รอยร้าว…หรือรุกฆาต?

(แรงกดดันทางการเมือง! โถมใส่ ‘ภูมิใจไทย’ – มากกว่าใครขัดแย้งใคร? แต่เหตุใดทุกเรื่องมาบรรจบที่ ศก.เดียว!!??)
เริ่มจากกระแส “รอยร้าว 2 น.” ก่อนขยายวงสู่โครงการ TH-AI, ปม “ช่วยน้ำเงินด้วย”, คดีที่ดินเขากระโดง, ผลสอบสมาชิกวุฒิสภา, โกงข้อสอบ สถ. รวมถึงการแต่งตั้งโยกย้าย ขรก.พลเรือนและกองทัพ แม้จะมีที่มาและกระบวนการต่างกัน แต่เมื่อเกิดในห้วงเวลาเดียวกัน จึงหลีกเลี่ยงได้ยาก หากสังคมไทยจะตั้งคำถามว่า…เป็นความบังเอิญของสถานการณ์ หรืออาจสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ “ดุลอำนาจ” ทางการเมืองไทย
จุดเริ่มต้นของคำถาม :
การที่ผู้สื่อข่าวรุมถาม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ถึงกระแส “รอยร้าว 2 น.” ระหว่าง…ตัวเขา กับ “ครูใหญ่…แห่งบ้านใหญ่บุรีรัมย์” เช่น นายเนวิน ชิดชอบ
สิ่งนี้…อาจไม่ใช่เพราะ สื่อ “ยอมรับ” ข่าวลือเป็นข้อเท็จจริง! แต่เพราะข่าวดังกล่าว มันถูกนำมาแพร่กระจายจนกลายเป็น…ประเด็นสาธารณะ ที่ “ผู้นำรัฐบาล” ยากที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามนี้ได้อีกต่อไป
“นายกฯอนุทิน” เลือกที่จะปฏิเสธอย่างหนักแน่น! พร้อมใช้อารมณ์ขัน “อนุวิน – เนทิน” และย้ำถึงความเป็น “เอกภาพ” ของพรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าพิจารณาไม่ใช่เพียงคำตอบจากปากของคนที่เป็นทั้ง…หัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทจย หากคือ…เหตุใดคำถามนี้จึงเกิดขึ้น? และเหตุใดจึงได้รับความสนใจจากทั้งสื่อและสังคมไทย!!??
หลายสมรภูมิ “ลบ” เริ่มเชื่อมโยงกัน :
หากย้อนดูความเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า…มีหลายประเด็นที่ได้รับการจับตาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น…กระแส “รอยร้าว 2 น.”, โครงการ TH-AI, ปม “ช่วยน้ำเงินด้วย”, คดีที่ดินเขากระโดง, ผลการตรวจสอบสมาชิกวุฒิสภา
ประเด็นเกี่ยวกับการสอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึง กระแสวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำทั้งฝ่ายพลเรือนและกองทัพไทย
ข้อเท็จจริงคือ…แต่ละเรื่องมีหน่วยงาน กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาที่แตกต่างกัน ไม่มีหลักฐานสาธารณะที่ยืนยันว่า…ทุกเหตุการณ์มี “ต้นตอ” เดียวกัน!
แต่ในเชิงการรับรู้ของสังคมไทย ภาพที่ปรากฏกลับทำให้หลายคนเชื่อมโยงเหตุการณ์เหล่านี้เข้าหากัน จนเกิดคำถามทางการเมือง ทำนองที่ว่า…แล้วเหตุใดแรงกดดันจำนวนมาก จึงพุ่งมาที่พรรคภูมิใจไทยในช่วงเวลาเดียวกัน???
การเมือง…วัดกันที่ “รูปแบบ” :
นักรัฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับการศึกษารูปแบบ (Pattern) ของเหตุการณ์ มากกว่าการมองแต่ละคดีแยกขาดจากกัน
เมื่อหลายประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่กลับ…ส่งผลกระทบต่อ “ศูนย์กลางอำนาจเดียว” ย่อมเป็นหน้าที่ของนักวิเคราะห์ที่จะตั้งคำถาม ที่ว่า…
นี่คือความบังเอิญ หรือเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของสมดุลอำนาจทางการเมือง?
