‘อนุทิน’ คุมเข้มงบปี’70 รัดเข็มขัดรัฐ ตัดรายจ่ายไม่จำเป็น รับมือเศรษฐกิจผันผวน

รัฐบาล…เดินเกม “รัดกุม” คุมทำแผนงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ตีกรอบวงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เน้นตัดรายจ่ายไม่จำเป็น สั่งคุมเข้ม “วินัยการคลัง – ลดขาดดุล” พร้อมเปิดทางใช้เงินนอกงบประมาณ พ่วงเคสท์ PPP สู้กับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็น ประธานการประชุมทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ร่วมกับ หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก อาทิ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี 70 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี69 จำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 คาดการณ์รายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 การขาดดุลงบประมาณ 788,000 ล้านบาท ลดลงจากงบปี 69 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4
สอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่างๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ เพื่อกำหนดทิศทางการคลังภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวนสูง โดยเฉพาะ ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกฝ่ายจัดทำงบประมาณอย่าง “ตรงเป้า แม่นยำ” และ ตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” ยึดหลักความคุ้มค่า และ Zero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน อย่างแท้จริง
สำหรับ งบประมาณปี 2570 รัฐบาลกำหนดวงเงินไว้ที่ 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย (2.7%) จากปีก่อน ขณะที่ คาดการณ์รายได้สุทธิอยู่ที่ 3 ล้านล้านบาท ส่งผลให้ยังคงขาดดุล 788,000 ล้านบาท แต่ลดลง (8.4%) จากปีก่อน อย่างมีนัยสำคัญ
สอดคล้องกับ แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2570-2573) ที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมี สัดส่วนทางการคลังต่างๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ
นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า การจัดทำงบประมาณปีนี้ต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” ภายใต้แนวคิด Zero-based Budgeting โดยให้ หน่วยงานพิจารณาความจำเป็นของโครงการใหม่อย่างเข้มงวด และตัดลดรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมกำหนด เพดานการขอเพิ่มงบไม่เกิน 20% และต้องเป็นรายจ่ายลงทุน เท่านั้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังส่งสัญญาณให้หน่วยงานใช้แหล่งเงินทางเลือก เช่น เงินนอกงบประมาณ การร่วมลงทุนภาครัฐและเอกชน (PPP) หรือ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อแบ่งเบาภาระงบประมาณ และรักษาวินัยการเงินการคลังในระยะยาว โดยเตรียมเสนอกรอบงบประมาณต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 28 เมษายนนี้
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มองทิศทางงบประมาณครั้งนี้ สะท้อนชัดว่า…รัฐบาลกำลัง “เปลี่ยนโหมด” จากนโยบายขยายการใช้จ่าย มาเป็นการคุมเข้มทางการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะกลาง
โดยเฉพาะ การลดระดับการขาดดุล และควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบ ซึ่งเป็น “สัญญาณเชิงบวก” ต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับเครดิต
อย่างไรก็ตาม การจำกัดงบและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ย่อมทำให้บทบาทของรัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลงในระยะสั้น ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจพึ่งพาภาคเอกชนมากขึ้น โดยเฉพาะผ่านกลไก PPP และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งสะท้อนการ “ถ่ายน้ำหนัก” จากรัฐไปสู่ทุนขนาดใหญ่
ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ Zero-based Budgeting ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการปรับโครงสร้างงบประมาณ แต่ก็มีนัยทางการเมือง เพราะเสมือนเป็นการ “เปิดช่อง” ให้มีการ “คัดเลือก” และ “ตัดทอน” โครงการอย่างเข้มข้น
อาจกระทบต่อ “สมดุลอำนาจ” ระหว่างหน่วยงาน หรือเครือข่ายผลประโยชน์เดิมในระบบราชการได้!!??
ท้ายที่สุด! แม้รัฐบาลยังมี “พื้นที่ทางการคลัง” ในการกู้เงินเพิ่มเติมตามกรอบหนี้สาธารณะ แต่แนวทางที่ปรากฏในวันนี้ ชี้ชัดว่า…
รัฐบาลยังไม่เลือกใช้เครื่องมือ “ก่อหนี้…กู้เงิน” นอกงบประมาณ ในยามนี้ หากแต่อาจเก็บไว้เป็น “ทางเลือกสำรอง” ในกรณีที่เศรษฐกิจไทย อาจต้องเผชิญกับแรงกดดันรุนแรง “รอบใหม่” ในอนาคต
สะท้อนยุทธศาสตร์ “ระมัดระวัง…แต่ไม่ปิดทางเลือก” อย่างชัดเจน!!!.






