สูงวัย! ความเสี่ยงใหม่ของชาติ?

(เมื่ออายุยืนไม่ใช่เรื่องของคนคนเดียว ภาคธุรกิจต้องออกแบบความมั่นคงใหม่ให้ทันสังคมไทย)

เมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว ขณะที่ครอบครัวเล็กลง รายได้หลังเกษียณยังเปราะบาง และความเสี่ยงด้านสุขภาพเพิ่มตามอายุ สถานการณ์นี้ “บัตรเดบิตกรุงไทย สบายใจ” จึงอาจเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ เสมือนเป็นสัญญาณที่สื่อถึง…ธุรกิจไทยกำลังเปลี่ยนจากการขายความสะดวก ไปสู่การบริหารความเสี่ยงตลอดช่วงชีวิต

แก่เร็ว ก่อนมั่งคั่ง :

โจทย์ใหญ่ของประเทศไทยในวันนี้ไม่ใช่เพียงการมีผู้สูงอายุมากขึ้น? แต่คือ…การสูงวัยอย่างรวดเร็วในช่วงที่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนยังไม่แข็งแรงเพียงพอ

ข้อมูลการสำรวจประชากรสูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2567 ระบุว่า ไทยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 14.03 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากร

ทั้งหมด เทียบกับร้อยละ 6.8 ในปี 2537 เท่ากับว่า…สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าภายในเวลาเพียง 30 ปี

ตัวเลขนี้ยืนยันว่า…ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในช่วง “กำลังก้าวเข้าสู่” สังคมสูงวัยอีกต่อไป แต่มันได้เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว และกำลังเดินหน้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด!!?? ซึ่ง ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนใกล้ร้อยละ 28 ในอนาคตอันใกล้

สิ่งที่จะเกิดขึ้น! จึงไม่ใช่เพียง ภาพ….คนสูงวัยมากขึ้นตามบ้านหรือชุมชน แต่เป็นการ เปลี่ยนโครงสร้างของตลาดแรงงาน การบริโภค การออม ระบบสุขภาพ การคลัง และรูปแบบการดูแลภายในครอบครัวพร้อมกัน

โครงสร้างภายในกลุ่มผู้สูงอายุเอง ก็กำลังเปลี่ยนไป??? ผู้สูงอายุวัยต้น 60–69 ปี มีสัดส่วนร้อยละ 59.3 วัยกลาง 70–79 ปี ร้อยละ 29.8 และ วัยปลายตั้งแต่ 80 ปีขึ้นไป ร้อยละ 10.9

เมื่อ คนรุ่นใหญ่ในวัยต้นทยอยเข้าสู่วัยกลางและวัยปลายในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า ความต้องการจะเคลื่อนจากสินค้าเพื่อการใช้ชีวิตหลังเกษียณ ไปสู่บริการสุขภาพ การฟื้นฟู การปรับบ้าน ผู้ดูแล และเครื่องมือรองรับเหตุฉุกเฉินมากขึ้น

คนทำงานน้อย ภาระมาก :

แรงกดดันสำคัญ อยู่ที่ กำลังเกื้อหนุน” ของสังคม ในปี 2567 ประชากรวัยทำงาน 100 คนต้องรองรับผู้สูงอายุประมาณ 31 คน และมีคนวัยทำงานเพียง 3.2 คนต่อผู้สูงอายุหนึ่งคน ลดลงจาก 9.3 คนในปี 2537 เมื่ออัตราเกิดต่ำต่อเนื่อง จำนวนคนทำงานรุ่นใหม่ย่อมหดตัว ขณะที่จำนวนผู้ต้องการรายได้หลังเกษียณและบริการสุขภาพเพิ่มขึ้น

ผลกระทบจะไหลไปถึง ครอบครัวและองค์กร คนวัยทำงานอาจต้องรับผิดชอบพร้อมกันทั้งค่าเลี้ยงดูบุตร ค่าใช้จ่ายของพ่อแม่ และการออมเพื่อวัยเกษียณของตนเอง นายจ้างต้องเผชิญทั้งการขาดแคลนแรงงานและพนักงานที่ต้องแบ่งเวลาไปดูแลสมาชิกในครอบครัว ส่วนภาครัฐต้องบริหารงบประมาณด้านหลักประกันสุขภาพ เบี้ยยังชีพ และการดูแลระยะยาวภายใต้ฐานผู้เสียภาษีที่โตช้าลง

ยุทธศาสตร์สังคมสูงวัยจึงไม่อาจจำกัดอยู่ที่การเพิ่มสวัสดิการปลายทาง แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน ขยายการออมระยะยาว เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่ยังพร้อมทำงานต่อในรูปแบบยืดหยุ่น และพัฒนาระบบดูแลที่ช่วยให้สมาชิกครอบครัวไม่ต้องออกจากงานเพื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลเต็มเวลา

