ไทย: Balancer

(ถกทุกวงเพื่อนบ้านอาเซียน?  เปลี่ยน ‘ประชาคมสัญลักษณ์’ สู่…ภูมิภาคจัดการความเสี่ยง!)

“ทุนการทูต” จุดยืนไทยในโลกยุคแตกขั้ว หนุนบทบาทใหม่ Thailand: the Balancer คุยได้กับทุกเพื่อนบ้านอาเซียน ท่ามกลางภาวะที่โลกกำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนจากสงคราม ความขัดแย้งมหาอำนาจ วิกฤตพลังงาน และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ “บีบ!” ให้อาเซียน…ต้องเปลี่ยนตัวเองจาก “เวทีแห่งถ้อยแถลง” ไปสู่ “กลไกแห่งการเอาตัวรอดร่วมกัน”

การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 48 (ASEAN Summit #48) ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิปปินส์ จะ “ปิดฉากลง!” ในวันสุดท้ายนี้ (9 พฤษภาคม 2569) แม้จะเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมง ทว่า…สาระสำคัญ นอกจากการถ้อยแถลงร่วมเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น…

ผลกระทบจากตะวันออกกลางและเสถียรภาพพลังงาน

เร่งรัดความร่วมมือด้านความมั่นคงทางทะเล/เสรีภาพการเดินเรือ

และ การประกาศ “จุดยืน” ไม่ให้ชาติสมาชิกเป็น “สงครามตัวแทน” ของ “ชาติมหาอำนาจ” ในภูมิภาคนี้

เรื่องสำคัญอื่นๆ เกินกว่านี้ ก็คงไม่มีอะไรอีกแล้ว

กระนั้น เวทีนี้…ก็คงมิอาจสร้าง “ภาพจำ” ในฐานะ…เวทีสร้างข้อตกลงประวัติศาสตร์ นอกจากการ สะท้อนภาพของการ “เปลี่ยนผ่านสำคัญ!” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เปลี่ยนจาก…ประชาคมเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่…ภูมิภาคที่กำลังพยายามสร้าง “ระบบจัดการความเสี่ยง!” ร่วมกันในวันที่โลก…ผันผวนมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ

นายเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ในฐานะ “ประธานอาเซียน” กล่าวต่อที่ประชุมเมื่อวานนี้ (8 พฤษภาคม) ว่า…โลกกำลังเผชิญ “ความไม่แน่นอนที่เชื่อมโยงถึงกัน” ไม่ว่าจะเป็น…

ปัญหาด้านความมั่นคงทางทะเล พลังงาน อาหาร หรือผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ

พร้อมย้ำว่า…อาเซียนจำเป็นต้อง “ร่วมกันนำทางอนาคต” มากกว่าต่างฝ่ายต่างรับมือวิกฤตเพียงลำพัง!!??

ถ้อยแถลงดังกล่าว สะท้อนสาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะแม้อาเซียนยังไม่ใช่ “สหภาพทางการเมือง” แบบยุโรป (อียู่) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า…

ภูมิภาคนี้กำลังถูก “แรงกดดัน” ของโลก! บังคับให้ต้องเชื่อมโยงกันมากขึ้น ในมิติที่มองเห็นเป็นรูปธรรมมากกว่าที่แล้วๆ มา

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา อาเซียนมักถูกวิจารณ์ในทำนอง “ประชุมเก่ง แต่ตัดสินใจช้า!” เนื่องจาก “ข้อจำกัด” สำคัญ นั่นก็คือ…

หลักการ “การไม่แทรกแซงกิจการภายใน” และ “ระบบฉันทามติ

2 สิ่งนี้…ทำให้อาเซียนสามารถสร้างพื้นที่เจรจาได้ดี แต่ “ไม่มี” อำนาจบังคับใช้แบบ…องค์กรเหนือรัฐ เหมือนเวทีอื่นๆ

อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้ มันได้สะท้อนว่า…แม้อาเซียนจะยังไม่สามารถ “สั่งการร่วม” ได้ แต่ก็มีความพยายามจะริเริ่ม “จัดการความเสี่ยงร่วม” มากขึ้น!

