‘บุรีรัมย์พาวเวอร์’ ศูนย์อำนาจ ‘รัฐสภา – การเมืองไทย’

“บุรีรัมย์ คอนเน็กชั่น” กระแสการเมืองที่คนไทย คงยากจะปฏิเสธได้ วันนี้…หันมองตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ “ประธานสภา-วุฒิสภา” และฝ่ายบริหาร “นายกรัฐมนตรี” ล้วนเกิดแต่จังหวัดแห่งนี้ แล้วจะแปลกอะไร? หาก “คอการเมืองไทย” พร้อมยกให้…วลีนี้ “ศูนย์อำนาจรัฐสภาใหม่” กับทุกเครือข่ายการเมืองที่ผูกโยงถึงกัน
การเปิดประชุมรัฐสภาชุดใหม่ในวันที่ 14 มีนาคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ไม่เพียงเพราะเป็นการ “เริ่มต้น” ของสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ เท่านั้น
แต่ยังเป็น…เวทีสำคัญในการกำหนดตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรและรองประธานสภา ซึ่งถือเป็น “ตำแหน่งสำคัญ” ในโครงสร้างอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ
จากความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุด พรรคภูมิใจไทย มีมติเสนอชื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอ นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช สส.ลพบุรี เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 1
ขณะที่ ตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 เป็นโควต้าของพรรคเพื่อไทย ตามข่าวก็คือ…นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สส.เลย
การจัดวางตำแหน่งเช่นนี้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามทางการเมืองขึ้นทันที! โดยเฉพาะประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในสังคมการเมืองว่า…หากตำแหน่งสำคัญของรัฐสภามีความเชื่อมโยงกับ “เครือข่ายการเมือง” จากจังหวัดบุรีรัมย์
สิ่งนี้…ก็อาจสะท้อนการก่อรูปของ “ศูนย์อำนาจใหม่” ในการเมืองไทย!!??
ในเชิงโครงสร้างการเมือง ตำแหน่ง…ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้มีบทบาทเพียงการควบคุมการประชุม เท่านั้น แต่ยังมีอำนาจสำคัญในการกำหนดจังหวะของกระบวนการนิติบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็น…
การบรรจุวาระการประชุม การตีความข้อบังคับการประชุม และการควบคุมกระบวนการอภิปรายในสภา
ด้วยเหตุนี้ การเลือกประธานสภา จึงถือเป็นตำแหน่งสำคัญใน “เกมการเมือง” ของรัฐบาลผสม เพราะมีผลโดยตรงต่อความราบรื่นของการผลักดันกฎหมาย และนโยบายของฝ่ายบริหาร
การแบ่งสัดส่วนตำแหน่งระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ ยังสะท้อนลักษณะของการเมืองแบบรัฐบาลผสมที่ต้องอาศัย “การจัดสมดุลอำนาจ” ระหว่าง…พรรคการเมือง
การที่ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อบุคคลของพรรคในตำแหน่งประธานสภา ขณะที่ พรรคเพื่อไทยได้รับตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 2 แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดสรรบทบาททางการเมือง เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้การเลือกประธานสภาครั้งนี้ ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ…กระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความเชื่อมโยงของบุคคลทางการเมืองกับจังหวัดบุรีรัมย์
ในสายตาของ ผู้สังเกตการณ์ทางการเมือง บางส่วนมองว่า…หากตำแหน่งสำคัญทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายการเมืองเดียวกัน
ภาพดังกล่าวอาจสะท้อนการเกิดขึ้นของ “ฐานอำนาจ” ทางการเมืองระดับภูมิภาค ที่มีบทบาทต่อการเมืองระดับชาติ!!!
ในอีกด้านหนึ่ง นักการเมืองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงว่า…การดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรพิจารณาจากความเหมาะสมและความสามารถของบุคคล มากกว่าการมองผ่านมิติของภูมิภาคหรือจังหวัด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การทำหน้าที่ในสภาย่อมต้องอยู่ภายใต้กติกาและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
สอดรับมุมมองของ นายโสภณ ที่เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ “การเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งดังกล่าวเป็นเรื่องของความเหมาะสม และควรให้สังคมพิสูจน์จากการทำงาน มากกว่าการมองผ่านประเด็นภูมิภาค”
การโหวตเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงถูกมองว่า…เป็น “บททดสอบแรก” ของรัฐบาลผสม!!!
หากการโหวตผ่านไปอย่างราบรื่น ก็สะท้อนถึง ความเป็น “เอกภาพ” ของเสียงสนับสนุนในสภา แต่หากเกิดการแข่งขันหรือความเห็นต่าง ก็อาจแสดงให้เห็นถึง “ความเปราะบาง” ของสมดุลทางการเมืองภายในรัฐบาล
ในขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านเอง ก็มีแนวโน้มใช้ “เวทีการเลือกประธานสภา” เป็นโอกาสในการแสดงบทบาทและตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “กลไกสำคัญ” ของระบบรัฐสภา
ปรากฏการณ์ที่ถูกเรียกว่า “บุรีรัมย์พาวเวอร์” จึงอาจไม่ใช่เพียงคำอธิบายเชิงการเมืองเท่านั้น
แต่มันยังสะท้อนถึง…การเปลี่ยนแปลงของ “โครงสร้างอำนาจ” ทางการเมืองไทย ที่ “ฐานอำนาจ” ระดับภูมิภาค…เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในเวทีการเมืองระดับชาติ!!??
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในทางการเมือง นั่นคือ…ความเชื่อมโยงของตำแหน่งสำคัญในโครงสร้างอำนาจรัฐกับจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ฐานเครือข่าย” ทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ในปัจจุบัน
ตำแหน่ง “ประธานวุฒิสภา” (นายพรเพชร วิชิตชลชัย) ถูกมองว่า…เป็นบุคคลจากจังหวัดบุรีรัมย์
ขณะที่ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด แต่ก็มีทะเบียนบ้านปัจจุบัน อยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และยังเป็น “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ซึ่งมีฐานการเมืองสำคัญอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว
เมื่อ โครงสร้างอำนาจทางการเมืองในระดับประเทศ มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองในพื้นที่เดียวกัน จึงทำให้เกิดการ ตั้งคำถามในสังคมการเมือง ถึงบทบาทของจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะ “ศูนย์อำนาจทางการเมืองใหม่” ของประเทศ ตามมา???
อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง นักการเมืองฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยังคงย้ำว่า…การดำรงตำแหน่งทางการเมืองควรพิจารณาจากความเหมาะสม และความสามารถของบุคคล มากกว่า..การมองผ่านมิติของภูมิภาคหรือจังหวัด???
เพราะท้ายที่สุดแล้ว…การทำหน้าที่ในระบบรัฐสภายังคงต้องดำเนินไปภายใต้กติกาและกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ
ถึงตรงนี้! การเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ หากยังเป็น…ภาพสะท้อนของการ “จัดวางอำนาจ” ทางการเมืองในยุครัฐบาลผสม
และสิ่งนี้…อาจกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของ “สมการอำนาจใหม่” ในรัฐสภาไทย ที่หลายฝ่ายกำลังจับตาว่า…
มันจะนำไปสู่ “ศูนย์อำนาจรัฐสภาใหม่” ตามที่สังคมการเมืองไทย กำลังตั้งคำถามอยู่ในขณะนี้หรืออย่างไร???.






