‘ตัดงบไม่จำเป็น!’ สะเทือนบ้านใหญ่? – เปลี่ยนเกมการเมือง…จากพื้นที่ สู่ ‘เงินตรง’ ถึงคนไทย?

ครม.เคาะยุทธศาสตร์งบปี 2570 สั่งหั่น “งบจังหวัด – โครงการฟุ่มเฟือย” หวังเกลี่ยเงิน 8 แสนล้านบาท อุ้มแก้ปมวิกฤตพลังงาน หวั่น! นักการเมืองท้องถิ่นอาจสูญพื้นที่อิทธิพล ขณะที่รัฐบาลดันนโยบายแจกจ่ายตรง หวังเพิ่มอำนาจส่วนกลาง เผย! โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “ตัดงบ” แต่คือ..รัฐจะทำอย่างไรเพื่อให้เงินที่ย้ายมาลงสารพัดโปรเจ็กต์ช่วยคนไทย สร้างผลลัพธ์ได้จริงในระยะยาว???
“ไฮไลต์” การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (21 เมษายน 2569) คงไม่พ้นประเด็น “ตัดทิ้งงบฯที่ไม่จำเป็น” ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ทั้งนี้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุม ครม. ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยปรับแผนบูรณาการจากเดิม 9 แผนงาน ลดเหลือ 3 แผนงาน ประกอบด้วย 1.แผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำ 2.แผนบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล และ 3.แผนบูรณาการดูแลประชาชน
พร้อมกันนี้ ได้ตัดงบกลุ่มจังหวัดจากเดิม 20,000 ล้านบาท เหลือ 4,000 ล้านบาท ขณะที่ งบจังหวัดเสนอของบประมาณ ใช้เฉพาะในการพัฒนาท้องถิ่น การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว การลงทุนที่จำเป็น ก็ถูกปรับลงเช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อนำงบประมาณที่เกลี่ยได้มาใช้เพื่อการเยียวยาฟื้นฟูจากวิกฤตพลังงาน โดยตั้งเป้าหมายผลักดันร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 บังคับใช้ให้ทัน 1 ตุลาคม 2569
อีกทั้ง ยังได้กำชับให้ทุกส่วนราชการ เร่งดำเนินการปรับแผนการจัดทำงบประมาณปี 2570 โดยขอให้เลือกแนวทางการเช่ารถไฟฟ้า การติดตั้งโซล่ารูฟท็อป เป็นต้น
“ที่ประชุม ครม. จึงขอให้ชะลอเสนอของบด้านการดูงาน การสร้างอาคาร การสร้างสำนักงาน ขณะนี้สำนักงบประมาณ เปิดให้ส่วนราชการยื่นขอจัดสรรงบประมาณได้ถึง 1 พฤษภาคม 2569 นี้ โครงการที่เสนอของบต้องตอบโจทย์ รองรับความไม่สงบในตะวันออกกลาง รองรับสถานการณ์ของประเทศ และการป้องกันปราบปรามการทุจริต” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุและย้ำว่า…
รัฐบาลต้องการบริหารจัดการงบรองรับทั้ง 3 ด้านประมาณ 7-8 แสนล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และทุกภาคส่วน ผ่านโครการ “ไทยช่วยไทย” ที่มีหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็น…การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง บัตรสวัสดิการฯ คนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทย
โดยมีเป้าหมายที่จะ ช่วยเหลือประชาชนราว 20-30 ล้านคน โดยเฉพาะการเติมเงินให้ไม่ต่ำกว่าครั้งก่อน 2,000-2,500 บาท/ราย ทั้งนี้ กระทรวงคลัง อยู่ระหว่างการศึกษาปัญหาวิกฤติพลังงานว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน? อย่างไร? เพื่อกำหนดระยะเวลาการใช้จ่ายร้านค้าเข้าร่วมโครงการที่ชัดเจน ต่อไป
นอกจากนี้ ที่ประชุมฯยังมอบหมาย ธ.ก.ส. ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ”คนละครึ่ง“ เพื่อช่วยหลือเกษตรกร ได้จัดซื้อปุ๋ยราคาถูก อีกทั้ง ยังได้ดำเนินโครงการไทยช่วยไทย ผ่านโครงการของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งจะต้องใช้เงินดูแลเยียวยาประชาชนอีกจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เสนอการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569 ซึ่งคาดว่า จะเสนอ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ไม่เกินเดือน มิถุนายน 2569 เพื่อขีดเส้นให้ส่วนราชเร่งรัดการเบิกจ่ายงบตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยคาดว่างบดังกล่าวจะมีประมาณ 8 หมื่น – 1 แสนล้านบาท ทั้งนี้ จะต้องสรุปตัวเลขที่ชัดเจนอีกครั้ง
