เกมชิงพื้นที่เชียงใหม่: เวทีทดลอง ‘ผู้นำระดับชาติ’

เมื่อผู้นำเลือก “เงียบ” แต่การเมืองยังคง “ส่งเสียง” ผ่านโฆษกรัฐบาล เชียงใหม่จึงไม่ใช่แค่พื้นที่แก้ฝุ่น แต่กลายเป็นสนามวัดบทบาทผู้นำ ระหว่าง “คนลงมือก่อน” กับ “คนถืออำนาจรวม” แล้วใคร…กำหนดอนาคตได้จริงกว่ากัน!!??
มหาสงกรานต์…ยังไม่สะเด็ดน้ำ! วันไหลและวันอื่นๆ ในหลายพื้นที่ ยังคงมีการจัดกิจกรรมและการเล่นสาดน้ำกันอยู่บ้าง
สงครามน้ำยังมีอยู่ ทว่า…สงครามการแย่งชิงพื้นที่สื่อและความสนใจของคนไทยในทางการเมือง แม้จะร่วมรัฐบาลเดียวกัน ก็เริ่มจะมีให้เห็นกันบ้างแล้ว???
แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ ถึงการ ปรับรูปแบบการสื่อสาร ด้วยการงดให้สัมภาษณ์สื่อแบบรายวัน และเลือกใช้ “ทีมโฆษกรัฐบาล” ทำหน้าที่เป็น “ผู้สื่อสารหลัก” แทน…
กระนั้น ก็ไม่ได้ทำให้ภาพของเกม “แย่งชิงพื้นที่” ทางการเมืองในฝั่งรัฐบาล จางหายกันไป!!??
ล่าสุด เป็น นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาบอกกับผู้สื่อข่าวเองว่า… ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเป็น…ประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันจันทร์นี้ (20 เมษายน) แล้ว นายกฯอนุทิน จะนำทีม รมต.กระทรวงที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีกลุ่มคลัสเตอร์ รัฐมนตรีที่กำกับดูแลพื้นที่ รวมถึงหน่วยงานตามภารกิจลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
เพื่อติดตามและขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ที่ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือ
ประกอบด้วย…นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย
โดยภารกิจครั้งนี้ จะเป็นการประชุมติดตามการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ
พร้อม…มอบนโยบายและข้อสั่งการเชิงรุกในพื้นที่ เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
ครอบคลุมทั้งมาตรการด้านการเกษตรในพื้นที่สูง มาตรการเพื่อลด ห้ามการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกระบวนการผลิตเกี่ยวข้องข้องกับการเผา มาตรการด้านสุขภาพของประชาชน
ตลอดจน การช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ รวมถึง การลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
โฆษกรัฐบาล ย้ำว่า…นายกรัฐมนตรีห่วงใยและกังวลถึงสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 อย่างยิ่ง จึงนำรัฐมนตรีทั้งตามภารกิจและกลุ่มคลัสเตอร์ ลงพื้นที่พร้อมกันในครั้งนี้ เพื่อทุกฝ่ายจะได้ร่วมกันประเมินและยกระดับมาตรการการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป้า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ครอบคลุมภัยพิบัติ
ทั้งใน มิติสิ่งแวดล้อม ภาคเกษตรกรรม ภาคการท่องเที่ยว และด้านสาธารณสุขในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชน
รวมทั้ง แผนการช่วยเหลือและสนับสนุนการควบคุมไฟป่าในพื้นที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ
“ที่ผ่านรัฐบาลร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งในประเทศ และความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับมาตรการระดับพื้นที่ เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน” โฆษกรัฐบาล ระบุ
แต่สิ่งที่ทำให้ภารกิจนี้ “ไม่ธรรมดา” นั่นคือ…หนึ่งวันก่อนนั้น เป็น นายศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯและรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่เชียงใหม่ไปก่อนแล้ว พร้อมเปิดตัว “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” นวัตกรรมฝีมือคนไทย ราคาต่อห้องเพียง 3,600 บาท เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในพื้นที่
2 ภาพที่ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” อดนำมาจับเปรียบเทียบกันไม่ได้ นั่นก็เพราะ…สิ่งนี้ ได้ทำให้ “เชียงใหม่” กลายเป็นมากกว่า…พื้นที่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่มันเป็นเสมือนเป็น…
“เวทีทดลองบทบาทผู้นำระดับชาติ” อย่างช่วยไม่ได้!!??
