TH-AI Passport จากนโยบายแจกฟรี! สู่ภาวะ Trust Crisis!

TH-AI Passport โครงการกว่า 1.6 พันล้านบาท ของ “รัฐบาลอนุทิน” ที่หวังคนไทย 5 ล้านคน เข้าถึง AI ฟรี กลายเป็นปมร้อนทางการเมืองทันที! หลัง 3 ประสาน “ฝ่ายค้าน – ภาคเอกชน – นักวิชาการ” รุมตั้งคำถามถึง “ความคุ้มค่า ความโปร่งใส และทิศทางการพัฒนา AI ของประเทศ” กระทั่ง ขยายเกินปมเทคโนโลยี ไปสู่ “ภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น” กันแล้ว
ในยุคที่โลกกำลังแข่งขันกันด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ประเทศต่าง ๆ ต่างเร่งวางยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และนวัตกรรมแห่งอนาคต
ประเทศไทยเองก็ไม่อาจอยู่เฉย!!?? โครงการ TH-AI Passport ของ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงถูกนำเสนอในฐานะ…นโยบายเรือธงที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึง AI ได้อย่างทั่วถึง พร้อม “ยกระดับ” ทักษะแรงงานไทยให้พร้อมรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต
ในทางหลักการ เป้าหมายดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่สังคมไทยส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่เมื่อรายละเอียดของโครงการเริ่มปรากฏ!
จึงก่อเกิดประเด็ฯคำถามจำนวนมาก…เริ่มตามมา???
ทั้งเรื่อง…ความคุ้มค่าของงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจน ความเหมาะสมของการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล กับ…เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแทบทุกเดือน
ในมุมของรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ยืนยันว่า…โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมให้คนไทยเข้าสู่ยุค AI
โดยรัฐบาลต้องการลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี สร้าง AI Literacy และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
รัฐบาลเชื่อว่า…หากประชาชนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างกว้างขวาง จะเป็นการยกระดับศักยภาพแรงงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้กับคนไทยในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านกลับมองปัญหาในอีกมิติหนึ่ง
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ผู้ก่อตั้ง ตลาดดอทคอม (TARAD.com) และ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตว่า…ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การสนับสนุนหรือไม่สนับสนุน AI
แต่คือ…ความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ และความเหมาะสมของการลงทุนในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
หากรัฐใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อซื้อสิทธิ์ใช้งานในวันนี้ แต่เทคโนโลยีนั้นล้าสมัยในเวลาไม่นาน ประเทศอาจสูญเสียโอกาสในการลงทุนกับสิ่งที่สร้างมูลค่าในระยะยาวมากกว่า
ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง จากพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการกำหนดกลุ่มเป้าหมายและวงเงินงบประมาณ ว่า…ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการใช้งานจริงและผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน มากกว่าการออกแบบโครงการให้สอดคล้องกับวงเงินที่มีอยู่
อีกด้านหนึ่ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีต รมว.ยุติธรรม ซึ่งเคยมีบทบาทผลักดัน การศึกษานโยบาย AI ผ่านคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เสนอว่า…ประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับการสร้างฐานข้อมูลภาครัฐแบบเปิด การพัฒนาบุคลากรด้าน AI การสนับสนุนผู้ประกอบการไทย และการสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
มากกว่า…การเน้นการจัดซื้อสิทธิ์ใช้งานจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว!!!
เพราะหัวใจของการแข่งขันในโลกอนาคต ไม่ใช่เพียงการเข้าถึงเทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการเป็นเจ้าขององค์ความรู้และนวัตกรรมของตนเอง
เมื่อพิจารณา ความเห็นจากทุกฝ่าย จะพบว่า…ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่ข้อสงสัย “ประเทศไทยควรมี AI หรือไม่?”
แต่เป็น คำถามที่ลึกกว่านั้น ทำนอง…“ประเทศไทยควรลงทุนกับ AI อย่างไร?”
ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า…การเร่งให้ประชาชนเข้าถึงเครื่องมือ AI คือการสร้างโอกาสอย่างรวดเร็ว แต่อีกฝ่ายกลับเห็นต่าง…การสร้างฐานข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และนักพัฒนาของประเทศ คือการสร้างความมั่นคงทางเทคโนโลยีในระยะยาว
และบางฝ่ายเห็นว่า…ทั้ง 2 แนวทางอาจไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง หากสามารถออกแบบนโยบายให้เกิดความสมดุลระหว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีกับการสร้างศักยภาพของประเทศไปพร้อมกัน!!??
แต่ในทางการเมือง! ความเสี่ยงที่แท้จริงของรัฐบาล อาจไม่ได้อยู่ที่การถูกฝ่ายค้านอภิปราย หากแต่อยู่ที่การปล่อยให้โครงการที่ตั้งใจสร้างภาพลักษณ์รัฐบาลดิจิทัล กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความไม่โปร่งใสและความไม่ชัดเจนทางยุทธศาสตร์
เพราะเมื่อใดที่สังคมไทย เริ่มตั้งคำถามต่อความคุ้มค่าของเงินภาษี เมื่อนั้น…ประเด็น AI จะไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นทางการเมือง หรือ Trust Crisis อย่างเต็มรูปแบบ
และนั่นคือ…ความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญในเวลานี้
อย่างไรก็ตาม “ทางออก” ของเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมี “ผู้แพ้” กล่าวคือ…รัฐบาลไม่จำเป็นต้องยกเลิกโครงการทั้งหมด ฝ่ายค้านก็ไม่จำเป็นต้องคัดค้านทุกอย่าง ขณะที่ ภาคเอกชนและนักวิชาการ ก็ไม่ควรถูกมองว่า…เป็นผู้ขัดขวางการพัฒนา
สิ่งที่รัฐบาลควรทำหลังจากนี้ นั่นก็คือ…เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ทบทวนรายละเอียดของโครงการ เพิ่มความโปร่งใส และปรับแนวทางการลงทุนให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาวมากที่สุด
บางที…งบประมาณส่วนหนึ่งอาจยังใช้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึง AI
ขณะที่อีกส่วนหนึ่ง อาจถูกนำไปลงทุนกับฐานข้อมูลภาษาไทย งานวิจัย บุคลากร และผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ของประเทศให้เข้มแข็งขึ้น
หากรัฐบาลสามารถเปลี่ยนข้อวิจารณ์ในวันนี้ ให้กลายเป็นโอกาสในการปรับปรุงนโยบายได้สำเร็จ วิกฤตความเชื่อมั่นที่กำลังก่อตัว อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของฉันทามติใหม่ด้านนโยบายดิจิทัลของประเทศ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชนะที่แท้จริงไม่ควรเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือกลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง
แต่ควรเป็นประเทศไทย มิใช่หรือ!!??.