โดยเฉพาะในประเด็น…พลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ ความมั่นคงทางทะเล และการคุ้มครองพลเมืองในภาวะวิกฤต

ผลกระทบจาก ไฟสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึง ความผันผวนของราคาพลังงาน การแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐ ตลอดจน ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานโลก กำลังทำให้ “อาเซียน” มิอาจจะอยู่ในสถานะ “ภูมิภาคเพื่อการเจรจา” ได้เพียงลำพังอีกต่อไป

นั่นเพราะ…ทุกประเทศต่างตระหนักร่วมกัน ว่า…หากไม่เชื่อมโยงกันมากขึ้น ต้นทุนทางเศรษฐกิจและความมั่นคงจะสูงขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้!!??

นี่คือ…เหตุผลที่ ASEAN Power Grid” หรือ “โครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน” ได้ถูกหยิบยกนำขึ้นมาเป็น “วาระสำคัญ” ของการประชุมในครั้งที่ 48 นี้

แม้สำหรับสาธารณชนทั่วไป โครงการดังกล่าวอาจดูเป็นเพียงความร่วมมือด้านไฟฟ้าข้ามพรมแดน แต่ในทางยุทธศาสตร์ แล้วAPG มันก็คือ…ความพยายามสร้าง “การพึ่งพากันทางโครงสร้าง” ภายในภูมิภาคอาเซียนนี้ นั่นเอง

หากโครงการนี้เกิดขึ้นจริง! อาเซียนจะสามารถ “แบ่งปัน” กำลังการผลิตไฟฟ้า เชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียน ลดต้นทุนด้านพลังงาน และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจร่วมกันได้มากขึ้น!!!

ลาวอาจกลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าสำคัญ

ไทยเป็นศูนย์กลางการส่งผ่าน

สิงคโปร์เป็นตลาดทุนและเทคโนโลยีพลังงาน

มาเลเซียเชื่อมโครงข่ายทางใต้

ขณะที่ เวียดนามเสริมศักยภาพด้านพลังงานสะอาด

หากมองให้ลึกกว่า…เส้นสายไฟ และสถานีส่งกำลัง แล้ว APG จึงมิต่างจากความพยายาม “เชื่อมอาเซียน” ด้วย “โครงสร้างพื้นฐานจริง” ที่จะไม่ได้เป็นแค่เพียง…ถ้อยแถลงทางการเมือง เหมือนในอดีต!!!

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ เพราะปัญหาด้านพลังงาน ยังคงเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “อธิปไตย” ของรัฐ?

นั่นเพราะ…แต่ละประเทศยังคงระมัดระวัง! การพึ่งพาเพื่อนบ้านมากเกินไป

และนั่น…ทำให้ การเชื่อมโยงระดับภูมิภาคเดินหน้าอย่างช้าๆ แม้ทุกฝ่ายจะเห็นพ้องในหลักการร่วมกัน ก็ตามที

ภาพดังกล่าว สะท้อน “ธรรมชาติที่แท้จริงของอาเซียน” ได้อย่างชัดเจน! นั่นคือ…การรวมตัวที่เกิดจากความจำเป็น มากกว่าการยอมสละอำนาจอธิปไตยแบบในอียู

ท่ามกลางบริบทเช่นนี้ รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาไทย จึงกำลังพยายาม “วางบทบาทใหม่” ในภูมิภาคนี้ อย่างน่าสนใจ???

เห็นได้ชัด! จากคำกล่าวบนเวที ASEAN Summit ของ “ผู้นำไทย” ที่ระบุว่า…อาเซียนจำเป็นต้อง “คงความเป็นเอกภาพ ปรับตัวได้ และมองไปข้างหน้า” พร้อมข้อเสนอ…ความร่วมมือด้านความมั่นคงพลังงาน ความมั่นคงอาหาร และการคุ้มครองประชาชนในภูมิภาค

นายกรัฐมนตรีไทย ยังเสนอแนวคิด Synergise Our Strength” โดยชี้ว่า…ประเทศสมาชิกอาเซียนควรร่วมกันมองหาโอกาสและเสริมสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน มากกว่ามองกันเองในฐานะคู่แข่งขัน

ถ้อยแถลงดังกล่าว! ได้สะท้อนการ “วางตัวใหม่” ของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างชัดเจน!!??

