สมรภูมิการทูตอาเซียน!

(ยุทธศาสตร์ไทย : ‘ลดแรงปะทะ คงจุดยืน!’ สยบคนชอบอิง ‘กำแพงหิน’ ได้แค่ไหน?)

จับตา! “เกมเปิด” จากฝ่ายไทย? ชง “สันติภาพเชิงยุทธศาสตร์” บนเวที ASEAN Summit #48 พร้อมประกาศ “เดินหน้าลดแรงปะทะ!” กับฝั่งกัมพูชา แต่ยังคงจุดยืน! “อธิปไตยและผลประโยชน์ชาติ” เป็นสำคัญ น่าสนใจว่า…อีกคน? ที่ยึดโยง “กำแพงหินประวัติศาสตร์” เป็นกรอบสงครามความคิด จะรับได้กับข้อเสนอของไทยแค่ไหนกัน!!

เป็นมากกว่า “สายตา” ของคนไทยและกัมพูชา ทั้งยังไกลกว่าการ “จับตามอง” ของชาวอาเซียน!!??

นั่นเพราะ…การพบเจอครั้งล่าสุด วานนี้ (7 พฤษภาคม 2569) ของ “2 ผู้นำ” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมี ปธน.เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ในฐานะ “ประธานอาเซียน” ร่วมเจรจา 3 ฝ่าย ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์

ก่อนถึงเวทีใหญ่…การประชุมสุดยอดอาเซียนหรืออาเซียนซัมมิท (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7 – 9 พฤษภาคมนี้

ภาพดังกล่าว อาจไม่ใช่การ “ยุติข้อพิพาท” อย่างสมบูรณ์ แต่ก็เป็น “สัญญาณสำคัญ” ของการ…เปิดพื้นที่ทางการทูต ป้องกันไม่ให้ความขัดแย้ง “ลุกลาม!” ไปไกลกว่านี้?

ที่น่าสนใจ ก็คือ ท่าทีของรัฐบาลไทย ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า…พร้อมเลือกใช้แนวทาง “ลดแรงปะทะ แต่คงจุดยืน” ในการเจรจากับ “ผู้นำกัมพูชา”

นายกฯอนุทิน ยืนยันระหว่างการแถลงข่าวว่า…“ประเทศไทยยึดมั่นในแนวทางสันติภาพ ควบคู่กับการรักษาอธิปไตย และผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนชาวไทย”

สะท้อน ยุทธศาสตร์ที่พยายามรักษาสมดุล ระหว่าง…“การลดความตึงเครียด” กับ “การไม่ถอยจากผลประโยชน์แห่งชาติ” ซึ่งถือเป็น “โจทย์ยาก” ของการเมืองระหว่างประเทศในยุคปัจจุบัน

ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศไทยกำลังเลือกใช้แนวทา งที่อาจเรียกได้ว่าเป็น…“สันติภาพเชิงยุทธศาสตร์” กล่าวคือ…เลือกใช้การเจรจาเพื่อควบคุมสถานการณ์ ไม่ปล่อยให้ความขัดแย้งขยายตัว!!!

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยัง “รักษา” พื้นที่ต่อรองของรัฐเอาไว้

การที่ รัฐบาลไทยยืนยันการยกเลิก MOU 2544 ต่อที่ประชุมร่วม 3 ฝ่าย โดยหันไป ใช้หลักการของ United Nations ภายใต้ UNCLOS เป็นกรอบในอนาคต ถือเป็น การเปลี่ยน “สนามต่อรอง” จากเดิม…

ข้อตกลงทางการเมือง ไปสู่กรอบกฎหมายสากล!!!

นั่นก็เท่ากับเป็น…การ “เพิ่มความชอบธรรม” ให้ไทยในเวทีระหว่างประเทศ

นี่คือ…การปรับยุทธศาสตร์ จากที่ รัฐบาลชุดก่อนๆ เลือกจะใช้วิธี “การเมืองนำการทูต” ไปสู่ “กฎหมายสากลนำการทูต” ซึ่งเป็น…แนวทางที่เหมาะสมและสอดรับกับสภาพความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน การที่ทั้ง 2 ฝ่าย “ไทย – กัมพูชา” ยังเห็นพ้องให้เดินหน้ากลไก JBC และ GBC นี่ก็สะท้อนว่า…

เราต่างต้องการดึงปัญหากลับเข้าสู่ “ระบบบริหารจัดการ” มากกว่าปล่อยให้สถานการณ์ขับเคลื่อนด้วยกระแสชาตินิยม หรือแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ

นายกรัฐมนตรีไทย ยังย้ำด้วยว่า…“ไทยและกัมพูชาจำเป็นต้องเดินหน้าไปด้วยกันอย่างค่อยเป็นค่อยไปในทิศทางเดียวกัน”

ประโยคนี้ สะท้อนความพยายามที่จะ สร้าง “Confidence Building Measures” หรือ มาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน ซึ่งเป็น “พื้นฐานสำคัญ” ของการลดความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้า

