สงคราม ‘กำแพง!’

(ถอดกลเกมวลีการเมือง จาก ‘คนหัวชนกำแพง’ ถึง ‘ผู้นำหลังกำแพง’)

การเมืองไทยเปิดศึกผ่าน “วลีการเมือง” อีกครั้ง! จากวลี…“อนุทิน” เปรียบเปรยถึงคนที่ยัง “วิ่งหัวชนกำแพง” ยิ่งชนยิ่งเจ็บ สู่อีกวลีของ “ไอติม – พริษฐ์” พลิกความหมายกลับไปหา “ผู้นำ” ชี้! อันตรายของอำนาจที่ถูก “ปิดล้อม” ด้วย…กำแพง กระจก และคนโกหก จับตา! เบื้องหลัง “สงครามคำพูด” อาจเป็นมากกว่าแค่ “ใครเหน็บใคร?” แต่เป็นการช่วงชิงความหมาย ระหว่าง “คนชนกำแพง” กับ “คนอยู่หลังกำแพง” ใครกันแน่! ที่กำลังเผชิญ “ความเสี่ยงทางการเมือง” มากกว่ากัน?

จาก “เหนื่อย” สู่ “กำแพง” :

การเมือง! บางครั้งไม่จำเป็นต้องมี คำปราศรัยยืดยาว ไม่ต้องเปิดเวที ไม่ต้องเอ่ยชื่อคู่ต่อสู้ตรงๆ เพียงประโยคสั้นๆ ประโยคเดียว ก็สามารถกลายเป็น “สารทางการเมือง” ที่เดินทางไปได้ไกลกว่าคำแถลงหลายหน้า

กรณีล่าสุด! คือข้อความที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก วันที่ 9 สิงหาคม 2569 ว่า…“วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”

ข้อความดังกล่าว เกิดขึ้นท่ามกลาง บรรยากาศการเมือง ที่คำว่า “กำแพง” ถูกนำมาใช้เปรียบเปรยถึง อุปสรรคและปัญหาทางการเมือง

แม้ข้อความสั้นๆ จะไม่ได้ระบุชื่อบุคคลที่ต้องการสื่อสารถึง แต่ในสนามการเมือง สิ่งที่ไม่ได้พูดตรงๆ บางครั้งกลับถูกตีความได้มากกว่าสิ่งที่พูดออกมาตรงๆ!!??

ความหมายชั้นแรกของ “กำแพง” จึงเข้าใจได้ไม่ยาก?

เมื่อข้างหน้าเป็นกำแพง และยังเลือกวิ่งชนด้วยวิธีเดิม ผลลัพธ์ย่อมเป็นคนวิ่งที่เจ็บ ขณะที่กำแพงอาจไม่ได้สะเทือนตามไปด้วย

นี่คือ…การเปรียบเปรย ที่สามารถอ่านได้ว่า หากยุทธศาสตร์เดิมไม่สามารถเอาชนะข้อจำกัดที่อยู่ข้างหน้า การเดินหน้าชนซ้ำๆ อาจทำร้ายตัวเองมากกว่าทำลายอุปสรรค

แต่เกมของ “กำแพง” ไม่ได้จบเพียงเท่านั้น???

เมื่อกำแพงถูกพลิกกลับ :

วันเดียวกัน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความถึงภาวะผู้นำ โดยหยิบวลีภาษาอังกฤษ “Surrounded by walls, mirrors, and liars” หรือการถูกล้อมด้วย “กำแพง กระจก และคนโกหก” มาอธิบายความ…

นายพริษฐ์ แปลความหมาย “กำแพง” ว่า…เป็นสิ่งที่ปิดกั้นหรือปฏิเสธความจริงไม่ให้ไปถึงหู “ผู้นำ”

“กระจก” คือ…สิ่งที่สะท้อนให้ “ผู้นำ” เห็นเฉพาะภาพที่ตนเองอยากเห็น จนอาจหลงอยู่กับเงาของตัวเอง

ส่วน “คนโกหก” คือ…คนรอบข้าง ประเภทที่พร้อมตอบว่า…“ดีครับนาย สบายครับผม เหมาะสมครับท่าน”

เพื่อรักษาตัวเองให้อยู่รอดภายใต้โครงสร้างอำนาจ และนี่เองที่ทำให้ “กำแพง” จากโพสต์แรก ถูกเปลี่ยนความหมายแทบจะทันที!!!