อายุยืน แต่เงินไม่ยืนตาม :

ความเปราะบางด้านรายได้เป็นอีกด้านที่ต้องจับตา ข้อมูลปี 2567 พบว่า แหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุไทยมาจากบุตรร้อยละ 35.7 จากการทำงานร้อยละ 33.9 และจากเบี้ยยังชีพของรัฐร้อยละ 13.3 ขณะที่ผู้พึ่งบำเหน็จหรือบำนาญเป็นรายได้หลักมีเพียงร้อยละ 6.8 และผู้ที่พึ่งดอกเบี้ย เงินออม หรือการขายทรัพย์สินมีเพียงร้อยละ 1.6

ผู้สูงอายุร้อยละ 34 ยังทำงาน และในกลุ่มที่ทำงานนั้น ร้อยละ 43.5 ระบุว่า ต้องหารายได้เลี้ยงตนเองหรือครอบครัว ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับคนจำนวนไม่น้อย การทำงานหลังอายุ 60 ปีไม่ใช่เพียงการใช้ศักยภาพหรือสร้างคุณค่า แต่เป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจ

ความเสี่ยงยิ่งชัดในผู้หญิง! ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 57.9 ของผู้สูงอายุทั้งหมด และเพิ่มเป็นเกือบร้อยละ 70 ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป ผู้หญิงมีแนวโน้มอายุยืนกว่า แต่รายได้สะสมและโอกาสได้รับบำนาญอาจต่ำกว่า เพราะช่วงชีวิตการทำงานจำนวนหนึ่งถูกใช้ไปกับการดูแลครอบครัว สังคมสูงวัยของไทยจึงมี “ใบหน้าของผู้หญิง” อย่างเด่นชัด และผลิตภัณฑ์การเงินในอนาคตต้องเข้าใจความแตกต่างนี้

บ้านเล็กลง ความเสี่ยงใกล้ตัว :

ในอดีต ครอบครัวขยายเป็นกลไกหลักในการดูแลผู้สูงอายุ แต่วันนี้ขนาดครัวเรือนเล็กลง ลูกหลานย้ายถิ่นไปทำงาน และผู้สูงอายุจำนวนมากต้องใช้ชีวิตด้วยตนเอง ผลสำรวจปี 2567 พบว่า ผู้สูงอายุร้อยละ 12.9 อยู่คนเดียว เพิ่มจากร้อยละ 3.6 ในปี 2537 ขณะที่อีกร้อยละ 22.6 อยู่กับคู่สมรสเพียงสองคน

เมื่อไม่มีคนวัยทำงานอยู่ใกล้ เหตุที่ดูเหมือนเล็กน้อยในบ้านอาจกลายเป็นภาระใหญ่ ตั้งแต่…การเดินสะดุดในห้องน้ำ การเคลื่อนไหวไม่สะดวก ไปจนถึงการเดินทางไปรักษา ผู้สูงอายุโดยรวมร้อยละ 8.6 มีผู้ดูแล แต่สัดส่วนดังกล่าวเพิ่มเป็นร้อยละ 32.8 ในกลุ่มอายุ 80 ปีขึ้นไป แสดงให้เห็นว่าความต้องการการดูแลไม่ได้เพิ่มแบบค่อยเป็นค่อยไป หากเร่งตัวอย่างมากเมื่อเข้าสู่วัยปลาย

โจทย์นี้ทำให้อนาคตของสังคมสูงวัยไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว แต่รวมถึงบ้านที่ปลอดภัย ทางเท้าและขนส่งที่เข้าถึงได้ ระบบแจ้งเหตุ บริการดูแลที่บ้าน และกลไกการเงินที่ช่วยไม่ให้ค่าใช้จ่ายฉุกเฉินกระทบชีวิตทั้งครอบครัว

สุขภาพคือความเสี่ยงทางการเงิน :

อายุที่ยืนขึ้น ไม่ได้หมายความว่า ทุกปีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปีที่มีสุขภาพสมบูรณ์ เมื่ออายุสูงขึ้น ปัญหาการมองเห็น การได้ยิน ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการทรงตัวล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 75 ปีขึ้นไป

ในมุมของครอบครัว อุบัติเหตุหนึ่งครั้งไม่ได้มีเพียงค่ารักษา แต่ยังอาจมีค่าเดินทาง รายได้ที่ผู้ดูแลต้องหยุดงาน และค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู ในมุมเศรษฐกิจ ความเสี่ยงด้านสุขภาพจึงเปลี่ยนจากเรื่องเฉพาะบุคคลเป็นความเสี่ยงต่อรายได้ครัวเรือน ผลิตภาพแรงงาน และภาระของระบบสาธารณสุข