อีกประเด็นที่มี “นัยสำคัญ” ทางภูมิรัฐศาสตร์ นั่นก็คือ…การที่ไทยเสนอให้ใช้ “กรอบทวิภาคี” และหลีกเลี่ยงแรงกดดันจาก “ประเทศที่ 3”

“ขอให้ไทยและกัมพูชาใช้กรอบทวิภาคีในการหารือ บนพื้นฐานของการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ ปราศจากแรงกดดัดจากประเทศที่ 3 เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น…”

แม้ประโยคข้างต้น นายกฯอนุทิน จะไม่มีการ “ระบุ” ชื่อประเทศใด? โดยตรง แต่ในบริบทการแข่งขันเชิงอิทธิพล ระหว่าง…ชาติมหาอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำกล่าวข้างต้นนี้ มันได้สะท้อนความพยายามของไทย ในการรักษา “อิสระเชิงยุทธศาสตร์” โดยไม่ยอมให้ “ข้อพิพาทชายแดน” กลายเป็น…เครื่องมือของการแข่งขันระหว่างขั้วอำนาจโลก!!??

ในอีกมิติหนึ่ง การที่ ฟิลิปปินส์ ในฐานะ “ประธานอาเซียน” เข้ามาเป็น ผู้ประสานการหารือ ยังสะท้อนว่า… อาเซียนกำลังพยายามพิสูจน์บทบาทของตนเอง ในการจัดการปัญหาภายในภูมิภาค โดยไม่ปล่อยให้ความขัดแย้ง “ลุกลาม!” ไปสู่เวทีระหว่างประเทศ

ยิ่งบทบาทความ “เป็นกลาง” ของ “ผู้นำฟิลิปปินส์” ดูชัดเจนและน่าเชื่อถือ กว่า… “ประธานอาเซียน” คนก่อน

นั่นหมายความว่า…การประชุม ASEAN Summit ครั้งนี้ มีความน่าเชื่อถือและมีความหมายที่จะไม่เกิดขึ้นเฉพาะต่อฝ่ายไทยและกัมพูชา เท่านั้น

แต่ยังเป็น “บททดสอบสำคัญ” ของ “ASEAN Centrality” หรือแนวคิดที่ว่า…อาเซียนยังสามารถเป็น “ศูนย์กลาง” ในการบริหารจัดการปัญหาของภูมิภาค ได้ด้วยตนเอง

โดยไม่ต้องพึงพา “ชาติหรือมือที่ 3” แต่อย่างใด?

อย่างไรก็ตาม การหารือครั้งนี้ ยังคงเป็นเพียงแค่ “จุดเริ่มต้น” มากกว่าจะเป็น “บทสรุป” ของความขัดแย้งระหว่าง 2 ชาติ นั่นเพราะ…ขณะนี้ ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดน หรือการเปิดพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด?

สะท้อนจากประโยคที่ นายกฯอนุทิน บอกว่า…“ยังไม่มีการเจรจาเรื่องการกำหนดเขตแดนหรือการเปิดพรมแดน เป็นเพียงการเห็นพ้องให้เริ่มต้นหารือในระดับปฏิบัติการก่อน”

นั่นหมายความว่า ทั้ง 2 ฝ่ายต่างเลือก “ประคองสถานการณ์” มากกว่า “ผลักดัน” การตัดสินใจที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง!!!

สิ่งสำคัญที่สุด! ในเวลานี้ จึงอาจไม่ใช่คำถามว่า…ไทยกับกัมพูชาจะแก้ปัญหาได้เมื่อใด? แต่มันคือ…การที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังสามารถรักษาช่องทางการสื่อสาร และควบคุมไม่ให้ความขัดแย้งพัฒนาไปสู่จุดที่ยากต่อการควบคุม

บน “สมรภูมิ” การทูตอาเซียน ในครั้งนี้ รัฐบาลไทย จึงกำลังส่งสาระสำคัญที่ว่า…

ประเทศไทย พร้อมเลือก “การเจรจา” เพื่อรักษาสันติภาพ! แต่จะไม่ละทิ้ง “จุดยืน!” ในเรื่องของอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ เป็นสำคัญ

และ ในโลกที่ความขัดแย้งระดับภูมิภาค ซึ่งสามารถ “เชื่อมโยง” กับการแข่งขันของชาติมหาอำนาจได้อย่างรวดเร็ว นั้น

แผนกลยุทธ์ ในการกำหนด…ยุทธศาสตร์ “ลดแรงปะทะ คงจุดยืน!” จึงอาจเป็นทางเลือกที่ รัฐบาลไทย เล็งเห็นแล้วว่า…มันเหมาะสมที่สุดในห้วงเวลานี้

ท่าทีของ “ผู้นำกัมพูชา” โดยเฉพาะกับ คนที่ชอบยึดโยง “กำแพงหินประวัติศาสตร์” และไม่ได้เข้าร่วมประชุม ASEAN Summit ครั้งที่ 48 ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ จะเป็นเช่นใด?

ควรเป็นสิ่งที่…ฝ่ายไทย อาเซียน และชาติมหาอำนาจ ควรต้องจับตามองหรือไม่???.

Login

Welcome! Login in to your account

Remember me Lost your password?

Lost Password