ถอยเกณฑ์บัตรคนจน

(นายกฯสั่งทบทวนเกณฑ์ใหม่ ปมลูกลดหย่อนภาษี เหตุไม่สะท้อนชีวิตจริงคนไทย)
รัฐสั่งเร่งทบทวนเกณฑ์คัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หลังถูกวิจารณ์หนัก กรณีลูกใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ จนอาจถูก “ตัดสิทธิบัตรคนจน” ด้าน รองนายกฯเอกนิติ” ยอมรับ นายกฯอนุทิน มีคำสั่งยกเลิกเงื่อนไขนี้ พร้อมพิจารณาใหม่ให้แล้วเสร็จ ก.ค.นี้ ย้ำ! ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงและความเป็นธรรม ระบุ! นี่คือบทพิสูจน์ “รัฐสวัสดิการไทย” อย่าอิง “ฐานข้อมูล-อัลกอริทึม” เกินไป เหตุไม่สามารถสะท้อนชีวิตจริงคนไทย
ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่! รอบนี้ กระทรวงการคลังพลาดอย่างแรง!!?? กะอีแค่เงินเพียง 300 บาท/เดือน ที่รัฐบาลให้กับ “ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน” เฉพาะใน กลุ่มที่พ่อแม่ ถูกลูกๆ นำสิทธิไปใช้ลดหย่อนภาษีประจำปี ซึ่งมีสัดส่วนที่น้อยมาก…
ยิ่ง กรมสรรพากร กำหนดสิทธิเอาไว้แล้วว่า…พ่อแม่เหล่านั้น จะต้องมีรายได้รวมกันไม่เกิน 30,000 บาท/คน/ปี ด้วยแล้ว พ่อแม่กลุ่มนี้…ก็ยิ่งจะเหลือน้อยลงไปอีก
แต่น้อยๆ ทั้งจำนวนของพ่อแม่ และวงเงินต่อเดือนนี่แหละ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ถึงขั้น…สังคมไทย ผุดวลี “สัพยอก” เหตุการณ์ทำนองนี้ว่าเป็น “(ลูก) ทรพีพลัส” หรือไม่ก็ “(ลูก) เนรคุณพลัส”
สร้างความร้าวฉานในครอบครัวไทย ได้รุนแรงไม่น้อยไปกว่าแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวในบางประเทศ ที่ระดับ 8 ริกเตอร์
ร้อนถึง “หัวหน้ารัฐบาล” อย่าง…นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ที่ต้องเร่งออกข้อสั่งการให้ กระทรวงการคลัง ภายใต้การนำของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เร่งเคลียร์ ด้วยการยกเลิกเงื่อนไขข้อนี้ในทันที
ล่าสุด เช้าวันนี้ (8 มิ.ย.2569) ก่อนจะเดินทางร่วมคณะของ นายกฯอนุทิน บินตรงไปเชื่อมความสัมพันธ์กับ “ผู้นำเวียดนาม” ถึงกรุงฮานอย ก็เป็น รองนายกฯเอกนิติ ที่ให้สัมภาษณ์ชัดว่า…นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการคลังเร่งทบทวนหลักเกณฑ์การพิจารณาสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในกรณีที่นำข้อมูลการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดาของบุตรมาใช้เป็นหนึ่งในเงื่อนไขคัดกรองสิทธิ
หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าหลักเกณฑ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุที่ยังมีฐานะยากจน แม้บุตรจะใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้ให้การดูแลจริงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
รองนายกฯเอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลรับฟังเสียงสะท้อนจากสังคมและตระหนักถึงข้อกังวลเรื่องความเป็นธรรม โดยได้มอบหมายให้ คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พิจารณาทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวเป็นกรณีเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดการตัดสิทธิผู้ที่เดือดร้อนจริงจากข้อจำกัดของข้อมูลที่รัฐนำมาใช้ประกอบการพิจารณา
พร้อมกันนี้ กระทรวงมหาดไทยได้รับมอบหมายให้สำรวจและคัดกรองผู้มีรายได้น้อยที่อาจตกหล่นจากระบบสวัสดิการ โดยเฉพาะ กลุ่มเปราะบางที่ไม่มีผู้ดูแลและยังไม่สามารถเข้าถึงสิทธิของรัฐ ขณะที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวนกว่า 13.2 ล้านคน จะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติใหม่ เพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งตรงไปยังผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง
นายเอกนิติ ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสิทธิผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายใด และการสำรวจข้อมูลครั้งนี้เป็นเพียงกระบวนการยืนยันตัวตนและทบทวนหลักเกณฑ์ โดยรัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลภายในเดือนกรกฎาคม เพื่อให้ผู้ที่หลุดจากระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าสู่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองการถอยกลับมาทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ดี…ที่ภาครัฐไม่ทนฝืนกระแสสังคม
กระนั้น สิ่งนี้ มันก็สะท้อนให้เห็นว่า…รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์สำคัญทางการเมืองมากกว่าการบริหารสวัสดิการเพียงอย่างเดียว
เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” ทางนโยบาย ที่เชื่อมโยงกับฐานเสียงประชาชนระดับรากหญ้าโดยตรง
การเปลี่ยนแปลงเกณฑ์ใด ๆ ที่กระทบต่อ “ผู้ได้รับสิทธิ” จำนวนหลายล้านคน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นและความรู้สึกของประชาชนต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่ง เหตุการณ์นี้ มันได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของ “ระบบรัฐสวัสดิการไทย” ที่พึ่งพา “ฐานข้อมูล” และ “อัลกอริทึม” ในการ “คัดกรองสิทธิ” เป็นหลัก จนบางครั้ง ข้อมูลทางเทคนิคอาจกลายเป็น “ผู้ตัดสินความจน” แทนข้อเท็จจริงในชีวิตจริงของประชาชน
การที่บุตร “ใช้สิทธิ” ลดหย่อนภาษี อาจสะท้อนเพียงความสัมพันธ์ทางกฎหมาย แต่ไม่จำเป็นต้อง…สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจหรือการดูแลในชีวิตประจำวันเสมอไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า…ใครควรได้รับ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ควรจะเป็น “ใครเป็นผู้กำหนดนิยามของความจน” มากกว่า?
หากรัฐใช้เพียงข้อมูลที่ปรากฏในระบบ โดยไม่เปิดพื้นที่ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงสังคม ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบมักเป็น “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งไม่มีอำนาจ “ต่อรอง” กับระบบราชการแต่อย่างใด
ท้ายที่สุด! การทบทวนเกณฑ์ครั้งนี้ อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ!” ของนโยบายสวัสดิการไทย? หากรัฐบาลสามารถ “ออกแบบ” ระบบที่ผสมผสานระหว่าง…ฐานข้อมูลดิจิทัล กับ การตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะบทเรียนที่เกิดขึ้นในรอบนี้ มันกำลังย้ำเตือนว่า…“ความจน” ไม่ใช่ตัวเลขในฐานข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นสภาพความเป็นจริง! ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่ “อัลกอริทึม” จะตัดสินได้เพียงลำพัง
เพียงเพราะใครบางคน? หรือคนบางกลุ่ม? ยังคงนั่งทำงานในเชิง “สั่งการ – Promp” อยู่แต่ในห้องแอร์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลัง!!! เท่านั้น.






