229 ราย เดิมพันศรัทธา กกต.

(‘ฮั้ว สว.’ จาก ‘โพย – พยาน – เส้นเงิน’ สู่แรงกดดัน ‘จี้เปิดทาง’ ศาลชี้ขาด!)

พรรคประชาชนเร่งเปิดหลักฐานและกดดัน กกต.ให้ส่งผู้ถูกกล่าวหา 229 รายไปยังศาลฎีกา หลังคณะไต่สวนเห็นว่าคดีมีมูล แต่อนุกรรมการอีกชุด กลับเสนอให้ยกคำร้อง ศึกครั้งนี้ จึงเป็นมากกว่าการชี้…ใครผิดหรือถูก? แต่จะวัด “กระบวนการตรวจสอบ” ยังสร้างความเชื่อมั่นให้สังคมได้เพียงใด?

จุดอ่อนของระบบเลือกกันเอง :

ต้นทางของคดี “ฮั้ว สว.” เกิดจากการ เลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 ซึ่งไม่ได้ให้ประชาชนทั่วไปลงคะแนน แต่เปิดให้ผู้สมัครจาก 20 กลุ่มอาชีพเลือกกันเอง ผ่านระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ก่อนคัดเหลือ สว. 200 คน และบัญชีสำรองอีก 100 คน

กระบวนการดังกล่าว เกิดขึ้นในช่วง “รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน” โดยการ “เลือกระดับประเทศ” มีขึ้นวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ท่ามกลางเสียงตั้งคำถามตั้งแต่แรกว่า…ระบบเลือกกันเองที่ซับซ้อน อาจเปิดช่องให้เครือข่ายขนาดใหญ่รวบรวมผู้สมัคร วางแผนคะแนน และจัดทำ “โพย” เพื่อผลักดันบุคคลที่กำหนดไว้ให้ผ่านแต่ละรอบ

ข้อกล่าวหาที่ตามมาไม่ได้ตั้งอยู่บนความผิดปกติของคะแนนเพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงโพยรายชื่อ รูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกัน คำให้การของผู้สมัคร การนัดหมาย การจัดการเดินทางและที่พัก ตลอดจนข้อมูลทางการเงินและการเสนอผลประโยชน์ เพื่อแลกกับการลงสมัครหรือการลงคะแนน

อย่างไรก็ตาม หลักฐานแต่ละชิ้น ยังต้องพิสูจน์ถึงความเชื่อมโยงและเจตนา การมีโพยหรือธุรกรรมทางการเงินไม่อาจแปลเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อ…หลักฐานหลายประเภทประกอบกัน ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดคำถามว่า…

การเลือก สว.ครั้งนั้น เป็นการแข่งขันอย่างอิสระ หรือถูกจัดวางเป็นระบบจากศูนย์กลางบางแห่ง กันแน่!!??

หนึ่งคดี – สองข้อสรุป :

หลังมีข้อร้องเรียน กกต.ได้ตั้ง คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลางชุดที่ 26 โดยมี เจ้าหน้าที่ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมดำเนินการ ก่อนมีมติเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ว่า…

ข้อกล่าวหามีมูล ควรดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แบ่งเป็น…สว.ปัจจุบัน 138 คน และนักการเมืองหรือบุคคลในเครือข่ายอีก 91 คน

ช่วงเวลาดังกล่าวอยู่ใน รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร แต่เป็นระยะที่ น.ส.แพทองธาร ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี และ นายภูมิธรรม เวชยชัย ปฏิบัติหน้าที่แทน

“ทีมข่าวยุทธศาสตร์” ขอย้ำ! ต้องแยกให้ชัดว่า…กกต.เป็นองค์กรอิสระ การระบุชื่อรัฐบาล จึงเป็นเพียงการวางเส้นเวลาทางการเมือง ไม่ได้หมายความว่า…รัฐบาลเป็นผู้สั่งการคณะไต่สวน แต่อย่างใด?

