อเท็จจริง ที่ว่า…
มาตรการนี้จะเป็นเพียงเครื่องมือบรรเทาค่าครองชีพระยะสั้น หรือจะสามารถสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่องและจับต้องได้ในระยะต่อไป!!!.






