พรมแดง เดิมพันไทย

(เปิดทำเนียบรับ ‘มิน อ่อง หล่าย” วัดเกมรัฐบาลอนุทิน – ไทยได้อะไรจากการคืนพื้นที่ทางการทูตให้เมียนมา)
การเยือนไทยของ “มิน อ่อง หล่าย” ไม่ใช่เพียงพิธีต้อนรับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน แต่เป็นการเดิมพันบทบาทไทยในอาเซียน ระหว่างการเป็น “สะพานสู่สันติภาพ” กับความเสี่ยงถูกมองว่าเปิดทางสร้างความชอบธรรม โดยมีความปลอดภัยของคนไทยเป็นเครื่องพิสูจน์
เพื่อนบ้าน พาโลกกดดันไทย :
ประเทศเพื่อนบ้าน ฝั่งกัมพูชา ก็มีหลายเรื่องร้อนๆ ทั้ง ปัญหาเดิมที่มีอยู่ และปัญหาใหม่ที่เพิ่มขึ้น เพราะน้ำมือของ “ตัวแทนยูเอ็น” ที่ชื่อ…นายทอม แอนดรูว์ส (Tom Andrews)
ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา (UN Special Rapporteur on the situation of human rights in Cambodia) รายนี้ ออกมาระบุว่า…ไทยเป็นฝ่ายเริ่มความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมอ้างตัวเลขผู้พลัดถิ่นชาวกัมพูชากว่า 650,000 คน และผลกระทบต่อแรงงานจากการปิดชายแดน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกองทัพไทย ได้โต้แย้งว่า…ข้อมูลดังกล่าวบิดเบือน พร้อมยืนยันว่า…ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้โจมตีก่อน และตัวเลขผู้พลัดถิ่นไม่ถูกต้อง
เคสท์กัมพูชา และ นายทอม แอนดรูว์ส นำมาสู่อีกปัญหา นั่นคือ…กรณี เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา นายวาง เหวินปิน (Wang Wenbin) ได้แสดงความเห็นที่เน้นการสนับสนุนรัฐบาลกัมพูชาอย่างเต็มที่ โดยชื่นชมพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนของกัมพูชาและลงพื้นที่แจกสิ่งของบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวกัมพูชาที่อพยพจากเหตุปะทะชายแดน
จนก่อเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ทูตจีนในกัมพูชารายนี้ ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก
พูดถึงทูตจีน คงไม่เฉพาะแค่ในกัมพูชา เพราะ เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย คือ นายจาง เจี้ยนเว่ย (Zhang Jianwei) ก็มีประเด็นให้สังคมไทยต้องพูดถึง และเป็นไปในภาพที่ไม่เป็นบวกสักเท่าใด?
นอกจากกรณี “แฟนคลับ” สาวชาวจีน ที่แอบแซงคิว! ระหว่างรอเข้าร่วมงานอีเวนต์ของ GMMTV (ในงานมหกรรมนิยายนานาชาติ เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จนเกิดการกระทบกระทั่ง และชุลมุนกับการ์ดหญิงของไทยแล้ว ล่าสุด ยังมีเคสท์ที่ สนามบินสุวรรณภูมิ จากเหตุการณ์คล้ายๆ กัน นั่นคือ…
เหตุการณ์ที่ กลุ่มแฟนคลับชาวจีน (ซาแซง) จำนวน 22 คน ก่อความวุ่นวายอย่างรุนแรงและฝ่าฝืนมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยวิ่งไล่ตาม…ดาราชายชาวจีน จนถูก สายการบินปฏิเสธการเดินทางยกแก๊ง
อีกทั้งยังมีประเด็น “ดราม่า” บานปลาย เอากับ…เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไทยอีก
เคสท์ชาวจีนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในต่างแดน กระทั่ง ถูก “ชาวจีนโพ้นทะเล” ทั้งใน…ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย แม้กระทั่ง ชาวเวียดนาม และคนจีนในประเทศจีน ด้วยกันเอง ออกมา ด่ากราด…สาดเสียเทเสียถึงพฤติกรรมนอกประเทศของคนจีนไร้มารยาทกลุ่มนี้
คงต้องดูท่าทีของสถานทูตจีนในประเทศไทย ว่าจะมีพฤติกรรมเยี่ยงสถานทูตจีนในกัมพูชาหรือไม่?