ต่อมา วันที่ 16 กันยายน 2568 กกต.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา หรือ ข้อโต้แย้งชุดที่ 36 ขึ้นพิจารณาสำนวนต่อ…

เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในช่วง “เริ่มต้น” รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยแรก

กระทั่งวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 ว่า…ข้อกล่าวหาของทั้ง 229 รายไม่มีมูล และเสนอให้ กกต.ชุดใหญ่ยกคำร้อง ขณะนั้นเป็นช่วง รัฐบาลอนุทินรักษาการภายหลังการเลือกตั้ง ก่อนอนุทินจะได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 ในวันที่ 20 มีนาคม 2569

ความเห็นที่สวนทางกัน! จึงกลายเป็น “หัวใจ” ของวิกฤตครั้งนี้!!!

คณะไต่สวนชุดที่ 26 เห็นว่า…“มีมูล–ควรดำเนินคดี 229 ราย”

ขณะที่ อนุกรรมการชุดที่ 36 เห็นว่า…“ไม่มีมูล–ควรยกคำร้อง”

ส่วน อำนาจตัดสินใจในชั้น กกต. ยังอยู่ที่ กรรมการ กกต.ชุดใหญ่ทั้ง 7 คน

เมื่อข้อสงสัยกลายเป็นเกมรุก :

นับจากเดือนมิถุนายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย นางสาวพนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.พรรคประชาชน รวมถึง…วิปฝ่ายค้าน นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชน เดินหน้าเปิดเวทีนำเสนอข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

โดยหยิบทั้งโพยหลัก–โพยรอง คลิปในวันเลือก สว. คำให้การพยาน รูปแบบคะแนน และเส้นทางเงินมาวางต่อสาธารณะ

ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม การเปิดข้อมูลยิ่งเข้มข้นขึ้น!

มีการกล่าวถึงค่าเดินทาง ค่าที่พัก การซื้อตั๋วเครื่องบิน การโอนเงินระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง และความเชื่อมโยงกับบุคคลใกล้ชิดพรรคการเมืองบางแห่ง รวมถึง ข้อกล่าวหาว่าผู้สมัครบางส่วนได้รับคำสั่งว่าจะต้องเลือกใครในแต่ละรอบ

แกนการเคลื่อนไหวของพรรคประชาชน มีอยู่ 2 ชั้น

ชั้นแรก คือ การยืนยันว่า…หลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอให้คดีไปถึงศาล

ชั้นที่สอง คือการตั้งคำถามต่อ กกต.ว่า…เหตุใดหลักฐานซึ่งคณะไต่สวนชุดที่ 26 เคยเห็นว่ามีมูล จึงถูกอนุกรรมการชุดที่ 36 ประเมินว่าไม่มีมูลทั้งหมด???

ล่าสุด นายพริษฐ์ จึงเสนอให้ กกต.ใช้หลัก “ปิดชื่อ – ดูพฤติกรรม”หากบุคคลใดมีพฤติการณ์เข้าองค์ประกอบความผิด ไม่ว่าจะใกล้ชิด…ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือพรรคใด? ก็ควรได้รับการตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน

พร้อมยืนยันว่า…การเรียกร้องให้ส่งคดีไปศาล “ไม่เท่ากับ” การตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายมีความผิด

แต่เป็นการ “เปิดพื้นที่” ให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างเป็นทางการ!!??

รัฐบาลตั้งรับ–ภูมิใจไทยโต้กลับ :

ด้าน พรรคภูมิใจไทย ได้ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับ การจัดตั้งขบวนการฮั้ว สว. โดยชี้ว่า…การกล่าวหาพรรคหรือบุคคลในพรรคยังไม่มีคำพิพากษารองรับ พร้อมตั้งคำถามกลับว่า…

มีผู้สมัครหรือเครือข่ายที่สัมพันธ์กับฝ่ายพรรคประชาชนเข้าร่วมกระบวนการเลือก สว.ด้วยหรือไม่?

