วิกฤตซ้อนวิกฤต!!??

(เอลนีโญ’69…วิกฤตความมั่นคงอาหาร : จับตา ‘รัฐไทย’ รับมือภัยธรรมชาติ ซ้อนวิกฤตต้นทุนโลก)

สถานการณ์เอลนีโญ ปี 2569 ที่กำลังก่อตัวท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานโลกผันผวนจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ สัญญาณภัยแล้ง-ราคาอาหาร-ค่าครองชีพพุ่ง กำลังกลายเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่รัฐบาลไทยต้องเร่งรับมือ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ด้านความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจฐานราก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

สถานการณ์ “เอลนีโญ” ที่กำลังถูกจับตาในปี 2569 ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอีกต่อไป!!?? แต่กำลังถูกประเมินว่า…อาจกลายเป็น “ตัวเร่ง” วิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงต้นหรือกลางปีหน้าเลยทีเดียว

หากปริมาณฝนต่ำ..กว่าค่าเฉลี่ย? ท่ามกลางอุณหภูมิความร้องที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมส่งผลกระทบต่อ…ภาคเกษตรกรรม แหล่งน้ำ และต้นทุนการผลิตอาหารทั้งระบบ!!!

หลายหน่วยงานด้านภูมิอากาศของโลก โดยเฉพาะ สถาบันวิจัยภูมิอากาศและสังคม (International Roughness Index : IRI) และ องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration : NOAA) ของสหรัฐอเมริกา ได้เริ่ม “ส่งสัญญาณ” ถึงโอกาสเกิด “เอลนีโญ” ในระดับที่รุนแรงแล้ว!

และอาจทำให้…หลายพื้นที่ของไทยต้องเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิสูงจัด และปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ พื้นที่เกษตรกรรมในภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคตะวันออก ซึ่งเป็น “แหล่งผลิต” อาหารและสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศ

สิ่งที่น่ากังวลใจ ก็คือ…วิกฤตดังกล่าว กำลังเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและต้นทุนการขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหา ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร ปุ๋ย อาหารสัตว์ พลังงาน และโลจิสติกส์ ยังคงอยู่ในระดับสูง

เมื่อ “ภัยธรรมชาติ” มาประสานกับ “ต้นทุนโลกพุ่ง” จึงอาจทำให้ ประเทศไทย ต้องเผชิญกับภาวะ “เงินเฟ้อจากอาหาร” หรือ Food Inflation รอบใหม่ ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะ กลุ่มรายได้น้อยและภาคแรงงานเมือง

ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้ส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนรับมือภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า

โดยย้ำหนักแน่นว่า…รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพและความมั่นคงด้านอาหารเป็นลำดับแรก พร้อมกันนั้น เขายังกำชับให้หน่วยงานด้านน้ำและเกษตรเร่งสำรองน้ำต้นทุน รวมถึง เตรียมมาตรการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ได้แสดงความกังวลใจต่อ ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากภาวะต้นทุนโลกที่ยังผันผวน โดยเฉพาะ ราคาพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งอาจ ซ้ำเติม! ผลกระทบจากภัยแล้ง และทำให้กำลังซื้อของประชาชนอ่อนแอลง หาก…รัฐบาลไม่สามารถควบคุมต้นทุนสินค้าและดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หนึ่งในมาตรการสำคัญ ที่ “รัฐบาลอนุทิน” กำลังเร่งผลักดัน นั่นก็คือ…การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินวงเงินประมาณ 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้เป็น “กลไกฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ” รองรับผลกระทบจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งภัยแล้ง พลังงาน และค่าครองชีพที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในระยะต่อไป

สาระสำคัญของวงเงินดังกล่าว ถูกมองว่า…จะถูกใช้ในหลายด้านพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น…การอุดหนุนค่าไฟฟ้าและพลังงาน การพยุงราคาสินค้าจำเป็น การช่วยเหลือเกษตรกรและ SMEs การเสริมสภาพคล่องระบบเศรษฐกิจ รวมถึง การลงทุนเร่งด่วนด้านแหล่งน้ำ ระบบชลประทาน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับมือภัยแล้งในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังอาจถูกนำมาใช้ในมาตรการ “รักษากำลังซื้อ” ของประชาชน เช่น โครงการลดภาระค่าครองชีพ การอุดหนุนสินค้าอุปโภคบริโภค และการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อป้องกันไม่ให้การบริโภคภายในประเทศชะลอตัวหนักเกินไป

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วน เตือนว่า…แม้มาตรการกู้เงินจะช่วย “ซื้อเวลา” ให้เศรษฐกิจไทยได้ในระยะสั้น แต่หากรัฐบาลไม่สามารถ “ควบคุม” ต้นทุนด้านพลังงานและอาหารได้อย่างแท้จริงแล้ว

เงินช่วยเหลือข้าง อาจถูก “เงินเฟ้อ” กลืนหายไปอย่างรวดเร็วก็ได้

อีกทั้ง การกู้เงินเพิ่มเติมในระดับสูง! ยังอาจสร้าง “แรงกดดัน” ต่อฐานะการคลังของประเทศในระยะยาวได้ โดยเฉพาะ หากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่ำกว่าคาด หรือรายได้จากภาคส่งออกชะลอตัวลงไปพร้อมกัน

ประเด็น “การส่งออก” ถือเป็นอีกหนึ่ง “ความเสี่ยงสำคัญ” ที่กำลังถูกจับตามอง!!!