พักเรื่อง…กัมพูชา ยูเอ็น และจีน เอาไว้ก่อน เพราะยังมีประเทศเพื่อนบ้านอีกฝั่งหนึ่ง นั่นคือ…เมียนมา ที่มีประเด็นให้ต้องพูดถึงไม่ต่างกันนัก
พรมแดงที่มีราคา :
วันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับนายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา อย่างเป็นทางการ
ภาพการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ การหารือเต็มคณะ และการลงนามความร่วมมือ ย่อมส่งสารว่า…กรุงเทพฯ เลือกยกระดับความสัมพันธ์กับเนปิดอว์ หลังเมียนมาถูกจำกัดบทบาทในการประชุมระดับสูงของอาเซียนมานับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564
แต่ในทาง ยุทธศาสตร์ “การเปิดประตู” ไม่ใช่ของฟรี ทุกภาพ “จับมือ” มีต้นทุนทางการเมือง และทุกการ “ยอมรับ” ในพิธีการเพิ่มพื้นที่ต่อรองให้ผู้นำเมียนมา ซึ่งเพิ่งขึ้นดำรง ตำแหน่งประธานาธิบดี ภายหลังการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามจากนานาชาติ
“รัฐบาลอนุทิน” จึงไม่ได้กำลังต้อนรับแขกต่างประเทศตามธรรมเนียมเท่านั้น หากกำลังเดิมพันความน่าเชื่อถือของไทยว่า การพูดคุยโดยตรงจะสร้างผลลัพธ์ได้มากกว่าการเว้นระยะห่างหรือไม่?
จาก “คนกลาง” สู่ “คนค้ำ” :
แนวทางของ รัฐบาลไทย คือ การกลับไปมีปฏิสัมพันธ์อย่างระมัดระวัง หรือ “calibrated re-engagement” โดยหวังใช้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านพาเมียนมา กลับเข้าสู่กระบวนการของอาเซียน พร้อมวางไทยเป็น สะพานเชื่อมระหว่างรัฐบาลเมียนมากับประชาคมภูมิภาค
นี่เป็น…ยุทธศาสตร์ที่มีเหตุผลรองรับ เพราะไทยมีพรมแดนติดเมียนมายาว ปัญหาการสู้รบ ยาเสพติด ผู้หนีภัย หมอกควัน และอาชญากรรมข้ามชาติ ล้วนไหลข้ามเส้นเขตแดน การปฏิเสธไม่พูดคุยจึงไม่ทำให้ปัญหาเหล่านี้หายไป
อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง “คนกลาง” กับ “คนค้ำความชอบธรรม” บางมาก หากไทยให้การต้อนรับระดับสูง แต่ไม่ได้ข้อผูกพันที่ตรวจสอบได้ ไทยอาจถูกมองว่าใช้ทุนทางการทูตของตนช่วยให้รัฐบาลเมียนมากลับสู่เวทีภูมิภาค โดยไม่ได้ความคืบหน้าด้านสันติภาพและมนุษยธรรมเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน
โจทย์ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียงทำให้การเยือนราบรื่น แต่ต้องทำให้สังคมไทยเห็นว่า การคืนพื้นที่ทางการทูตครั้งนี้มี “เงื่อนไข” และมีผลประโยชน์ของประชาชนไทยรองรับ
สแกมเมอร์คือตัวชี้วัด :
วาระที่เชื่อม การทูตระดับผู้นำ กับ ชีวิตประชาชน ได้ชัดที่สุด! คือ…แก๊งคอลเซ็นเตอร์และศูนย์หลอกลวงตามแนวชายแดน รายงานเมื่อเดือนมิถุนายนระบุว่า…ยังมีคนกว่า 5,300 คนติดอยู่ในศูนย์หลอกลวงใกล้ชายแดนไทย แม้ก่อนหน้านี้ไทยจะมีส่วนช่วยนำคนออกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้วหลายพันคน
ดังนั้น หากการหารือครั้งนี้ มีเพียงถ้อยคำกว้างๆ ว่าจะ “ร่วมมือปราบปราม” ก็ยังไม่เพียงพอ รัฐบาลควรเปิดเผยกลไกปฏิบัติ ตั้งแต่…รายชื่อพื้นที่เป้าหมาย การตัดวงจรไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต และการเงิน ไปจนถึง กรอบเวลา การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง และผู้รับผิดชอบของแต่ละฝ่าย
