แรงดัน! ภูมิรัฐศาสตร์???


ไฟรบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” เบื้องลึก! อาจไม่ใช่เรื่องของ 2 ประเทศ หากแต่เป็น “สนามทดลองอำนาจ” ของชาติมหาอำนาจ ที่กำลังวาดอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางใหม่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ลึก ๆ ไทย กำลังถูกบีบให้ขยับตัว ในท่ามกลางผลประโยชน์ที่ “ซ้อนทับ” กันหลายชั้น? ขณะที่กัมพูชาเอง ก็กำลังใช้สงคราม! เป็นเครื่องต่อรอง ดังนั้น การเลือกตั้ง 8 ก.พ.ปีหน้า จึงไม่อาจ “ตัด” ออกจาก “สมการ” ภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังเดือดขึ้นในทุก ๆ วัน
“ผิดธรรมชาติ!” สำหรับเหตุปะทะ “ไทย–กัมพูชา” รอบนี้…???
ไม่ว่าจะมองในมิติใด? ระหว่าง 2 ชาติ…ศักยภาพของไทยสูงกว่า “ศัตรู” ตามความหมายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี “รักษาการ” อย่างเทียบกันไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็น…อาวุธ, สายการบังคับบัญชา และขีดความสามารถเชิงยุทธวิธี ฯลฯ
กองทัพไทยเหนือกว่ากัมพูชาเห็น ๆ
แล้วเหตุใด? สงครามรอบนี้ จึงเกิดขึ้นและยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่าย ๆ แต่กลับพัฒนากลายเป็น “ไฟสงคราม” ที่ 2 ฝ่ายยังคงรบยืดเยื้อ??? ราวกับอีกฝ่าย…ได้รับ “พลังงาน” บางอย่าง? ค้ำยันอยู่เบื้องหลัง
และนั่นคือ…สิ่งที่สะท้อน “แก่นแท้” ของสงครามครั้งนี้ว่า…มันไม่ได้เกิดขึ้นบนเส้นพรมแดนระหว่าง 2 ชาติ หากเกิดจาก “แรงดัน” ของสงครามภูมิรัฐศาสตร์…ที่กำลังเปลี่ยนทิศ! แบบที่ “คู่สงคราม” ไม่ทันตั้งตัว???
ฝั่ง กัมพูชา…ไม่จำเป็นต้อง “ชนะสงคราม” เพื่อให้ตัวเองอยู่เหนือเกม ในฐานะ “ผู้ชนะ” ขอแค่ยื้อได้ ให้เกิดเสียงปืนใหญ่รายวัน เพียงเพื่อจะได้สร้างภาพว่า…ความขัดแย้งยังไม่สงบ
แค่นี้…มันก็มากเพียงพอแล้ว ที่กัมพูชาจะใช้เป็น “อำนาจต่อรอง” ในระดับภูมิภาค
ทั้งเพื่อจะได้คุยกับ…จีน! “ผู้ขายอาวุธรายใหญ่ที่สุด!” ของตน และยื่นสารถึง สหรัฐ เพื่อให้เห็นว่า…หากต้องการ “สยบไฟรบ!” ก็ต้องยอมให้กัมพูชา…ได้มีพื้นที่ในเวทีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่านี้???
ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ภายใต้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่แสดงบทบาทมากเกินความจำเป็น ด้วยการประกาศให้ทั้ง 2 ฝ่าย “หยุดยิง” ทั้งที่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริงในสนามรบ!
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะ ปธน.ทรัมป์…คุมไฟไม่ได้!!?? แต่เพราะสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้สงครามรอบนี้จบเร็วเกินไป
หาก “ไฟดับ” ได้ง่ายๆ ก็ไม่มีประเด็นให้สหรัฐฯ ได้แสดงท่าที “กดดัน” ทั้งไทยและกัมพูชา โดยการงัดเอาประเด็นด้าน เศรษฐกิจและความมั่นคง มาใช้เพื่อการสร้างสันติภาพ
การ “จัดฉาก” ที่ไม่สัมฤทธิผล มันจึงเป็นผลลัพธ์ที่สร้างประโยชน์ทางการเมืองของใครบางคน? มากกว่าการทำให้สงครามยุติลงอย่างแท้จริง
ส่วน จีน เอง…ที่เลือกจะ “รักษา” สถานะของกัมพูชา ในฐานะ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” จึงไม่ยินดีสักเท่าใด หากไทยจะได้รับชัยชนะ หรือ “หยุดไฟรบ!” แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!!!