พร้อมกับเรียกร้อง ให้ตรวจสอบทุกฝ่ายโดยไม่เลือกปฏิบัติ!!!

ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ยังแสดงท่าที “ใช้สิทธิฟ้องร้อง” กับ ผู้ที่กล่าวหา ว่า…พรรคอยู่เบื้องหลัง โดยเห็นว่า…หลายถ้อยคำสร้างความเสียหายและไม่มีหลักฐานเพียงพอ

การใช้สิทธิทางกฎหมายดังกล่าว เป็น “สิทธิ” ของผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่ควรถูกนำมาปะปนกับ คำถามหลัก ที่ว่า…พยานหลักฐานในสำนวนคดีเลือก สว.มีน้ำหนักเพียงใด?

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย วางท่าทีว่า…เรื่องนี้เป็นกระบวนการขององค์กรอิสร ะและไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะเข้าไปแทรกแซง

ทว่า ความเชื่อมโยงที่ ฝ่ายค้าน กล่าวอ้างถึงบุคคลใกล้พรรคแกนนำรัฐบาล ทำให้รัฐบาลไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกระแทกทางการเมืองได้ทั้งหมด???

หาก กกต.ยกคำร้อง รัฐบาลย่อมถูก “ฝ่ายค้าน” ขยายผลว่า…เป็นการปกป้อง “เครือข่ายสีน้ำเงิน”

แต่หถ้า กกต.ส่ง “ผู้ถูกกล่าวหา” จำนวนมากไปศาล พรรคภูมิใจไทยและ “รัฐบาลอนุทิน” ก็ต้องเผชิญแรงกดดันด้านความชอบธรรม!!!

แม้จะยังไม่ถือว่า…บุคคลเหล่านั้นมีความผิดก็ตาม

กกต.บนทางสองแพร่ง :

กกต.ยืนยันว่า…ได้พิจารณาสำนวนมาแล้วหลายครั้ง จะตัดสินจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างอิสระ และตั้งเป้าสรุปภายในเดือนสิงหาคม 2569 โดยไม่ดำเนินการตามแรงกดดันของฝ่ายการเมืองใด?  

แต่ปัญหาที่ กกต.ต้องเผชิญ! ไม่ใช่เพียงการเลือกว่า…จะ “ส่งศาล” หรือ “ยกคำร้อง” หากแต่เป็น การอธิบายให้สังคมเข้าใจ ว่า…เหตุใดคณะทำงานสองชุดซึ่งอ่านหลักฐานจากคดีเดียวกัน จึงได้ข้อสรุปต่างกันคนละขั้ว?

หาก กกต. “ยกคำร้อง” โดยไม่เปิดเหตุผลอย่างละเอียด ข้อครหาว่า..องค์กรอิสระช่วย “ยุติคดี” ให้กับ…ฝ่ายอำนาจจะรุนแรงขึ้น!

แต่หาก ส่งทั้ง 229 รายไปศาล โดยไม่จำแนกพฤติการณ์ของแต่ละคน ก็อาจถูกวิจารณ์ว่า…ผลักภาระให้ศาลและสร้างผลกระทบแก่ “ผู้ถูกกล่าวหา” เกินกว่าหลักฐานเฉพาะตัว

ทางเลือกที่มีความชอบธรรม! จึงไม่ควร “วัด” จากจำนวนผู้ถูกส่งศาล แต่ “วัด” จากมาตรฐานพยานหลักฐาน เหตุผลที่ตรวจสอบได้ และการใช้หลักเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาทุกฝ่าย

3 ฉากทัศน์ชี้เกม :

