รอยร้าวใน กกต.? สะเทือน ‘ศรัทธา’ องค์กรอิสระ!

การส่งเรื่องให้กฤษฎีกาตีความอำนาจประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. อาจเป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายปกติ แต่ในห้วงเวลาที่สังคมกำลังตั้งคำถามต่อความเป็นกลางขององค์กรอิสระ กลับถูกมองว่าเป็นสัญญาณความเปราะบางภายในองค์กร
ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ “ระบอบสีน้ำเงิน” และ การตรวจสอบบทบาทขององค์กรอิสระหลายแห่ง! คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า…ใครมีอำนาจประเมินใคร? แต่คือ…
ความเชื่อมั่นของสังคมต่อกลไกตรวจสอบของประเทศยังคงเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด?
สัญญาณรอยร้าวใน กกต. กับวิกฤตศรัทธาองค์กรอิสระ!!!
ข่าวประชาสัมพันธ์ของ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่แจ้งว่า…กกต.มีมติให้นำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตีความ
มองเผินๆ อาจดูเป็นเพียงข่าวสั้นๆ ทางราชการ แต่หากพิจารณาใน มิติทางการเมือง แล้ว เรื่องดังกล่าวมี “นัยสำคัญ” มากกว่าที่ปรากฏ
เพราะโดยปกติแล้ว องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบความชอบธรรมของกระบวนการทางการเมืองและการใช้อำนาจรัฐ แต่เมื่อองค์กรอิสระเองต้องหันกลับมาตั้งคำถามเกี่ยวกับอำนาจในการกำกับดูแลบุคลากรระดับสูงภายในองค์กร จึงเป็นเรื่องที่สังคมย่อมจับตามองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ใช่ตัวบุคคล หรือชื่อของเลขาธิการ กกต. หากแต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงว่า…เหตุใดจึงเกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายขึ้นภายในองค์กร จนต้องขอให้กฤษฎีกาเข้ามาวินิจฉัย???
ในอีกด้านหนึ่ง เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมไทยกำลังตั้งคำถามต่อบทบาทขององค์กรอิสระอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น…
ประเด็นการตรวจสอบคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา
กระแสวิพากษ์เรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน”
หรือแม้แต่ กรณีคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับอดีตกรรมการ ป.ป.ช.
ทั้งหมดล้วน ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรตรวจสอบในสายตาประชาชน!!!
แม้ข้อกล่าวหาและกระแสวิพากษ์จำนวนมากยังเป็นเพียงการถกเถียงทางการเมือง มิได้มีข้อยุติทางกฎหมายรองรับ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรอิสระกำลังเผชิญแรงกดดันมากกว่าช่วงเวลาใดในอดีต
สำหรับ กกต. นั้น เลขาธิการ กกต. ถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการองค์กร เป็นผู้กำกับดูแลสำนักงาน บุคลากร และกระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและคดีทางการเมือง
ดังนั้น เมื่อเกิดคำถามเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคคลในตำแหน่งนี้ ย่อมมีนัยต่อโครงสร้างอำนาจภายในองค์กรโดยตรง!!??
หากกฤษฎีกา “ตีความ” ว่า กกต.มีอำนาจประเมินผลการปฏิบัติงานของเลขาธิการ ก็จะเป็นการยืนยันอำนาจกำกับดูแลของคณะกรรมการเหนือฝ่ายบริหารสำนักงานอย่างชัดเจน
แต่หาก “ตีความ” ในอีกทางหนึ่ง ก็อาจสะท้อนให้เห็น “ข้อจำกัด” ของโครงสร้างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระ
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าคำตอบจะออกมาในรูปแบบใด? ผลกระทบสำคัญที่สุดอาจไม่ได้อยู่ที่สถานะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่อยู่ที่ความสามารถของ กกต. ในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สาธารณชน ว่า…
ทุกกระบวนการดำเนินไปภายใต้หลักนิติธรรม ความโปร่งใส และปราศจากอิทธิพลทางการเมือง!!!
ในสถานการณ์ปัจจุบัน สังคมไทยไม่ได้จับตาเพียงการเลือกตั้งหรือคดีการเมืองเท่านั้น หากยังจับตามองผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยเช่นกัน
เพราะเมื่อ องค์กรอิสระถูกมอบหมายให้เป็นผู้รักษากติกาของประเทศ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้อำนาจตามกฎหมาย นั่นก็คือ…ความไว้วางใจจากประชาชน!!!
และในวันที่ องค์กรอิสระเองกำลังเผชิญคำถามจากสังคม บททดสอบสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการตีความข้อกฎหมาย แต่คือ…การพิสูจน์ว่ากลไกตรวจสอบของประเทศยังคงได้รับความศรัทธาและความเชื่อถือจากประชาชนมากเพียงใด?
คำตอบของกฤษฎีกา อาจชี้ขาดได้ว่า…กกต.มีอำนาจประเมินเลขาธิการหรือไม่? แต่คำตอบที่สังคมไทย กำลังรอฟังมากกว่านั้น นั่นคือ…
ในวันที่ผู้ตรวจสอบกำลังถูกตรวจสอบกลับจากสังคมอย่างเข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย นั้น…
องค์กรอิสระจะสามารถรักษาความเป็นกลาง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือเอาไว้ได้หรือไม่? อย่างไร?.