นั่นเพราะ เศรษฐกิจไทย…ยังคงพึ่งพารายได้จากการส่งออกสินค้าและบริการในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะ…สินค้าเกษตร อาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

หาก “เอลนีโญ” สร้างปัญหาต่อเนื่องรุนแรง กระทั่ง ทำให้…ผลผลิตข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน หรือพืชเศรษฐกิจสำคัญลดลง ไทยอาจเผชิญกับภาวะ “ผลผลิตหด แต่ต้นทุนสูง!” ซึ่งจะส่งผลกระทบในวงกว้าง

ทั้งในเชิงปริมาณและความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดโลก!

ในกรณีที่ รัฐบาลจำเป็นต้อง “สำรองอาหาร” ไว้บริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อรองรับทั้งประชากรไทย 70 ล้านคน และนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคนต่อปี ด้วยการ “จำกัด” การส่งออกสินค้าเกษตรบางชนิด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาในประเทศ

รายได้จากการส่งออกก็อาจลดลงตามไปด้วย

ผลกระทบดังกล่าว! จะไม่ได้หยุดอยู่แค่…ภาคเกษตร แต่จะลุกลาม! กลายเป็น “ลูกโซ่” ไปยังทั้งระบบเศรษฐกิจไทย!!!

ประการแรก คือ รายได้เข้าประเทศลดลง ส่งผลต่อดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยพยุงค่าเงินบาท

หากรายได้ส่งออกลดลงต่อเนื่อง ค่าเงินบาทอาจอ่อนค่ามากขึ้น ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าพลังงาน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย และวัตถุดิบจากต่างประเทศสูงขึ้นอีก เป็นการซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อภายในประเทศ

ประการที่สอง คือ ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมและแรงงาน เนื่องจาก…อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ ขนส่ง และภาคการผลิตจำนวนมาก เชื่อมโยงกับภาคเกษตรและการส่งออกโดยตรง

เมื่อ “คำสั่งซื้อ” จากต่างประเทศลดลง โรงงานบางแห่งอาจลดกำลังการผลิต ชะลอการลงทุน หรือจำกัดการจ้างงาน ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของแรงงานและกำลังซื้อในประเทศ

ประการที่สาม คือ ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและการลงทุน หากนักลงทุนมองว่า…เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญทั้ง…ปัญหาภัยแล้ง ต้นทุนสูง และการส่งออกชะลอตัวพร้อมกัน อาจทำให้การลงทุนใหม่ในบางอุตสาหกรรม ต้องชะลอตัวตามไปด้วย

ที่สำคัญ! หากภาคท่องเที่ยวเริ่มได้รับผลกระทบจากราคาอาหารและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ไทยอาจสูญเสีย “เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” พร้อมกันหลายด้านในเวลาเดียวกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายฝ่ายเริ่มมองว่า…วิกฤต “เอลนีโญ” ในปี 2569 อาจไม่ใช่เพียง “ภัยแล้ง” แต่มันคือ “บททดสอบเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐไทย” ในการบริหาร “วิกฤตหลายมิติ” ไปพร้อมๆ กัน

ทั้งความผันผวนด้านภูมิอากาศ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์

โจทย์สำคัญของ “รัฐบาลอนุทิน” จึงไม่ได้หยุดเพียงแค่…การแจกเงิน หรือพยุงราคาในระยะสั้น แต่จะเป็นการ “บริหารสมดุล” ระหว่าง…

ความมั่นคงอาหาร

เสถียรภาพค่าครองชีพ

รายได้จากการส่งออก

ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

และ ฐานะการคลังของประเทศ

แม้มาตรการกู้เงิน “2 ก้อน” รวม 4 แสนล้านบาท และแผนช่วยเหลือต่างๆ อาจช่วยบรรเทาแรงกระแทกได้ในระดับหนึ่ง???

แต่สิ่งที่หลายฝ่ายกำลังเฝ้าจับตา นั่นก็คือ…รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยน “มาตรการระยะสั้น” ไปสู่ “ยุทธศาสตร์ระยะยาว” ได้หรือไม่? อย่างไร? มากกว่า…

เพราะท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตครั้งนี้…อาจไม่ได้เป็นเพียงบททดสอบของวิกฤตฤดูกาล???

หากแต่อาจจะเป็น “บทพิสูจน์!” ความสามารถของประเทศไทย ภายใต้การนำของ “รัฐบาลอนุทิน” ต่อการวางแผนรับมือ “โลกในยุค…วิกฤตซ้อนวิกฤต!!!” ที่กำลังกลายเป็น ความปกติใหม่” ของเศรษฐกิจโลกในอนาคต ก็เป็นได้!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password