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า…ผู้นำทั้ง 2 พูดถึงสแกมเมอร์หรือไม่? แต่เป็น…หลังวันที่ 7 สิงหาคม จำนวนศูนย์หลอกลวง เส้นทางเงิน และความเสียหายของคนไทยจะลดลงอย่างไร? หากตอบไม่ได้ พรมแดงครั้งนี้ก็อาจเป็นชัยชนะด้านภาพลักษณ์ของเมียนมา มากกว่าชัยชนะด้านความปลอดภัยของไทย
เศรษฐกิจต้องไม่กลบความมั่นคง :
เมียนมามีความสำคัญต่อไทยทั้งด้านการค้าชายแดน การลงทุน และพลังงาน รัฐบาลย่อมต้องการฟื้นการค้าซึ่งได้รับผลกระทบจาก สงครามและข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ แต่การ เร่งเปิดช่องธุรกิจโดยที่ชายแดนยังไม่สงบและเครือข่ายอาชญากรรมยังทำงาน อาจทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับกลุ่มที่มีอำนาจมากกว่าประชาชนทั่วไป
การประเมินความสำเร็จ จึงต้องแยกระหว่าง “มูลค่าข้อตกลงบนกระดาษ” กับ “ผลลัพธ์ในพื้นที่”
การค้าจะยั่งยืนได้ ต่อเมื่อ…ด่านปลอดภัย ระบบชำระเงินโปร่งใส และผู้ประกอบการไม่ต้องแบกรับต้นทุนจากความไม่แน่นอน ส่วน ความร่วมมือด้านพลังงาน ก็จะต้อง เปิดเผยเงื่อนไขให้สังคมตรวจสอบ ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลปิดคำถามด้านความมั่นคงหรือสิทธิมนุษยชน
เกมอาเซียนของอนุทิน :
ในมิติการเมืองภายใน การเยือนครั้งนี้เป็นโอกาสของ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ในการสร้างภาพ “ผู้นำ” ที่มีบทบาทระดับภูมิภาค และขยายฐานความชอบธรรมของรัฐบาลจากเรื่องเสียงในสภาไปสู่ความสามารถด้านการต่างประเทศ
หากไทยสามารถเปิดช่องเจรจาระหว่างรัฐบาลเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ และฝ่ายต่อต้าน พร้อมผลักดันการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้จริง รัฐบาลจะได้แต้มทางยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ!!!
แต่หากการเยือน จบลงด้วยพิธีการ การลงนามที่ไม่มีตัวชี้วัด และการกล่าวถึงมิตรภาพตามแบบแผน ฝ่ายค้าน ย่อมตั้งคำถามได้ว่า…รัฐบาลใช้สถานะของประเทศไทยแลกกับอะไร? และเหตุใดจึงเร่งคืนพื้นที่ให้เมียนมา? โดยที่แผนสันติภาพห้าข้อของอาเซียนยังไม่มีความคืบหน้าชัดเจน
นี่จึงเป็นทั้ง…เกมการต่างประเทศและสนามสอบ “ภาวะผู้นำ” ของ นายอนุทินในเวลาเดียวกัน!!??
วัดผลหลังพรมแดง :
ความสำเร็จของการเยือน มิน อ่อง หล่าย ไม่ควรวัดจากความสมบูรณ์ของพิธีต้อนรับ จำนวนบันทึกความเข้าใจ หรือถ้อยคำชื่นชมระหว่างผู้นำ แต่ควรวัดจากผลลัพธ์อย่างน้อย 4 ข้อ ได้แก่…
การลดศูนย์หลอกลวงและเส้นทางยาเสพติด
ความสงบตามแนวชายแดน
การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
และ ความคืบหน้าของการเจรจาทางการเมืองภายใต้กรอบอาเซียน
รัฐบาลไทย เลือกแล้วว่า…จะไม่ยืนดูเมียนมาจากระยะไกล แต่จะเดินเข้าไปมีบทบาทใกล้ชิด ทางเลือกนี้อาจสร้างประโยชน์ให้ประเทศ หากไทยรักษาอำนาจต่อรองและกำหนดเงื่อนไขได้ชัดเจน
ท้ายที่สุด! คำถามจึงไม่ใช่ว่า…ไทยควรพูดคุยกับเมียนมาหรือไม่? แต่คือ…ไทยพูดคุยจากจุดยืนใด? และ ประชาชนคนไทยจะได้อะไรกลับมาจากการสนทนานั้น?
เพราะเมื่อ…พรมแดงถูกเก็บออก สิ่งที่เหลืออยู่ต้องไม่ใช่เพียงภาพถ่าย แต่ต้องเป็นความปลอดภัยและผลประโยชน์ที่คนไทยสัมผัสได้จริง!!!.