นี่คือ…เหตุผลที่ตลาดสูงวัยกำลังเปลี่ยนจากการขายสินค้าให้ “ผู้เกษียณ” ไปสู่การสร้างระบบคุ้มครองให้ “ครัวเรือนหลายรุ่น” ลูกหลานอาจเป็นผู้ตัดสินใจหรือช่วยชำระค่าใช้จ่าย ขณะที่พ่อแม่เป็นผู้ใช้บริการจริง คุณค่าของผลิตภัณฑ์จึงไม่ได้อยู่ที่ผู้ถือผลิตภัณฑ์เพียงคนเดียว แต่อยู่ที่ความสบายใจของทั้งครอบครัว

จากบัตรจ่ายเงิน สู่บัตรจัดการความเสี่ยง :

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ธนาคารกรุงไทยร่วมกับวีซ่า เปิดตัว “บัตรเดบิตกรุงไทย สบายใจ” สำหรับผู้สูงวัยอายุ 75–90 ปี ซึ่งข้อมูลกรมการปกครองระบุว่ามีมากกว่า 3.4 ล้านคน นับเป็นการเลือกตลาดที่มีทั้งขนาดใหญ่ ความต้องการชัด และยังมีช่องว่างด้านการเข้าถึงความคุ้มครอง

บัตรดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมออกบัตร 100 บาท และค่าธรรมเนียมรายปี 1,599 บาท รับประกันภัยโดยทิพยประกันภัย ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตลอด 24 ชั่วโมงทั่วโลกสูงสุด 1 ล้านบาท และค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุสูงสุด 10,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งตามเงื่อนไขกรมธรรม์ พร้อมบริการไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลที่ร่วมรายการ

ในเชิงกลยุทธ์ จุดน่าสนใจไม่ใช่เพียงการนำประกันมารวมกับบัตรเดบิต แต่คือการขยายบทบาทของธนาคารจาก “ผู้ให้บริการธุรกรรม” ไปเป็น “ผู้จัดการความเสี่ยงในชีวิตประจำวัน” บัตรเดบิตที่เดิมมีหน้าที่ถอน โอน หรือชำระเงิน ถูกออกแบบใหม่ให้เชื่อมการเงินกับสุขภาพและการคุ้มครอง

การเจาะช่วงอายุ 75–90 ปีก็มีนัยสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่ความเสี่ยงอุบัติเหตุและความต้องการผู้ดูแลสูงขึ้น ขณะที่ ทางเลือกประกันภัยบางประเภทเริ่มจำกัด การเปิดช่องให้คนวัยปลายเข้าถึงความคุ้มครองจึงเป็นการตอบช่องว่างของตลาด มากกว่าการนำผลิตภัณฑ์เดิมมาเปลี่ยนเพียงชื่อ

จุดขายจริง คือไม่ต้องรอเงินลูก :

สำหรับ ผู้สูงอายุที่มีรายได้หลักจากบุตร เบี้ยยังชีพ หรือรายรับคงที่ ประโยชน์สำคัญของผลิตภัณฑ์อาจไม่ใช่วงเงินสูงสุดหนึ่งล้านบาท แต่คือ…วงเงินรักษาอุบัติเหตุและการไม่ต้องสำรองจ่ายในโรงพยาบาลเครือข่าย เพราะช่วยลดปัญหากระแสเงินสดในช่วงที่ต้องการความช่วยเหลือทันที

ด้าน ธนาคารกรุงไทความได้เปรียบอยู่ที่ฐานลูกค้ารายย่อยและเครือข่ายสาขาทั่วประเทศ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังเชื่อมั่นการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่มากกว่าการซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านหน้าจอเพียงลำพัง ธนาคารจึงสามารถผสาน “ความไว้วางใจแบบสาขา” กับ “ความสะดวกแบบดิจิทัล” ซึ่งเป็นหัวใจของบริการการเงินสำหรับผู้สูงวัย

โปรโมชั่น “สมัครเป็นคู่ ดูแลทุกก้าว” ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม–31 ตุลาคม 2569 ยังสะท้อนความเข้าใจว่า การตัดสินใจของผู้สูงอายุมักเกิดขึ้นในบริบทครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ไม่ได้เกิดขึ้นแบบปัจเจกทั้งหมด การใช้แนวคิดสมัครเป็นคู่จึงเชื่อมทั้งการตลาด ความสัมพันธ์ และพฤติกรรมการตัดสินใจเข้าด้วยกัน

คุ้มครองบางส่วน ไม่ใช่ทุกความเสี่ยง :