ในเชิงกลยุทธ์ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่เพียงการบริหารวิกฤต แต่เป็น “การแข่งขันเชิงนโยบาย” ภายในรัฐบาลเอง
ฝั่งของ…รองนายกฯชศชนัน ที่เลือกใช้กลยุทธ์ “ลงมือก่อน เห็นผลเร็ว” โดยเน้น…นวัตกรรมที่จับต้องได้ ต้นทุนต่ำ และสามารถขยายผลได้ทันทีในระดับพื้นที่
การเปิดตัว “ห้องปลอดฝุ่น” จึงไม่ใช่แค่…การแก้ปัญหาเชิงเทคนิค แต่เป็นการสร้าง…ภาพลักษณ์ของ “นักแก้ปัญหา” ที่ลงพื้นที่จริง ทำจริง และให้ผลลัพธ์ได้ทันที!!!
ขณะที่ฝั่ง นายกฯนอุทิน ก็ใช้กลยุทธ์ “บูรณาการทั้งระบบ”ด้วยการนำ…คณะรัฐมนตรีลงพื้นที่พร้อมกันหลายกระทรวง สะท้อนภาพของ “ผู้นำที่ควบคุมเกมใหญ่” และสามารถสั่งการเชิงนโยบายในระดับประเทศ ครอบคลุมทั้ง มิติสิ่งแวดล้อม เกษตร สาธารณสุข และความร่วมมือระหว่างประเทศ
กล่าวได้ว่า…นี่คือ “การปะทะกัน” ของ 2 แนวทางการบริหารประเทศ!!??
แนวทางแรก คือ Micro Solution หรือการแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่เห็นผลเร็ว
แนวทางที่สอง คือ Macro Governance หรือการจัดการเชิงโครงสร้างทั้งระบบ
และ ทั้ง 2 แนวทาง ต่างพยายาม “ยึดความเป็นเจ้าของปัญหา PM2.5” ในสายตาประชาชน
ในระยะสั้น ฝ่ายที่ลงพื้นที่ก่อน…ย่อมได้เปรียบในเชิงภาพลักษณ์ เพราะสามารถครองพื้นที่ข่าว และสร้างความรู้สึกว่า “ลงมือทำแล้ว” ได้ทันที!
แต่ ในระยะกลางและระยะยาว ฝ่ายที่สามารถทำให้มาตรการเชิงระบบเกิดผลจริง! จะเป็น…ผู้กำหนดความเชื่อมั่นของประชาชนได้มากกว่า
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้อง ตั้งคำถามตัวโตๆ นั่นก็คือ…ประเทศไทยกำลังต้องการ “การแข่งขัน” หรือ “การประสานพลัง” มากกว่ากัน???
เพราะในความเป็นจริง! วิกฤต PM2.5 ไม่ใช่ปัญหาที่แก้ได้ด้วยเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมระดับพื้นที่ และนโยบายระดับโครงสร้างทำงานควบคู่กันไป!!!
สำหรับ ประชาชนทั่วไป ภาพทั้งหมดนี้ อาจสรุปได้ง่ายๆ ว่า…วันนี้มี “2 ทีม” กำลังช่วยกันแก้ปัญหาฝุ่น
ทีมหนึ่งเน้น “ทำเร็ว เห็นผลทันที” อีกทีมเน้น “วางระบบ แก้ทั้งประเทศ”
ทว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการ ไม่ใช่ว่า…“ใครชนะ?” แต่คือ “ปัญหาฝุ่นพิษจบจริงหรือไม่?”
“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายถึง “แกนนำรัฐบาล” โดยเสนอให้ทั้ง 2 พรรคร่วม ควรมุ่งไปที่ “การรวมจุดแข็ง” มากกว่าการจะแข่งขันกันเอง
ประการแรก ควรบูรณาการนโยบาย “นวัตกรรมราคาถูก” เข้ากับ “นโยบายระดับชาติ” อย่างเป็นระบบ เช่น นำห้องปลอดฝุ่นไปเป็นมาตรการมาตรฐานในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ ไม่ใช่เพียงโครงการนำร่อง
ประการที่สอง ต้องเร่งสร้าง “ระบบข้อมูลกลาง” ที่เชื่อมโยงทุกกระทรวง ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการเกษตร เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำ และตอบสนองได้รวดเร็ว
ประการที่สาม ควรจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการปัญหาฝุ่นแบบถาวร” ที่มีอำนาจสั่งการข้ามหน่วยงาน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา
และ ประการสุดท้าย ต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา ว่า…ปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
เชียงใหม่ในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่…พื้นที่ที่เผชิญวิกฤตฝุ่นพิษ แต่เป็น “กระจกสะท้อน” ว่า…รัฐบาลไทยจะเลือกเดินไปในทิศทางใด???
จะเป็นการเมืองแบบแข่งขันเพื่อสร้างภาพ หรือจะเป็นการเมืองแบบร่วมมือเพื่อสร้างผลลัพธ์!!??
เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด! ไม่ใช่ใครได้เครดิต แต่คือ…ประชาชนได้อากาศที่หายใจได้จริง ด้วยอากาศบริษัท ปราศจากฝุ่นพิษ PM 2.5 ได้หรือไม่???.