จากเดิมที่…กำแพง คือ สิ่งที่อยู่ข้างหน้าคู่ต่อสู้ กลายเป็น…กำแพงที่อาจล้อมรอบตัวผู้มีอำนาจเอง!!??

ใครกันแน่อยู่หลังกำแพง? :

นี่คือ…ความน่าสนใจของ “สงครามวลีการเมือง” รอบนี้ นั่นเพราะ นายพริษฐ์ ไม่ได้ตอบโต้ในลักษณะว่า…จะวิ่งชนกำแพงต่อไป หรือกำแพงนั้นจะต้องถูกทำลาย

แต่เลือกที่จะ เปลี่ยน “สนามความหมาย” ของคำว่ากำแพงเสียใหม่

หากถอดรหัสอย่างง่าย ฝ่ายแรกกำลังบอกว่า…“คุณกำลังวิ่งชนกำแพง ยิ่งชนก็ยิ่งเจ็บเอง” แต่อีกฝ่ายกลับตั้งคำถามในอีกมุมหนึ่งว่า…“แล้วคนที่อยู่หลังกำแพง จนไม่ได้ยินความจริงจากภายนอกล่ะ?”

จากคนที่ “ชนกำแพง” จึงกลายเป็น “ผู้นำหลังกำแพง”

นี่คือ…กลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะไม่จำเป็นต้องปฏิเสธกรอบความคิดของคู่แข่ง แต่สามารถ ยึดคำของอีกฝ่ายมาใช้ แล้วใส่ความหมายใหม่ลงไป

คำเดิมยังอยู่ แต่ “จำเลยทางการเมือง” อาจเปลี่ยนคน!

กำแพง – กระจก – คนโกหก :

หากตัดเรื่องการเมืองเฉพาะหน้าออกไป แนวคิดเรื่อง “Walls, Mirrors and Liars” มีสาระสำคัญอยู่ที่ปัญหาคลาสสิกของผู้มีอำนาจ

นั่นคือ…ยิ่งมีอำนาจมากเท่าใด? โอกาสที่จะได้ยินความจริงที่ไม่อยากฟังอาจยิ่งน้อยลง!

เพราะ คนรอบข้างบางส่วน อาจไม่ต้องการนำ “ข่าวร้าย” เข้าสู่ห้องทำงานของ “ผู้นำ”

บางคนอาจเลือกพูดเฉพาะสิ่งที่เจ้านายอยากฟัง

บางคนอาจเห็นปัญหา แต่ไม่กล้าคัดค้าน

และบางคนอาจประเมิน ว่า…การรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจสำคัญกว่าการพูดความจริง

เมื่อเกิดซ้ำๆ สิ่งที่ตามมา นั่นก็คือ…ภาวะที่ “ผู้นำ” อาจได้รับข้อมูลจาก “โลกภายในกำแพง” มากกว่า “โลกภายนอกกำแพง”

เสียงชื่นชมดังขึ้น

เสียงคัดค้านเบาลง

และ เสียงเตือนอาจหายไปในที่สุด!!!

อำนาจกับ Echo Chamber :

ในโลกการสื่อสาร ปรากฏการณ์ลักษณะนี้ มักถูกอธิบายด้วยคำว่า…Echo Chamber หรือ “ห้องเสียงสะท้อน”

เมื่อ คนในวงเดียวกัน คิดคล้ายกัน รับข้อมูลคล้ายกัน และยืนยันความเชื่อของกันและกัน สิ่งที่ “ผู้นำ” ได้ยิน จึงอาจไม่ใช่ ภาพทั้งหมดของสังคม แต่เป็นเพียงภาพส่วนหนึ่งที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว

ความอันตราย! จึงไม่ใช่เพียงการ “ไม่รู้ความจริง” แต่อาจไปถึงขั้น เชื่อว่าสิ่งที่ตนเองรับรู้อยู่นั้นคือความจริงทั้งหมด

ตรงนี้เองที่ “กระจก” มีความหมาย เพราะกระจกไม่ได้สร้างภาพคนอื่น มันสะท้อนกลับมาแต่ภาพของเราเอง!!!