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์อย่างรอบด้านต้องแยกให้ชัดว่า ผลิตภัณฑ์นี้เป็นความคุ้มครองอุบัติเหตุ ไม่ใช่ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมการเจ็บป่วยทั่วไป โรคเรื้อรัง หรือการดูแลระยะยาว วงเงินค่ารักษา 10,000 บาทต่อครั้งช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แต่อาจไม่เพียงพอสำหรับเหตุที่ต้องรักษาต่อเนื่อง และบริการไม่สำรองจ่ายย่อมขึ้นอยู่กับเครือข่ายโรงพยาบาลและเงื่อนไขกรมธรรม์

ผู้สนใจจึงควร ตรวจสอบนิยามอุบัติเหตุ ข้อยกเว้น ตารางผลประโยชน์ โรงพยาบาลใกล้บ้าน อายุที่ต่ออายุได้ และความคุ้มครองเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้คำว่า “สบายใจ” กลายเป็นความเข้าใจว่าความเสี่ยงทุกประเภทได้รับการคุ้มครอง

สำหรับธนาคาร ความท้าทายต่อจากการเปิดตัวคือการออกแบบประสบการณ์ทั้งหมดให้เหมาะกับวัย ไม่ว่าจะเป็น…ภาษาที่เข้าใจง่าย ตัวอักษรที่อ่านสะดวก กระบวนการเรียกร้องสิทธิที่ไม่ซับซ้อน ระบบแจ้งเตือนแก่ผู้ที่ได้รับอนุญาต และการป้องกันมิจฉาชีพ หากตัวผลิตภัณฑ์เข้าถึงได้แต่ขั้นตอนใช้สิทธิยังยาก คุณค่าที่ตั้งใจสร้างย่อมลดลง

Silver Finance สนามใหม่ของธนาคาร :

“บัตรเดบิตกรุงไทย สบายใจ” จึงเป็น สัญญาณเริ่มต้นของการแข่งขันในตลาด Silver Finance ซึ่งจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่บัญชีเงินฝากหรือประกันอุบัติเหตุ ในอนาคต ธนาคารอาจต้องพัฒนาโซลูชันที่เชื่อมการออมหลังเกษียณ การชำระค่าดูแล ระบบมอบอำนาจอย่างปลอดภัย การแจ้งเตือนธุรกรรมผิดปกติ บริการฉุกเฉิน และการวางแผนส่งต่อทรัพย์สินเข้าด้วยกัน

ผู้ชนะ ในตลาดนี้ จะไม่ใช่…สถาบันการเงินที่มีผลิตภัณฑ์มากที่สุด! แต่คือ…ผู้ที่เข้าใจ “เส้นทางชีวิตของผู้สูงอายุ” ดีที่สุด ตั้งแต่วันที่ยังแข็งแรงและทำงานได้ วันที่เริ่มต้องการความช่วยเหลือ ไปจนถึงวันที่ครอบครัวเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจ

ในระดับประเทศ ภาครัฐ ภาคการเงิน ธุรกิจสุขภาพ ท้องถิ่น และครอบครัวต้องมองผู้สูงอายุเป็นทั้งพลเมือง ผู้บริโภค และกำลังทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงกลุ่มพึ่งพิง การลงทุนในบ้านปลอดภัย งานที่ยืดหยุ่น ทักษะดิจิทัล ระบบป้องกันการหลอกลวง และการดูแลในชุมชน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายปลายทางและเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระได้นานขึ้น

อายุยืน ต้องมีหลักประกัน :

สังคมสูงวัย ไม่ใช่วิกฤตที่เกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สะสมอยู่ในทุกครอบครัว ไทยจึงต้องเปลี่ยนคำถามจาก “จะดูแลคนแก่จำนวนมากอย่างไร?” ไปเป็น “จะออกแบบเศรษฐกิจและสังคมให้คนทุกวัยมีความมั่นคงเมื่อแก่ลงอย่างไร?”

การเปิดตัว บัตรเดบิตกรุงไทย สบายใจ อาจเป็นเพียงหนึ่งผลิตภัณฑ์ในระบบขนาดใหญ่ แต่ สะท้อนทิศทางสำคัญ ที่ว่า…ภาคธุรกิจเริ่มมองเห็นความเสี่ยงจากการสูงวัยในระดับชีวิตประจำวัน และพยายามแปลงความคุ้มครองให้เข้าถึงง่ายขึ้นผ่านเครื่องมือที่ผู้คนคุ้นเคย

เพราะในประเทศที่คนกำลังมีอายุยืนขึ้น “ความสบายใจ” จะเกิดขึ้นไม่ได้จากอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว หากต้องเกิดจากรายได้ที่เพียงพอ บ้านที่ปลอดภัย ระบบดูแลที่เข้าถึงได้ และผลิตภัณฑ์การเงินที่ยืนอยู่ข้างผู้คนได้ตลอดเส้นทางชีวิต!!!.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password