พักศึก? สัญญาณรับ ‘ทักษิณ’ คืนสู่การเมือง!

วลีการเมืองจากปาก “อนุทิน” ถึง “ทักษิณ” หาใช่เพียง…มารยาททางการเมือง แต่เป็นการส่งสัญญาณ “จัดสมดุลอำนาจใหม่” ในวันที่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” หวนคืนสู่สนามการเมืองไทย! ภาพจากนี้…ทุกขั้ว จำต้องเริ่มลดแรงปะทะ พร้อมขยับตำแหน่งกันใหม่ ในยุคที่ “ไม่มีใครชนะขาด!” ทุกฝ่ายจึงต้องอยู่ให้ได้ใน “สมการอำนาจ” ที่กำลังเปลี่ยนรูป???

“ผมก็เคารพนับถือ และเคยเป็น “ผู้ใต้บังคับบัญชา” ของท่านมากว่า 20 ปี มีความผูกพันเหมือนลูกเหมือนหลาน ขอแสดงความยินดีกับครอบครัวของท่านด้วย”

คำกล่าวข้างต้นของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในสถานะ “นายกรัฐมนตรี” และ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ที่มองเผินๆ อาจดูเหมือนเป็นเพียงเพียง…ถ้อยคำธรรมดาของนักการเมืองคนหนึ่ง ที่กล่าวถึง “อดีตนายกรัฐมนตรี” ซึ่งกำลังได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำ

แต่หากมองให้ลึกลงไปในเชิงโครงสร้างอำนาจและจิตวิทยาการเมืองไทย คำพูดเหล่านี้ ล้วนมีความหมายมากกว่าที่เห็น!!??

เพราะในการเมืองไทย โดยเฉพาะ…การเมืองแบบ “เครือข่ายอุปถัมภ์” แล้ว คำว่า “เคารพ” หรือ “ลูกหลาน” ไม่ใช่คำที่ถูกเลือกใช้โดยบังเอิญ!

แต่มันคือ…ภาษาทางการเมืองที่ใช้เพื่อ “ลดแรงปะทะ”

โดยสื่อสารถึง “ความสัมพันธ์เชิงบุญคุณ” และ “เปิดประตู” สำหรับการอยู่ร่วมกัน…ใน “สมการอำนาจใหม่!”

พูดอีกอย่าง ก็คือ นายอนุทิน กำลังส่งสัญญาณประหนึ่งว่า “ผมไม่ใช่คู่สงคราม!” และไม่ต้องการให้ พรรคภูมิใจไทย ถูกลากกลับเข้าไปอยู่ใน “สนามความขัดแย้ง” แบบเก่า? ระหว่าง…

“ฝ่ายทักษิณ” กับ “ฝ่ายต้านทักษิณ” อีกต่อไป!!!

นี่จึงไม่ใช่เพียง “การต้อนรับ” การกลับมาของ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร แต่คือ…การประกาศ “จุดยืน” ทางยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทย ว่า…พรรคกำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทตัวเอง จาก “หนึ่งในคู่ขัดแย้ง” ไปสู่ “ศูนย์กลางอำนาจต่อรอง” ที่อยู่ได้กับทุกขั้วการเมือง

แม้ในทางภาพจำ พรรคภูมิใจไทย จะถูกมองว่า…อยู่ในกลุ่ม “สีน้ำเงิน” หรือ “ขั้วอนุรักษนิยม” แต่สิ่งที่พรรคกำลังทำในเวลานี้ คือการ “กันตัวเอง” ออกจากบทบาท “กองหน้าต้านทักษิณ” แบบเดิม

นั่นเพราะพรรคเข้าใจดีว่า…การเมืองไทยยุคปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อ 20 ปีก่อนอีกแล้ว

นายอนุทิน พยายาม “ลด” เฉดสีน้ำเงิน อันเป็นสีของพรรคภูมิใจไทย ให้เหลือเจือจางที่สุด! ในแง่ความเป็น…พรรคต่อต้านทักษิณ เหมือนที่เคยเป็นในอดีต

ในอดีต การเมืองไทยเคยแบ่งชัด! ระหว่าง “ฝ่ายทักษิณ” กับ “ฝ่ายต่อต้านทักษิณ” และ ทุกพรรคจำเป็นต้องเลือกข้าง แต่วันนี้…“สมการอำนาจ” เปลี่ยนไปแล้ว? ไม่มีใครมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ไม่มีใครชนะขาด และไม่มีใครสามารถครองความชอบธรรมได้ทั้งหมดเหมือนในอดีตอีกแล้ว

ทุกฝ่ายจึงเริ่มเข้าสู่ยุคของ “การอยู่ร่วมกันแบบระวังตัว” มากกว่าการเผชิญหน้าแบบหักดิบ!

สิ่งที่น่าสนใจ ก็คือ แม้ชื่อของ นายเนวิน ชิดชอบ “ครูใหญ่” ผู้ทรงอิทธิพล ของพรรคภูมิใจไทย กับ นายทักษิณ “ผู้นำจิตวิญญาณ” ตลอดกาล…ของพรรคเพื่อไทย จะเป็นเสมือน “บาดแผล” ทางประวัติศาสตร์! ของการเมืองไทย ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา…

จากเหตุการณ์ “แตกหัก” ในอดีต และวลี “มันจบแล้วครับนาย!” ที่ยังถูกพูดถึงมาจนถึงทุกวันนี้

แต่เมื่อเวลาผ่านไป “เกมอำนาจ” กลับทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เรียนรู้ ว่า…การเมืองระยะยาว! ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์หรือความแค้น หากเป็นเรื่องของ…

สมดุล ผลประโยชน์ และการอยู่รอดของเครือข่ายทางอำนาจ!!!

