บททดสอบ…บริหารความเสี่ยง!

(นายกฯลงนามตั้ง ‘ศูนย์รับแรงสะเทือนสงครามตะวันออกกลาง’ สะท้อนภาพ…รัฐบาลเร่งคุมพลังงาน/ค่าครองชีพ)

แรงกระเพื่อมจากวิกฤติ “สู้รบ” ในตะวันออกกลาง สะท้อนถึงตลาดพลังงานโลก การจัด “ศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์” สะท้อนความห่วงใยของรัฐบาลไทย สอดรับท่าทีของ “นายกฯอนุทิน” สุดห่วงปม…ราคาน้ำมัน ตลาดทุน และราคาสินค้า ด้านกระทรวงพาณิชย์ ย้ำ! คุ้มเข้มสกัดการฉวยโอกาสขึ้นราคา ส่งสายตรวจเช็คทั่วประเทศ ยืนยัน…สินค้ายังมีเพียงพอ
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็น “ปัจจัยเสี่ยงใหม่” ของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง!
แม้ประเทศไทย…จะไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับความขัดแย้งของมหาอำนาจ แต่ในโลกที่ “ระบบเศรษฐกิจ” มันเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น! ปัญหาของสงครามในภูมิภาคหนึ่ง จะส่งผลกระทบต่ออีกภูมิภาคหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ความขัดแย้งนั้น เป็น “ศูนย์กลางพลังงานสำคัญ” ของโลก
การที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ลงนามจัดตั้ง “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” จึงสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการเตรียมกลไกรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในหลายด้าน
ทั้งราคาพลังงาน ตลาดการเงิน การค้า และค่าครองชีพของประชาชน
นายอนุทิน ยอมรับว่า…สถานการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกับย้ำบุว่า…รัฐบาลมีความห่วงใยในทุกมิติ โดยเฉพาะประเด็นแหล่งน้ำมันสำรองในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
ทั้งนี้ รัฐบาลพยายามดำเนินมาตรการทุกด้านเพื่อให้ผลกระทบต่อประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด!
คำกล่าวของ นายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นว่า…ความกังวลของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดพลังงานเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม เนื่องจากราคาพลังงานมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างต้นทุนของระบบเศรษฐกิจทั้งหมด
เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่งย่อมเพิ่มขึ้นตามมา และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อราคาสินค้าในชีวิตประจำวันของประชาชน
ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจึงมีผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ
ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการรองรับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
หนึ่งในประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าในประเทศ โดยวานนี้ (5 มี.ค.2569) กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการควบคุมและติดตามราคาสินค้าอย่างเข้มงวด พร้อมส่งชุดตรวจสอบลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคา
นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า…จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับนโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล ยังไม่พบปัจจัยด้านต้นทุนที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต้องปรับเพิ่มขึ้น
พร้อมกับระบุว่า…สินค้ายังคงมีปริมาณเพียงพอและระบบการกระจายสินค้ายังคงดำเนินไปตามกลไกปกติของตลาด
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยให้….ผู้ว่าราชการจังหวัดและพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลราคาสินค้าในพื้นที่ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาด
นอกจากนี้ ยังมีการส่งชุดสายตรวจเฉพาะกิจลงตรวจสอบทั้งผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีกค้าส่ง หากพบการปรับราคาโดยไม่มีเหตุผล การกักตุนสินค้า หรือการสร้างสถานการณ์ให้ประชาชนตื่นตระหนก จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า…การบริหารสถานการณ์ในช่วงวิกฤตไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการควบคุมต้นทุนทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับการสร้างความเชื่อมั่นของสังคม เพราะในหลายครั้งความตื่นตระหนกของผู้บริโภคสามารถทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเลวร้ายลงได้
ในอีกมิติหนึ่ง การตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ครั้งนี้ยังมีลักษณะพิเศษตรงที่มีการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการติดตามและประเมินสถานการณ์ ทั้งองค์กรด้านอุตสาหกรรม การค้า พลังงาน และสถาบันการเงิน
การมีภาคธุรกิจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลไกดังกล่าว ช่วยให้รัฐบาลสามารถรับข้อมูลจากภาคเศรษฐกิจจริงได้รวดเร็วขึ้น และช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความสอดคล้องกับสภาพตลาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิกฤตในตะวันออกกลางยังสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบพลังงานไทย ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูงย่อมมีความเปราะบางต่อความผันผวนของตลาดโลกมากกว่าประเทศที่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง
ความผันผวนของราคาน้ำมันในครั้งนี้จึงอาจกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องหันกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็น…การกระจายแหล่งพลังงาน การพัฒนาพลังงานทางเลือก หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในประเทศ
ในโลกยุคใหม่ที่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ความมั่นคงทางพลังงานจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศในระยะยาว
ท้ายที่สุด แม้เสียงปืนจะดังอยู่ไกลจากประเทศไทยหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสะเทือนของสงครามอาจสะท้อนมายังชีวิตประจำวันของประชาชนผ่านราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง และราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น
ดังนั้น การตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์จึงไม่ใช่เพียงมาตรการบริหารวิกฤตเฉพาะหน้า เท่านั้น แต่ยังเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของรัฐบาลในการบริหารความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน.






