จักรวาล BAM โชว์แกร่ง…กำไรพุ่ง!

(‘ดร.รักษ์’ ฟอร์มสด นำทัพ BAM ดันกำไรโต 13% โชว์เสถียรภาพท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน)

BAM โชว์ฟอร์มแกร่ง! กำไรปี 68 พุ่ง 1,812 ล้านบาท เคาะจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 90% ของกำไรสุทธิ เผย! “จักรวาล BAM” เริ่มเห็นผลเชิงยุทธศาสตร์แล้ว
ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานประจำปี 2568 ว่า บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 1,812 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสินทรัพย์และการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย
โดยใน ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นประมาณ 90% ของกำไรสุทธิประจำปี เพื่อพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น สะท้อนนโยบายการจ่ายผลตอบแทนที่เหมาะสม ต่อเนื่องและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น
ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัท ฯ สามารถดำเนินภารกิจหลักในการประนอมหนี้และบริหารจัดการทรัพย์สินด้อยคุณภาพกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้ความช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนกว่า 5,400 ราย คิดเป็นยอดเงินต้นรวมกว่า 26,500 ล้านบาท
พร้อมทั้ง จำหน่ายทรัพย์สินได้กว่า 3,100 รายการ มูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจผ่านรูปแบบความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในลักษณะ Joint Venture (JV Model) ภายใต้แนวคิด “BAM Universe” ส่งผลให้ปัจจุบันมีพอร์ตสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้น 587,866 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน ควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กรและระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

ก่อนหน้านี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เคยเขียนถึงประเด็น “จักรวาล BAM” (จักรวาล BAM ร่วมพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย (New BAM Universe…ภาพใหญ่เชิงยุทธศาสตร์จาก “วิสัยทัศน์…นักกลยุทธ์” ของ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร) https://yutthasartonline.com/strategies/150144)
กับการประกาศล่าสุด! วานนี้ (27 ก.พ.2569) ผลการดำเนินงานของ BAM ในยุคของ ดร.รักษ์ สามารถสร้างกำไรสุทธิ 1,812 ล้านบาท เติบโต 13% จากปีก่อน พร้อมเคาะปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็น 90% ของกำไรสุทธิ
ตัวเลขนี้…ไม่ใช่เพียงผลประกอบการรายปี หากแต่สะท้อน “จังหวะการวางหมาก” ที่แม่นยำท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง และตลาดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (NPL/NPA) ที่กำลังกลับมาเป็นโจทย์เชิงโครงสร้างของระบบการเงินไทยอีกระลอก
ในปี 2568 ภายใต้การนำของ ดร.รักษ์…BAM ไม่ได้เพียงรักษากำไรให้เติบโต แต่ยังเร่งบทบาท “กลไกฟื้นฟูหนี้” โดยช่วยลูกหนี้กว่า 5,400 ราย มูลค่าเงินต้นรวมกว่า 26,500 ล้านบาท และจำหน่ายทรัพย์สินได้กว่า 3,100 รายการ มูลค่ารวมกว่า 8,000 ล้านบาท
และนี่คือ…การขยับที่มีนัยยะเชิงระบบ!!!
นั่นเพราะ…ทุกบาทของการประนอมหนี้ที่สำเร็จ หมายถึง…การคืนสภาพคล่องกลับสู่เศรษฐกิจจริง
ทั้งนี้ หากมองเชิงกลยุทธ์ ตัวเลข “พอร์ตสินทรัพย์” ภายใต้การบริหารที่ขยายขึ้นเป็น 587,866 ล้านบาท คือ “ฐานกำลัง” ที่ทำให้ BAM ไม่ได้เป็นเพียงบริษัทบริหารสินทรัพย์ แต่กำลังพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มการจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแบบครบวงจร ผ่านโมเดล Joint Venture ภายใต้แนวคิด “BAM Universe (จักรวาล BAM)” ซึ่งแตกต่างจากยุคก่อน! ที่เน้น…ซื้อ–บริหาร–ขาย แบบเส้นตรง
ทีมข่าวยุทธศาสตร์ มองว่า…แกนยุทธศาสตร์ของ BAM ที่เริ่มชัด! มีอย่างน้อย 3 ประเด็น…
หนึ่ง การบริหาร NPL เชิงรุก ไม่ใช่รอรับของจากสถาบันการเงิน แต่ร่วมออกแบบดีลผ่าน JV ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของพอร์ตมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และลดแรงกดดันด้านเงินทุนในระยะยาว
สอง การสร้างสมดุลระหว่าง “ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น” กับ “บทบาทเชิงสังคม” การจ่ายปันผล 90% ของกำไรสุทธิ คือการส่งสัญญาณว่าบริษัทมั่นใจในกระแสเงินสดและโครงสร้างรายได้ ขณะเดียวกันยังคงภารกิจช่วยเหลือลูกหนี้จำนวนมาก ซึ่งเป็นหัวใจของธุรกิจ AMC
และ สาม การยกระดับภาพลักษณ์องค์กร จากผู้ตามวัฏจักรเศรษฐกิจ สู่ผู้กำหนดจังหวะการฟื้นตัว เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอและ NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีทุน ความเชี่ยวชาญ และเครือข่ายพันธมิตร จะเป็นผู้ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

เมื่อย้อนมองตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ภาพที่เห็นชัดขึ้น! คือ BAM ไม่ได้อาศัย “จังหวะตลาด” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังใช้ช่วงเศรษฐกิจท้าทายเป็นพื้นที่ทดสอบความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การประนอมหนี้จำนวนมากสะท้อนว่าบริษัทไม่ได้เลือกทางลัดด้วยการเร่งขายทรัพย์เพียงเพื่อรับรู้กำไร แต่พยายามรักษาสมดุลระหว่างผลประกอบการกับเสถียรภาพระบบการเงิน
ในเชิงมหภาค บทบาทของ BAM จึงมีมิติทางยุทธศาสตร์ต่อเศรษฐกิจไทย เพราะหาก “ตลาดหนี้เสีย” ขยายตัวเร็วเกินไปโดยไม่มีผู้เล่นที่แข็งแรงรองรับ จะกระทบความเชื่อมั่นสถาบันการเงินโดยตรง
การที่ BAM มีพอร์ตเกือบ 5.9 แสนล้านบาท และยังคงขยายขอบเขตผ่าน JV หมายความว่า กลไกดูดซับแรงกระแทกของระบบการเงินไทย…ยังทำงานได้
คำถามสำคัญต่อจากนี้ จึงไม่ใช่ “กำไรปีหน้าจะโตเท่าไร?” แต่คือ BAM จะใช้ฐานพอร์ตขนาดใหญ่และโมเดล BAM Universe สร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างอย่างไร ในวันที่ “หนี้ครัวเรือนไทย” ยังอยู่ในระดับสูง และเศรษฐกิจโลกยังผันผวน
กำไร 1,812 ล้านบาท และปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น อาจเป็นเพียงข่าวผลประกอบการประจำปี แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ มันคือ “สัญญาณ” ที่ว่า…
BAM กำลังวางตัวเองเป็น “ศูนย์กลางจักรวาลบริหารหนี้” ที่มีทั้งมิติธุรกิจ ผลตอบแทน และบทบาทเชิงระบบเศรษฐกิจ
และนี่อาจเป็น… “จุดเริ่มต้น” ของรอบใหม่ใน “เกมฟื้นฟูหนี้ไทย” ที่เดิมพันสูงกว่าตัวเลขกำไร เพียงอย่างเดียว!!!.