ในอดีต…ไทยมักพยายามนำเสนอตนเองในฐานะ “ศูนย์กลางอาเซียน” แต่ในโลกปัจจุบันที่การแข่งขันภายในภูมิภาคเข้มข้นขึ้น ไม่ว่าจะเป็น…

การเติบโตของเวียดนาม

ความแข็งแกร่งทางการเงินของสิงคโปร์

หรือ ขนาดตลาดของอินโดนีเซีย

ดังนั้น ประเทศไทย จึงเริ่ม “ปรับ” ยุทธศาสตร์ใหม่ จาก “ศูนย์กลาง” ไปสู่ “จุดเชื่อม” ของภูมิภาคนี้

จะเห็นได้ว่า…การหารือทวิภาคีของไทยในการประชุมครั้งนี้ ไม่ว่าจะกับ… มาเลเซีย สิงคโปร์ หรือเวียดนาม แทบทั้งหมด…ล้วนเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็น…

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดนไทย-มาเลเซีย การผลักดันสะพานและถนนเชื่อมด่าน

การขับเคลื่อนความร่วมมือด้านพลังงานกับสิงคโปร์

หรือ การยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและลุ่มน้ำโขงกับเวียดนาม

ทั้งหมดนี้ มันได้สะท้อนว่า…ประเทศไทยกำลังใช้ “ภูมิศาสตร์” เป็น “ทุนทางยุทธศาสตร์” อีกครั้ง!!!

ในอีกด้านหนึ่ง ไทยยังพยายามรักษาสถานะ “Balancer” หรือ ประเทศที่ทุกฝ่ายยังคุยด้วยได้ ในภูมิภาคที่กำลังถูกแรงกดดันจากการแข่งขันมหาอำนาจบีบให้เลือกข้างมากขึ้น

ฟิลิปปินส์เอนเอียงไปทางสหรัฐอย่างชัดเจน

กัมพูชาและลาวใกล้ชิดจีนมากขึ้น

เวียดนามระวังจีน แต่ยังต้องพึ่งเศรษฐกิจจีน

ส่วน สิงคโปร์ ก็เป็นกลางในแบบยึดโยง…ผลประโยชน์นิยมสูง  

ขณะที่ เมียนมากลายเป็นประเทศโดดเดี่ยวในสายตาหลายฝ่าย

แต่…ประเทศไทย ยังคงพยายามจะ “รักษาสมดุล” ระหว่าง…จีน สหรัฐ และประเทศเพื่อนบ้าน โดยหลีกเลี่ยง…การเผชิญหน้าโดยตรง และ เน้นบทบาทเชื่อมโยงผลประโยชน์ร่วม มากกว่า…การนำเชิงอุดมการณ์

นี่อาจเป็น “ทุนทางการทูต” ที่สำคัญที่สุดของไทยในโลกยุคแตกขั้ว!!!

ทั่วโลกเอง ก็มองเห็นภาพนี้เช่นกัน!!??

แม้ อาเซียนในวันนี้ จะยัง “ห่างไกล” จากการเป็น “สหภาพ” ที่มีอำนาจบังคับเหมือนยุโรป แต่แรงกดดันของโลกกำลังทำให้ภูมิภาคแห่งนี้ ต้องหันมาเชื่อมโยงกันมากขึ้นเรื่อยๆ

และใน กระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว นั้น ประเทศไทย…กำลังพยายาม “ปรับตัว” เปลี่ยนตัวเอง…จากประเทศที่เคยหวังเป็น “ศูนย์กลาง” ของภูมิภาค ไปสู่…การเป็น “จุดเชื่อม” ของเศรษฐกิจ พลังงาน โลจิสติกส์ และการทูตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บางที นี่อาจเป็น “บทบาทใหม่” ของประเทศไทย ที่สอดคล้องกับ…โลกความจริงมากที่สุด! ในศตวรรษที่ 21 นี้ก็เป็นได้!!??.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password