สำหรับ การจัดสรรงบปี 2570 เพื่อตั้งงบชดใช้เงินคงคลังจำนวน 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งกำหนดไว้ในงบปี 2570 ได้ตามกฎหมาย โดยจะช่วยให้เงินที่โอนมาสามารถนำไปใช้เยียวยาประชาชนได้ทันที ไม่ต้องนำการโอนงบประมาณส่วนนี้ไปใช้หนี้เงินคงคลังของรัฐบาลก่อน
เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอสรุปอีกครั้งว่า…ที่ประชุม ครม.ได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท โดยปรับลดแผนบูรณาการจาก 9 เหลือ 3 แผนหลัก เน้น “น้ำ–ดิจิทัล–ดูแลประชาชน” พร้อม ตัดงบที่ไม่จำเป็น เช่น งบกลุ่มจังหวัดจาก 2 หมื่นล้านบาท เหลือแค่ 4 พันล้านบาท
อีกทั้ง ยังจำกัดงบจังหวัดให้ใช้เฉพาะการพัฒนาจำเป็น เพื่อนำงบที่เกลี่ยได้ราว 7-8 แสนล้านบาท ไปใช้ฟื้นฟูเยียวยาผลกระทบวิกฤตราคาพลังงาน รองรับนโยบาย “ไทยช่วยไทย”
นอกจากนี้ รัฐบาลยังสั่งชะลอการใช้งบด้านดูงาน สร้างอาคาร และสิ่งปลูกสร้าง พร้อมผลักดันการใช้พลังงานทางเลือก เช่น รถไฟฟ้าและโซลาร์รูฟ รวมถึงเตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชน 20-30 ล้านคน ผ่านโครงการเติมเงินและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังได้ตั้งเป้าเร่งผ่าน พ.ร.บ.งบปี 2570 ให้ทัน 1 ต.ค. 2569 และเตรียมโอนงบปี 2569 อีก 8 หมื่น–1 แสนล้านบาท เพื่อใช้เยียวยาโดยตรง
สำหรับ โหมดการวิเคราะห์ในเชิงกลยุทธ์ ต่อประเด็น “ตัดงบไม่จำเป็น” ครั้งนี้ ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” แล้ว เราเชื่อว่า…แนวทางดังกล่าวย่อมจะส่งกระทบโดยตรงต่อโครงสร้างอำนาจของนักการเมือง โดยเฉพาะ “บ้านใหญ่” และแกนนำ สส. ที่เคยใช้ “งบจังหวัด – งบกลุ่มจังหวัด – โครงการก่อสร้าง” เป็นเครื่องมือสร้างฐานเสียง อย่างไม่ต้องสงสัย?
นั่นเพราะ…งบเหล่านี้ เคยถูกใช้เป็น “ช่องทาง” เชื่อมโยงระหว่าง…นักการเมืองกับผู้รับเหมา เครือข่ายท้องถิ่น และกลุ่มผลประโยชน์
ดังนั้น การที่ ครม.มีมติ “ลดงบลง” อย่างมีนัยสำคัญ! เท่ากับ…ลด “พื้นที่ทางการเมืองเชิงงบประมาณ” ซึ่งอาจทำให้การดูแลฐานเสียงทำได้ยากขึ้น???
หรืออย่างน้อย…ต้องเปลี่ยนวิธีจาก “งบโครงการ” ไปเป็น “นโยบายแจกจ่ายระดับชาติ” แทน
ในมิติของ “แกนนำพรรค” และ “กลุ่มสนับสนุนพรรคการเมือง” นั้น การโยกงบประมาณที่เคยได้รับ ไปสู่…โครงการลักษณะ “ไทยช่วยไทย” จะทำให้การเมืองเปลี่ยนจาก “ระบบอุปถัมภ์เฉพาะพื้นที่” ไปสู่ “การอุปถัมภ์เชิงนโยบาย” มากขึ้น
กล่าวคือ…ประชาชนจำนวนมากอาจได้รับประโยชน์โดยตรงจากรัฐ มากกว่าผ่านนักการเมืองในพื้นที่
ส่งผลให้บทบาทของ สส. ในการเป็น “ตัวกลางแจกทรัพยากร” ลดลง! แต่ในทางกลับกัน พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะได้คะแนนนิยมในภาพรวมแทน
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญต่อจากนี้ ก็คือ…“การตัดงบจะทำได้จริงแค่ไหน???”
เพราะในเชิงปฏิบัติ…ระบบราชการ และการเมืองไทย มักจะมี “งบแฝง” และ “งบจำเป็นเชิงเทคนิค” ที่อาจถูกตีความให้ยังคงอยู่ได้
อีกทั้ง แรงต้าน! จากนักการเมืองในระดับพื้นที่ และกลุ่มผลประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย!!!
โดยเฉพาะ โครงการก่อสร้างและงบพัฒนา ซึ่งถือเป็น “แหล่งเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจในท้องถิ่น”
โดยหาก รัฐบาล “ตัด” งบส่วนนี้…แรงเกินไป! อาจกระทบเศรษฐกิจฐานราก และย้อนกลับมาเป็น “แรงกดดัน” ทางการเมืองเอาได้เช่นกัน
สุดท้าย หากรัฐบาลสามารถ “ตัดจริง – โยกจริง – ใช้ตรงเป้า” ได้จริงๆ ผลลัพธ์ที่คนไทยจะคาดหวังได้ คงไม่พ้น….การใช้เงินมีประสิทธิภาพขึ้น และการช่วยเหลือประชาชน จะเข้าถึงวงกว้างขึ้นในระยะสั้น
แต่ในระยะยาว ความสำเร็จที่เกิดขึ้น จะขึ้นอยู่กับว่า…นโยบายเยียวยาจะเปลี่ยนเป็น “การสร้างศักยภาพเศรษฐกิจ” ได้หรือไม่?
มิฉะนั้น ก็อาจเป็นเพียงการย้ายรูปแบบการใช้เงิน จากงบโครงการ ไปสู่งบแจกจ่าย โดยที่โครงสร้างปัญหายังไม่ได้ถูกแก้ไขได้อย่างจริงจัง!!!.