กำแพงไหนแข็งแรงกว่า? :

อย่างไรก็ตาม หากจะวิเคราะห์อย่างเป็นธรรม “กำแพง” ทั้ง 2 แบบ ก็มีอยู่จริงในทางการเมือง

“ฝ่ายค้าน” หรือ “คู่แข่งทางการเมือง” อาจเผชิญข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์ จนต้องตั้งคำถาม ว่า…การเดินหน้าด้วยวิธีเดิมยังมีประสิทธิภาพหรือไม่?

ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่ครองอำนาจก็มีความเสี่ยงอีกแบบ นั่นคือ…การถูกสภาพแวดล้อมของอำนาจทำให้ห่างจากข้อมูล ความรู้สึก หรือความเดือดร้อนของประชาชน

ฝ่ายหนึ่งจึงต้องระวัง “ชนกำแพงจนตัวเองเจ็บ” แต่อีกฝ่ายต้องระวัง “อยู่หลังกำแพงจนมองไม่เห็นโลกข้างนอก”

และ 2 ความเสี่ยง” นี้ ไม่จำเป็นต้องหักล้างกัน ซึ่งมันอาจเกิดขึ้น “พร้อมกัน” เสียด้วยซ้ำ!!!

วัดกันที่ “ศรัทธา” :

ประโยคสำคัญที่สุด! ในโพสต์ของ นายพริษฐ์ จึงอาจไม่ใช่เรื่องกำแพง กระจก หรือคนโกหก แต่คือ…การลากเส้นไปถึง“ศรัทธาของประชาชน”

เพราะไม่ว่า…รัฐบาลใด? จะมีเสียงสนับสนุนในสภา มีกลไกรัฐ มีเครือข่ายทางการเมือง หรือมีเสถียรภาพมากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ไม่มีโครงสร้างใด? รับประกันให้ได้ตลอดไป นั่นคือ…

ความเชื่อถือจากประชาชน!!!

ในระบอบประชาธิปไตย ความนิยมอาจขึ้นลง

รัฐบาลอาจแข็งแรงในสภา แต่เผชิญแรงกดดันนอกสภา หรือในทางกลับกันอาจถูกโจมตีอย่างหนัก แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุนอยู่ก็ได้

ดังนั้น คำตัดสินว่า…ใครกำลัง “ชนกำแพง” หรือใครกำลัง “ติดอยู่หลังกำแพง” ไม่ควรเกิดจากคำเหน็บแนมของนักการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แต่ต้องพิสูจน์ด้วย ผลงาน ข้อเท็จจริง และความไว้วางใจของประชาชน!!!

ศึกนี้ไม่มีแค่คำคม :

ที่สุดแล้ว “สงครามกำแพง” รอบนี้ จึงน่าสนใจมากกว่า…สงครามโพสต์เฟซบุ๊ก เพราะมัน สะท้อนยุทธศาสตร์การเมือง 2 แบบ

ฝ่ายหนึ่งใช้คำว่า “กำแพง” เพื่อชี้ให้เห็น ความไร้ผลของการเดินเกมแบบเดิม อีกฝ่ายยึดคำว่า “กำแพง” กลับมาใช้ตั้งคำถามถึง…สภาวะของผู้มีอำนาจ

จาก “คนหัวชนกำแพง” จึงถูกสวนกลับด้วยภาพของ “ผู้นำหลังกำแพง”

แต่ในท้ายที่สุด! กำแพงไหนสูง กำแพงไหนหนา หรือใครจะเป็นฝ่ายเจ็บหัวก่อน อาจไม่ใช่สาระสำคัญที่สุด! เพราะสำหรับ นักการเมืองทุกฝ่าย แล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่ากำแพงคอนกรีต นั่นก็คือ…

“กำแพงความไม่เชื่อถือ” ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างผู้มีอำนาจกับประชาชน

กำแพงชนิดแรกคนวิ่งชนอาจเจ็บหัว!

แต่ กำแพงชนิดหลัง หากปล่อยให้สูงขึ้นเรื่อยๆ คนที่อยู่ข้างใน อาจไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่า…โลกข้างนอก มันได้เปลี่ยนไปมากแล้ว!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember meLost your password?

Lost Password