พรรคภูมิใจไทย โดย นายอนุทิน จึงเลือกใช้วิธี “ลดศัตรู เพิ่มพื้นที่ต่อรอง” มากกว่า…การปะทะโดยตรง!

นั่นเพราะ…พรรคสีน้ำเงิน กำลังเติบโตขึ้นในฐานะ “เครื่องจักรการเมืองระดับพื้นที่” ที่แข็งแรงที่สุด! พรรคหนึ่งของประเทศ

ทั้งในระดับ…บ้านใหญ่ ท้องถิ่น

และ กลไกราชการ โดยเฉพาะ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งกลายเป็น…ฐานอำนาจสำคัญของพรรคในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน การกลับมาของ นายทักษิณ แม้จะยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขการ “พักโทษ” แต่นั่น…ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ทุกฝ่ายเริ่ม “จัดตำแหน่ง” ของตัวเองใหม่

เพราะต่อให้ นายทักษิณ ไม่มีตำแหน่งทางการ แต่ทว่า “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ก็ยังคงมีสถานะเป็น “ศูนย์กลางอำนาจเชิงสัญลักษณ์” ที่นักการเมืองจำนวนมากยังคงต้องเห็นและให้ความสำคัญ อย่างยากจะหลีกเลี่ยงได้!!??

นี่คือ…สิ่งที่ทำให้คำพูดของ นายอนุทิน มี…นัยยะทางการเมืองที่สูง! เพราะมันสะท้อนว่า…พรรคภูมิใจไทยเอง ก็รับรู้แล้วว่า…การกลับมาของ นายทักษิณ จะเปลี่ยนสมดุลอำนาจทันที!

ไม่ว่าตัวนายทักษิณ…จะประกาศ “วางมือ” ทางการเมืองหรือไม่? ก็ตามที

เนื่องจาก “อิทธิพล” ที่ว่านี้…ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่ง แต่อยู่ที่…เครือข่าย ความสัมพันธ์ และความสามารถในการเป็น “จุดรวมศูนย์” ของกลุ่มอำนาจต่างๆ

อย่างไรก็ตาม แม้ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” จะกลับเข้าสู่สมการอีกครั้ง! แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า…จะสามารถกลับมา “ครองอำนาจ” ได้แบบเบ็ดเสร็จเหมือนในอดีต นั่นเพราะ…

โลกการเมืองเปลี่ยนไปมากแล้ว!!??

เปลี่ยนทั้งปัจจัยด้าน…โซเชียลมีเดีย กระแสคนรุ่นใหม่ ความเปราะบางของรัฐบาลผสม และการตรวจสอบทางสังคมที่รุนแรงขึ้น!

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาที่เกิดขึ้น “รอบตัว” ตระกูลชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับ…ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ปัญหา MOU 44 หรือกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อ อดีตนายกฯแพทองธาร ชินวัตร ในบางช่วง

ทั้งหมด ทำให้…การกลับมาของ “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ไม่ใช่การกลับมาแบบ “ไร้แรงต้าน!” อีกต่อไป

ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ จึงไม่ใช่ยุคของ “ผู้ชนะเพียงคนเดียว” แต่เป็นยุคของ “หลายศูนย์อำนาจ” ที่ต้องต่อรองกันตลอดเวลา

และในยุคเช่นนี้ พรรคที่ได้เปรียบ…อาจไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด! หรือมีอุดมการณ์จัดที่สุด! แต่คือ…พรรคที่สามารถอยู่ได้กับทุกฝ่าย และ “ไม่เปิดศึก!” กับใคร? จนหมดทางถอย

นี่คือเหตุผลที่ พรรคภูมิใจไทย กำลังพยายามจะวางตัวเป็น “พรรคศูนย์กลางการต่อรอง” มากกว่าจะเป็น “คู่สงครามในศึกเก่า”

และคำพูดของ นายอนุทิน ก็คือ…ภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ดังกล่าวอย่างชัดเจนที่สุด!!!

ถึงตรงนี้! การเมืองไทยหลังจากนี้ อาจไม่ใช่ยุคที่…ใครคนหนึ่งสามารถครองอำนาจได้อย่างเด็ดขาด! เหมือนในอดีตอีกต่อไป

แต่จะเป็นยุคของการ “จัดสมดุลใหม่” ที่ทุกฝ่ายจะต้อง…ลดแรงปะทะ เปิดพื้นที่เจรจา และพยายามรักษาตำแหน่งของตัวเองไว้ใน “กระดานอำนาจ” ที่กำลังเปลี่ยนรูปไปอย่างรวดเร็ว

และบางที? สิ่งนี้ อาจเป็นเหตุผลที่แท้จริง! ที่ว่า…ทำไมคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของ นายอนุทิน จึงสะเทือนความหมายทางการเมืองได้มากกว่าที่หลายคนคิด!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password