เพราะผลลัพธ์เช่นนั้น…อาจไป “ลด” อิทธิพลจีนในพื้นที่ชายแดนได้
ทางด้าน ชาติอาเซียน ที่พยายามจะผลักดันให้เกิดการพูดคุย แต่เพราะไม่มีเครื่องมือกดดันอย่างจริงจัง จึงทำได้เพียงเตือน แต่ไม่สามารถหยุดสงครามได้จริง
การสู้รบระหว่าง…กองทัพไทยและกัมพูชา จึงกลายเป็น…ภาพของภูมิภาคที่ปล่อยให้ “ไฟลุกลาม!” ไปตามแรงลมของ “ชาติมหาอำนาจ” มากกว่าจะเป็นการ “เผชิญหน้า” ระหว่างทหาร 2 ชาติ ที่มีข้อพิพาทกันมานาน
หันมาส่อง…สถานการณ์ของการเมืองไทย…ที่เริ่มจะ “พลิกผัน!” ทันทีที่ นายกฯอนุทิน ประกาศยุบสภาฯ
เสียงปืนใหญ่…ได้ถูก “ตีความใหม่” ในฐานะ “บริบทการเลือกตั้ง” แทนที่จะเป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างประเทศ
การไม่มีสภาฯ ทำให้ฝ่ายค้าน…หมดพื้นที่ตรวจสอบ “นโยบายสงคราม” ขณะที่ ฝ่ายบริหาร…กลับมีช่องว่างสร้างภาพ “ผู้นำ” ในยามคับขัน และผูกเรื่องความมั่นคง เข้ากับความจำเป็นของ “ความต่อเนื่อง” ทางอำนาจ
ดังนั้น “ไฟสงคราม” รอบนี้ จึงทำงานเป็นได้แค่…กลไกทางการเมือง มากพอ ๆ กับที่ทำงานเป็น “เครื่องกดดัน” ระหว่างประเทศ
แต่ต้นทุนจริง! กลับตกอยู่กับ…ประชาชนในพื้นที่ ที่ต้องอพยพออกจากบ้านนับแสนๆ คน เศรษฐกิจชายแดน ที่ต้องหยุดนิ่งทันที! ตั้งแต่วันแรกของการรบ…
เส้นทางการค้า, ธุรกิจบริการ และการท่องเที่ยว ต่างได้รับผลกระทบแบบต่อเนื่อง…โดยไม่มีแผนรองรับ
ขณะที่ ภาคเอกชนต้อง “แบกรับ” ต้นทุนจากความไม่แน่นอนของไฟสงคราม ซึ่งอาจดับหรืออาจลุกอีกเมื่อไรก็ได้!!??
ความเสียหายระดับนี้…ไม่ได้สะท้อนแค่ “ค่าใช้จ่าย” ของรัฐ แต่สะเทือนถึง “ต้นทุน” ความเชื่อมั่นที่หายไปของทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน…
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด สงครามระหว่างไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ จึงไม่ใช่…ความผิดพลาด “เชิงยุทธวิธี” ของหน่วยล่าง หรือทหารในแนวหน้า
แต่มันคือ…กลไกของ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่กำลังกดดันไทยและกัมพูชาให้ขยับตำแหน่งของตัวเอง บนกระดานแห่งอำนาจ
ซึ่งทั้ง…สหรัฐและจีน ต่างก็ได้ประโยชน์ จากความไม่สงบที่ถูกควบคุมได้!!!
ขณะที่ ไทย กำลังจะต้องตัดสินใจ “เลือก” เส้นทางทางการเมืองครั้งสำคัญที่สุด! นับตั้งแต่เปลี่ยนผ่านรัฐบาลในปีที่ผ่านมา
ดังนั้น การเลือกตั้งใหญ่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่า…คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะยังคงกรอบเวลาเดิมเอาไว้ หรืออาจจำเป็นจะต้องขยับออกไปอีก 30 วัน???
สิ่งนี้…จึงไม่ได้เป็นเพียงการลงคะแนนเสียงของประชาชน แต่เป็นการตัดสินว่า..สมดุลอำนาจของประเทศนี้ จะวางตัวอย่างไร??? ในภูมิภาคที่กำลังร้อนแรงที่สุด! ตั้งแต่ “ยุคหลังสงครามเย็น” เป็นต้นมา…
สงครามไทย–กัมพูชา จึงไม่ใช่เรื่องของ…เหตุปะทะ หรือข้อพิพาททางชายแดน แต่เป็น “สัญญาณ” ว่า…ภูมิรัฐศาสตร์ กำลังกำหนดอนาคตการเมืองไทยอย่างลึกซึ้ง…
โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ ประเทศไทยกำลังจะ “เลือก…ผู้นำใหม่” ในท่ามกลางเสียงปืนและควันไฟสงคราม ที่ยังคงดังอยู่ไม่ไกลจากตะเข็บแดนด้านตะวันออกของไทย!
ทั้งหมด…ล้วนตกอยู่ในแผนการสร้าง “แรงดัน” ในทางภูมิรัฐศาสตร์??? ที่ชาติมหาอำนาจ…ช่วยกันประคองไฟสงครามของไทยและกัมพูชา เอาไว้ให้นานที่สุด!!??.






