ถกด่วน! สู้วิกฤติพลังงาน – รับมือ ‘สิ้นสุดมาตรการตรึงดีเซล’

ด่วนๆ!!! รัฐบาล มอบ “รองนายกฯเอกนิติ” เรียกประชุม ศบก. ประเมินสถานการณ์น้ำมัน หลังใกล้ครบกำหนดตรึงราคาดีเซล 15 วัน เผย! ผู้ค้าน้ำมันยืนยันสำรองพลังงานเพียงพอ 90 วัน แต่กังวลภาคอุตสาหกรรม แห่เติมหน้าปั๊ม ชี้! ไทยต้องเร่งปรับระบบบริหารพลังงาน ป้องกันผลกระทบต่อราคาสินค้า
รัฐบาลเรียกประชุมด่วน “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” (ศบก.) เพื่อประเมินสถานการณ์พลังงานของประเทศ หลังมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซล 15 วันกำลังจะครบกำหนดในวันที่ 16 มีนาคมนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุม พร้อมเชิญ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการด้านพลังงานเข้าหารือร่วมกัน เมื่อช่วงสายของวันนี้ (15 มีนาคม 2569) ณ ห้องประชุมชี้แจงคณะกรรมาธิการฯ CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
การประชุมครั้งนี้ รัฐบาลมุ่งติดตามสถานการณ์ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงและแนวทางบริหารจัดการพลังงานของประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบพลังงานโลก
ทั้งนี้ ผู้แทนภาคธุรกิจได้สะท้อนปัญหาการจัดหาน้ำมันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ ระบบการซื้อผ่าน “จ็อบเบอร์” หรือผู้ค้าส่ง ซึ่งมีราคาสูงกว่าการเติมที่สถานีบริการถึงลิตรละประมาณ 11 บาท ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากนำรถบริษัทไปเติมน้ำมันที่ปั๊มแทน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันในการใช้น้ำมันกับผู้บริโภครายย่อย
ประเด็นดังกล่าวถูกมองว่า…อาจก่อให้เกิดความตึงตัวในตลาดน้ำมัน โดยเฉพาะเมื่อบริษัทขนาดใหญ่ที่มีรถหลายร้อยคันหันมาใช้บริการสถานีบริการน้ำมันเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
นอกจากนี้ ภาคขนส่งทางเรือภายในประเทศ โดยเฉพาะเรือที่ลำเลียงสินค้าและน้ำมันไปยังภาคใต้ ก็ต้องซื้อน้ำมันในราคาที่สูงกว่าหน้าปั๊มเช่นเดียวกัน ทำให้มีความกังวลว่าอาจส่งผลต่อค่าขนส่งและราคาสินค้าในภูมิภาค และอาจขยายผลไปสู่ค่าครองชีพของประชาชนทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า…ผู้ค้าน้ำมันทุกแห่งยืนยันว่าประเทศไทยยังมีน้ำมันดิบสำรองเพียงพอสำหรับการใช้งานอย่างน้อย 90 วัน และน้ำมันที่ผ่านการกลั่นสำหรับจำหน่ายตามสถานีบริการยังมีเพียงพอ
สิ่งสำคัญในขณะนี้ จึงไม่ใช่ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการการกระจายสินค้าและการสื่อสารข้อมูลกับประชาชน เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและการแห่เติมน้ำมันเกินความจำเป็น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเสนอให้กระทรวงพลังงานพัฒนาระบบแดชบอร์ดติดตามสถานการณ์การกระจายน้ำมันในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างรวดเร็ว หากพบพื้นที่ใดมีความเสี่ยงต่อการขาดแคลน ขณะเดียวกัน ยังต้องมีมาตรการบริหารการใช้น้ำมันของภาคอุตสาหกรรม เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขันใช้น้ำมันกับภาคประชาชน
ในมุมของ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ที่เฝ้ามองสถานการณ์ครั้งนี้ ซึ่งมันได้สะท้อนให้เห็นว่า…แม้ประเทศไทยจะมีน้ำมันสำรองในระดับที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล แต่ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกยังคงสามารถสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในช่วงที่ เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญของโลก
ทุกครั้งที่เกิดความตึงเครียด ราคาพลังงานโลกมักปรับตัวสูงขึ้นทันที และส่งผลต่อโครงสร้างราคาพลังงานในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อีกมิติหนึ่งที่กำลังปรากฏชัดขึ้น นั่นคือ…“ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราคาพลังงาน” ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคประชาชนกับภาคอุตสาหกรรม
การกำหนดราคาหน้าปั๊มที่ต่ำกว่าราคาขายส่ง แม้จะมีเจตนาช่วยเหลือประชาชน แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันมาใช้ช่องทางเดียวกับประชาชน ส่งผลให้เกิดความต้องการใช้น้ำมันสูงผิดปกติ และอาจนำไปสู่ความตึงตัวของระบบกระจายสินค้า
ในระยะต่อไป รัฐบาลอาจต้องทบทวนกลไกการบริหารราคาพลังงานทั้งระบบ!!! ไม่ว่า…จะเป็นโครงสร้างราคาขายส่ง ระบบการจัดสรรน้ำมันให้กับภาคอุตสาหกรรม หรือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดตามการกระจายพลังงาน
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้บริโภคกับการรักษาเสถียรภาพของตลาด
หาก “รัฐบาลอนุทิน” สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิกฤตพลังงานครั้งนี้…ก็อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการปรับโครงสร้างนโยบายพลังงานของประเทศให้ทันต่อความผันผวนของโลกในอนาคต.