การตั้งคำถามเช่นนี้ ไม่ใช่การกล่าวหาว่า…มีผู้กำกับเกมอยู่เบื้องหลัง! หากแต่เป็นการชวนให้พิจารณาว่า… เหตุการณ์ต่าง ๆ กำลังสะท้อนแนวโน้มบางอย่างที่ควรจับตาหรือไม่? อย่างไร?
บททดสอบของ “รัฐบาลอนุทิน” :
ข่าวลือ…สามารถปฏิเสธได้ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนคนไทยเกือบ 70 ล้านคน จะถูกตัดสินจากการกระทำ ไม่ว่าจะเป็น…การบริหารราชการ การแต่งตั้งบุคลากร ความโปร่งใสของโครงการภาครัฐ หรือผลการตรวจสอบขององค์กรที่มีอำนาจตามกฎหมาย
สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า…ข้อสงสัยของสังคมไทยจะคลี่คลายหรือขยายตัว???
ยิ่ง “รัฐบาล” ภายใต้การนำของ นายกฯอนุทิน สามารถอธิบายทุกประเด็นด้วยข้อมูลที่ตรวจสอบได้มากเท่าใด? ข่าวลือก็จะยิ่งหมดพื้นที่ในการดำรงอยู่มากเท่านั้น!
แผลรอยร้าว…หรือผลรุกฆาต? :
ในทางการเมือง “ข่าวลือ”…อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง! แต่หาก “ข่าวลือ” ที่ดำรงอยู่ได้เป็นเวลานาน มักสะท้อนว่ามีคำถามบางอย่างที่สังคมยังไม่ได้รับคำตอบ
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การพิสูจน์ว่า…“รอยร้าว 2 น.” มีจริงหรือไม่??? หากแต่เป็นการทำความเข้าใจว่า…เหตุใดหลายสมรภูมิทางการเมืองจึงเคลื่อนตัวเข้ามาบรรจบที่พรรคภูมิใจไทยในเวลาเดียวกัน?
ท้ายที่สุด! ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเรา ว่า…จุดเปลี่ยนสำคัญของอำนาจ มักไม่ได้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ใหญ่เพียงเหตุการณ์เดียว แต่เกิดจากเหตุการณ์เล็กหลายเหตุการณ์ที่ค่อย ๆ เชื่อมโยงกัน จนกลายเป็นภาพใหญ่ที่ทุกฝ่ายมองเห็นพร้อมกัน
คำถามจึงยังคงเดิม…
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น! เป็นเพียง “ควัน” ของข่าวลือ? หรือเป็น “สัญญาณ” ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหม่! ที่กำลังก่อตัวอยู่เบื้องหลังฉาก…
หากในอนาคต ปรากฏข้อเท็จจริงว่า…รอยร้าวระหว่าง “2 น.” มีอยู่จริง! ผลกระทบย่อมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ของบุคคลหรือพรรคการเมือง หากแต่อาจลุกลามไปสู่…
เสถียรภาพของรัฐบาล การบริหารราชการแผ่นดิน และความเชื่อมั่นของประเทศโดยรวม
ความไม่แน่นอนทางการเมือง อาจทำให้การผลักดันนโยบายสำคัญล่าช้า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการและการขับเคลื่อนโครงการลงทุนของภาครัฐเผชิญแรงเสียดทานมากขึ้น
ขณะที่ ภาคธุรกิจและนักลงทุนมักชะลอการตัดสินใจเมื่อประเมินว่าความเสี่ยงทางการเมืองเพิ่มสูงขึ้น! ซึ่งย่อมต้องส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน การจ้างงาน และการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป
ส่วน ประชาชนผู้เสียภาษี ก็อาจเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด! หากความขัดแย้งทางการเมืองทำให้การแก้ไขปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจถูกลดความสำคัญลง
อย่างไรก็ตาม หากทุกฝ่ายสามารถพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ว่า…โครงสร้างการบริหารยังมีเอกภาพและเดินหน้าบนหลักธรรมาภิบาล ความเชื่อมั่นก็ย่อมได้รับการฟื้นฟู
นั่นเพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่…ตลาด นักลงทุน และประชาชนให้ความสำคัญ ไม่ใช่ข่าวลือหรือคำปฏิเสธ หากแต่เป็น…เสถียรภาพ ความโปร่งใส และความสามารถของรัฐบาลในการบริหารประเทศท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นทุกด้าน.!!??…