สถานการณ์จากนี้ “ทีมข่าวยุทธศาสตร์” เชื่อว่า…น่าจะมีความเป็นไปได้อย่างน้อย 3 ทาง

ทางแรก กกต.ส่ง…ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 รายไปศาล จะลดข้อครหาว่า…คดีถูกปิดในชั้น กกต. แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อ สว. รัฐบาล และพรรคภูมิใจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทางที่ 2 กกต.ส่ง…เพียงบางราย โดยจำแนกตามความเข้มข้นของหลักฐาน แนวทางนี้อาจ “สมดุลที่สุด!”ในทางกฎหมาย แต่ กกต.ต้องชี้แจงให้ชัดว่าใช้เกณฑ์ใดตัดบุคคลหนึ่งออกและคงอีกบุคคลหนึ่งไว้ มิฉะนั้น จะเกิดข้อสงสัยเรื่องการ “ตัดตอน” ผู้เชื่อมโยงระดับบน

ทางที่ 3 กกต.ยกคำร้องทั้งหมด! ซึ่งอาจ “ยุติคดี” ในช่องทางเลือกตั้งชั่วคราว แต่จะ เปิดศึกการเมืองรอบใหม่

พรรคประชาชน มีแนวโน้ม ใช้กลไกรัฐสภา การอภิปรายไม่ไว้วางใจ และช่องทางตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.

ขณะที่ “คดีอั้งยี่” หรือ “ฟอกเงิน” ในกระบวนการของ DSI และอัยการอาจยังดำเนินต่อ เพราะเป็นคนละฐานความผิดและคนละเส้นทางกับคดีเลือกตั้ง

เปิดหลักฐาน – เปิดคำวินิจฉัย :

ทางออกของเรื่องนี้ ไม่ใช่การให้การเมืองตัดสินแทนศาล และ ไม่ใช่…การให้คำว่า “องค์กรอิสระ” กลายเป็นเกราะปิดกั้นการตรวจสอบ แต่ต้องทำให้กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำโปร่งใสพอที่ทุกฝ่ายจะตรวจสอบได้

กกต.ควรจัดทำคำวินิจฉัยรายบุคคล อธิบายน้ำหนักของโพย พยาน คลิป รูปแบบคะแนน และเส้นทางเงิน พร้อมชี้ว่า…หลักฐานใดรับฟังได้หรือไม่ได้? เพราะเหตุใด? รวมถึง…เปิดเผยสาระสำคัญของความเห็นต่างระหว่างคณะชุดที่ 26 กับชุดที่ 36 โดยไม่กระทบสิทธิของพยานและผู้ถูกกล่าวหา

รัฐบาลควรวางระยะห่างจากคดี ไม่ใช้กลไกรัฐปกป้องบุคคลใกล้ชิด และเปิดทางให้หน่วยงานสอบสวนทำงานอย่างอิสระ ขณะที่ ฝ่ายค้านต้องนำเสนอข้อมูลอย่างรับผิดชอบ แยกข้อเท็จจริงออกจากข้อสันนิษฐาน และไม่ใช้เวทีสาธารณะตัดสินบุคคลก่อนศาล

ส่วน ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ต้องได้รับสิทธิชี้แจง และสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” แต่สิทธิดังกล่าวไม่ใช่เหตุให้ยุติการตรวจสอบ เพราะคดีนี้ กระทบมากกว่าสถานะของบุคคล แต่มันเกี่ยวพันไปถึง…ที่มาของวุฒิสภ าและความน่าเชื่อถือของสถาบันที่มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรตรวจสอบประเทศ

ท้ายที่สุด! คดี “ฮั้ว สว.” จะไม่จบลงด้วยคำว่า…“มีมูล” หรือ “ไม่มีมูล” เพียงบรรทัดเดียว!!!

สิ่งที่สังคมไทยต้องการ ก็คือ คำอธิบายว่า…หลักฐานทุกชิ้นถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน และไม่มีมือทางการเมืองใดอยู่เหนือกระบวนการ

นั่นเพราะ…เดิมพันของ 229 ราย ไม่ได้มีเพียงเก้าอี้ สว.หรืออนาคตของรัฐบาล แต่คือ ศรัทธา ที่ว่า…เมื่อผู้ตรวจสอบถูกตั้งคำถาม ประเทศไทยยังมีกระบวนการที่ตรวจสอบผู้ตรวจสอบได้จริง!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password